xs
xsm
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: ผู้นำรีพับลิกันเคยทำให้ ‘ริชาร์ด นิกสัน’ ยอมอำลาตำแหน่งในปี 1974 แต่เรื่องเช่นนี้ยากที่จะเกิดกับ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

<i>(ภาพจากแฟ้มของสำนักข่าวเอพี ถ่ายเมื่อ 7 ส.ค. 1974) ส.ว.แบร์รี โกลด์วอเตอร์ (กลาง) ขนาบข้างด้วย ส.ว. ฮิวจ์ สกอตต์ ผู้นำรีพับลิกันในวุฒิสภา (ด้านซ้าย) และ ส.ส.จอห์น โรดส์ ผู้นำรีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร (ด้านขวา)  พูดกับผู้สื่อข่าวภายหลังเข้าพบประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ทำเนียบขาว ทั้งนี้โกลด์วอเตอร์กล่าวว่า นิกสัน “ยังไม่ได้ตัดสินใจ” ว่าจะลาออกหรือไม่  อย่างไรก็ดี ในวันรุ่งขึ้น ตัวนิกสันเองก็ประกาศลงจากตำแหน่ง </i>
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1974 ผู้นำระดับท็อปในรัฐสภา 3 คนของพรรครีพับลิกัน เดินทางไปเข้าพบเพื่อหารืออย่างขึงจังจริงจังกับประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ณ ทำเนียบขาว พวกเขามีข่าวสารสำคัญยิ่งอยู่ในมือ นั่นคือ ประธานาธิบดีใกล้ที่จะเผชิญกับการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอนแล้ว สืบเนื่องจากความสนับสนุนที่กำลังหมดสิ้นลงไปในหมู่พวกสมาชิกสภาสูงและสภาล่างซึ่งสังกัดพรรคของเขาเอง ในวันรุ่งขึ้น นิกสันซึ่งติดพันนุงนังอยู่ในกรณีอื้อฉาววอเตอร์เกตมาตลอด 2 ปีก่อนหน้านั้น ก็ประกาศว่าเขายอมลาออก

ดรามาทางการเมืองทำนองเดียวกันจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ในระยะท้ายๆ ของกระบวนการถอดถอนซึ่งพวกพรรคเดโมแครตกำลังเริ่มต้นเปิดขึ้นมาเล่นงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในเวลานี้? มันก็น่าสงสัยอยู่ ในสมัยของนิกสันนั้น ในพรรคเดโมแครตมีฝ่ายอนุรักษนิยม ส่วนในพรรครีพับลิกันยังคงมีพวกสายกลาง การประนีประนอมกันยังไม่ได้ถูกถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียสาหัสจนไม่พึงกระทำ

แต่ในวอชิงตันที่แตกแยกแบ่งขั้วกันอย่างสูงเช่นทุกวันนี้ ข้อตกลงแบบรอมชอมเห็นชอบพร้อมกันทั้งสองพรรคกลายเป็นของหายากไปเสียแล้ว และทรัมป์ก็เข้าเทคโอเวอร์พรรครีพับลิกัน ในลักษณะที่ส่งเสริมสนับสนุนการแสดงความจงรักภักดีเป็นการส่วนตัวมากกว่าจงรักภักดีต่อพรรค อีกทั้งกำลังทำให้พวกผู้นำมากบารมีในพรรคนี้เป็นเพียงแค่คนตามแห่ที่ทำอะไรไม่ได้

