xs
xsm
sm
md
lg

'พิษสงครามการค้า'ทำยอดนำเข้า-ส่งออกจีนทรุดแรงเกินคาด สิงคโปร์ก็ต้องงัดมาตรการการเงินปั๊มเศรษฐกิจ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

<i>คนงานคัดแยกสินค้านำเข้าบนรถบรรทุกคันหนึ่ง ข้างๆ ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งตั้งเรียงอยู่ในท่าเรือแห่งหนึ่งของเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทางภาคตะวันออกของจีนเมื่อวันจันทร์ (14 ต.ค.)  ทั้งนี้ทางการจีนแถลงในวันเดียวกันว่า ทั้งยอดนำเข้าและส่งออกของจีนในเดือนกันยายนต่างก็หดตัวลง </i>
เอเจนซีส์ - สงครามการค้าพ่นพิษ ยอดส่งออก-นำเข้าจีนทรุดเกินคาด ขณะที่สิงคโปร์ก็ย่ำแย่แค่รอดพ้นภาวะถดถอยหวุดหวิด และต้องตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการทางการเงินครั้งแรกในรอบ 3 ปีเพื่อปั๊มภาวะการเติบโต

วันจันทร์ (14 ต.ค.) สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ยอดส่งออกทั่วโลกประจำเดือนกันยายนลดลง 3.2% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ถือเป็นการตกแรงที่สุดนับจากเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ยอดนำเข้าจากทั่วโลกดิ่งลง 8.5% และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ท่ามกลางภาวะอุปสงค์ภายในประเทศเซื่องซึมลง

นักเศรษฐศาสตร์บางคนมองว่า ยอดส่งออกที่ลดลงอาจเป็นผลจากการที่บริษัทจีนบางแห่งเร่งส่งสินค้าไปอเมริกา ตั้งแต่ก่อนเส้นตายเดือนกันยายนที่อเมริกาจะรีดภาษีศุลกากรสินค้าจีนล็อตใหม่ ดังนั้นในเดือนกันยายนเองยอดส่งออกจึงน้อยลง

อเมริกาเวลานี้ลดอันดับกลายเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 3 ของจีนเท่านั้น รองจากสหภาพยุโรป (อียู) และอาเซียน โดยยอดนำเข้าจากอเมริกาลดลงถึง 26.4% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปี 2018

ในข้อตกลงการค้าที่เห็นชอบกันได้ในบางด้านบางส่วน ซึ่งอเมริกา-จีนประกาศออกมาเมื่อวันศุกร์ (11) ปักกิ่งได้รับปากสั่งซื้อสินค้าเกษตรอเมริกันเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการเปิดตลาดการเงิน ขณะที่วอชิงตันตกลงชะลอการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าจีนส่วนที่กำหนดจะเริ่มบังคับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังถูกสภาผู้แทนราษฎรสอบสวนตามกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ประกาศว่า ข้อตกลงนี้เป็นพัฒนาการสำคัญ และเป็นผลจากการที่ตนใช้จุดยืนแข็งกร้าวกับจีน

อย่างไรก็ดี ข้อตกลงฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ในสาระสำคัญหลายประการ เช่น ความพยายามของสหรัฐฯที่จะบีบบังคับให้จีนต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของตน นอกจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการลงนามในเอกสารใดๆ สิ่งที่แถลงอยู่ในลักษณะข้อตกลงเชิงหลักการ ซึ่งยังต้องเจรจาหารือออกมาเป็นรายละเอียดอันชัดเจนกันอีก ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังสูงมาก

จนถึงขณะนี้ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกันด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรครอบคลุมสินค้ากว่า 360,000 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลที่ออกมาในวันจันทร์ยังระบุว่า ยอดเกินดุลการค้าของจีนต่ออเมริกาหดลง 3.9% เหลือ 25,800 ล้านดอลลาร์ จาก 26,900 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ยอดเกินดุลการค้าโดยรวมอยู่ที่ 39,650 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลล่าสุดนี้ตอกย้ำการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่า ปักกิ่งอาจจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง แม้ว่าพยายามงัดมาตรการส่งเสริมการเติบโตต่างๆ มาใช้กว่า 1 ปี แต่ดีมานด์ภายในประเทศยังคงซบเซา เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกดดันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค รวมทั้งทำให้บริษัทต่างๆ ชะลอการลงทุนใหม่ๆ

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนไตรมาสปัจจุบันจะยังคงลดลงต่อเนื่องจาก 6.2% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี และส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีที่รัฐบาลจีนเล็งไว้ที่ 6.0-6.5%
<i>(ภาพจากแฟ้มถ่ายเมื่อ 18 เม.ย. 2016) อาคารสำนักงานการเงินแห่งสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) ซึ่งทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของนครรัฐแห่งนี้ ทั้งนี้ในวันจันทร์ (14 ต.ค.) เอ็มเอเอสได้ประกาศนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลาเกือบ 3 ปี </i>
ในอีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์ประกาศเมื่อวันจันทร์ ผ่อนคลายมาตรการทางการเงินครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปีหลังจากอัตราเติบโตรอดพ้นภาวะถดถอยหวุดหวิด ด้วยการขยับขึ้น 0.6% ในไตรมาส 3 ภายหลังติดลบเกินคาดถึง 2.7% ในไตรมาสก่อนหน้า

ความเคลื่อนไหวของสำนักงานการเงินสิงคโปร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของนครรัฐแห่งนี้ คือการเข้าร่วมกระแสแบงก์ชาติทั่วโลกในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินท่ามกลางความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกขาลง

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นชาติที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออก ดังนั้นจึงเห็นกันว่าเป็นเศรษฐกิจในเอเชียรายแรกที่
ได้รับผลกระทบจากภาวะขาลงดังกล่าว รวมถึงความตึงเครียดจากสงครามการค้าอเมริกา-จีน

ในวันจันทร์ สำนักงานการเงินสิงคโปร์ แถลงว่า จะลดแถบช่วงการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนลงเล็กน้อย เพื่อเปิดทางให้ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์สามารถอ่อนตัวลง

คำแถลงยังระบุว่า ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ผลักดันโดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตถูกกดดันมากขึ้น สะท้อนขาลงในวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก และการถอนการใช้จ่ายเงินทุน ส่วนหนึ่งเนื่องจากความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์จีน-อเมริกา

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจสิงคโปร์ขยับลง 3.5% หลังจากหดตัว 3.3% ในไตรมาส 2

แคปิตอล อิโคโนมิกส์คาดว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์จะขยายตัวเพียง 0.5% ในปีนี้ โดยนครรัฐแห่งนี้เข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งล่าสุดหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...