“ในอดีตที่ผ่านมาในสหรัฐฯ พวกสมาชิกพรรคการเมืองของสหรัฐฯจะตัดตัวพวกเขาเองออกจากเหล่าผู้นำที่เสื่อมเสียน่าอับอาย เพื่อสงวนรักษาพรรคและชื่อเสียงเกียรติคุณของพวกเขาเองเอาไว้” อาจารย์ นิค สมิธ ซึ่งสอนวิชาจริยธรรมและปรัชญาการเมือง อยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ กล่าว “แต่เวลานี้ประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนสามารถยึดครองพรรคเอาไว้ได้อย่างเป็นการส่วนตัว –คล้ายๆ กับเป็นผู้นำของลัทธิพิธีเป็นเจ้าลัทธิพิธีมากกว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ—จนกระทั่งประตูทางออกต่างๆ ที่เคยมีได้ถูกปิดเอาไว้เสียแล้ว และพรรคก็เปลี่ยนโฉมแปลงร่างจนกระทั่งเป็นภาพลักษณ์ของเขา”

คณะตัวแทนระดับท็อปที่ไปเข้าพบนิกสันคราวนั้น นำโดย วุฒิสมาชิกแบร์รี โกลด์วอเตอร์ แห่งรัฐแอริโซนา ซึ่งเคยเป็นตัวแทนรีพับลิกันลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1964 ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากโกลด์วอเตอร์ ที่ดำรงฐานะเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของพรรคมาอย่างยาวนานแล้ว ยังมีวุฒิสมาชิกฮิวจ์ สกอตต์ แห่งเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นชาวพรรครีพับลิกันที่รู้จักกันว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองอย่างแข็งขัน กับ ส.ส.จอห์น โรดส์ แห่งแอริโซนา ทั้ง 2 ต่างเป็นผู้นำของรีพับลิกันในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรตามลำดับ

พวกเขาบอกกับนิกสันว่า ไม่มีเสียงรีพับลิกันมากพอที่จะยังคงโหวตให้เขาและรักษาเขาให้พ้นจากการถูกถอดถอนแล้ว ภายหลังที่ 2 วันก่อนหน้านั้นได้มีการเปิดเผยพวกเทปบันทึกเสียงปี 1972 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ขัดแย้งตรงกันข้ามกับการแสดงท่าทีปฏิเสธอย่างดึงดันมาโดยตลอดของนิกสัน ที่ว่าตนเองไม่ได้มีบทบาทใดๆ ทั้งสิ้นในการพยายามปกปิดอำพรางคดีแอบลักลอบเข้าไปล้วงความลับในอาคารวอเตอร์เกตของพวกเดโมแครต

“เขาเที่ยวประกาศมาโดยตลอดว่าตนเองบริสุทธิ์ แล้วฉับพลันทันใดนั้นพวกเขาก็ได้หลักฐานนี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขากำลังโกหกหลอกลวงมาโดยตลอด” โธมัส ชวาร์ตซ์ อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย แวนเดอร์บิลต์ อธิบาย และเสริมว่า “เวลานี้เรายังไม่ได้มีสิ่งที่เทียบเท่ากับกับอะไรแบบนั้น”
<i>(ภาพจากแฟ้มโดยสำนักข่าวเอพี ถ่ายเมื่อ 9 ส.ค. 1974) ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน โบกมืออำลาจากขั้นบันไดของเฮลิคอปเตอร์ บริเวณด้านนอกทำเนียบขาว หลังจากเขากล่าวปราศรัยอำลาบรรดาเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวแล้ว ทั้งนี้เขายอมประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 8 ส.ค. 1974 </i>
ในปัจจุบัน ทรัมป์ยังมีกำแพง “ไฟร์วอลล์” อย่างหนึ่งที่คอยสกัดขัดขวางสิ่งที่จะเข้ามาโจมตีเล่นงานเขา ไฟร์วอลล์ที่ว่านี้อยู่ในรูปของพวกรีพับลิกันซึ่งมองว่า การคัดค้านเขานั้นเป็นอันตรายกว่าการสนับสนุนเขา แคล จิลล์สัน อาจารย์รัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเมโธดิสต์ บอก พร้อมกับหยิบยกสภาพที่การเมืองมีการแบ่งแยกแตกขั้วกันอย่างชัดเจนเพิ่มขึ้นทุกทีในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ มาเป็นเหตุผลประการหนึ่งในการอธิบายว่า ทำไมพวกเจ้าหน้าที่รีพับลิกันส่วนใหญ่จึงจะยังคงยึดติดกับทรัมป์ “ตราบใดก็ตามที่ฐานะของพวกเขาเองยังไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย”

“สำหรับสมัครพรรคพวกในรัฐสภาของประธานาธิบดีผู้นี้แล้ว หลักที่ยึดถือกันก็คือ ‘คนของพวกเราแม้ในวันเวลาที่เลวร้ายที่สุด ถึงยังไงก็ดีกว่าคนของพวกคุณในวันเวลาที่ดีที่สุด’” จิลล์สันกล่าว “พวกเขายึดมั่นกับทรัมป์อย่างเหนียวแน่นก็ด้วยความหวังที่จะให้ได้ (สิ่งที่รีพับลิกันต้องการ) อย่างเช่นการแต่งตั้งฝ่ายตุลาการ, การตัดลดภาษี”

สภาพเช่นนี้จะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าความลำบากยุ่งยากของทรัมป์ไปถึงขั้นหนักหนาสาหัสจนเหล่าผู้นำในรัฐสภาคิดว่ามันจะกระทบกระเทือนพวกเขาและพรรคของพวกเขา จิลล์สันอธิบายต่อ

“ทุกๆ คนในหมู่ชาวพรรครีพับลิกันในรัฐสภาต่างมีเรื่องไม่พอใจประธานาธิบดีผู้นี้กันทั้งนั้น แต่พวกเขาก็หวาดกลัวทรัมป์” จิลล์สันกล่าว “ถ้าเขาอ่อนแอลง ความกลัวนั่นก็จะถอยฉากไป”

กรณีอื้อฉาววอเตอร์เกตบังเกิดขึ้นในช่วงเวลาทับซ้อนเหลื่อมล้ำกับตอนปลายๆ ของสงครามเวียดนาม ซึ่งได้ทำให้ทั้ง นิกสัน และทั้ง ลินดอน จอห์นสัน ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าเขาที่มาจากพรรคเดโมแครต ต่างเสื่อมเสียชื่อเสียงหนัก ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากชี้ว่า ในยุคสมัยเช่นนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้ว รัฐสภาจะมีอำนาจอิทธิพลมากกว่าฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติจะปรากฏตัวผู้นำซึ่งมีความโดดเด่นระดับชาติในจำนวนมากกว่า

แคธลีน ฮอลล์ จามีสัน ผู้อำนวยการของศูนย์นโยบายสาธารณะแอนเนนเบิร์ก มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เสนอว่า จากการเสียชีวิตในปีที่แล้วของ จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกจากแอริโซนา ทำให้ในปัจจุบันไม่มีชาวรีพับลิกันในรัฐสภาคนไหนเลยซึ่งสามารถที่จะเลียนแบบแสดงบทบาทอย่างโกลด์วอเตอร์ในปี 1974 ได้

“ใครล่ะที่จะไปเข้าพบและทำให้โดนัลด์ ทรัมป์เกิดความเชื่อถือ ทำให้เขาต้องยินยอมรับฟัง?” เธอตั้งคำถาม “มิตต์ รอมนีย์หรือ? มิตช์ แมคคอนเนลล์? ลินด์เซย์ เกรแฮม? ทรัมป์จะซัดกลับตอบโต้คนเหล่านี้ไม่ว่าคนไหนก็ตาม ในทันทีที่พวกเขาพูดอะไรซึ่งทำให้ทรัมป์รู้สึกไม่ถูกใจ”

ทางด้านจิลล์สันมองว่า จุดใหญ่ใจความของความแตกต่างระหว่างตอนนั้นกับตอนนี้ ก็คือ โกลด์วอเตอร์เป็นตัวแทนของพวกผู้ออกเสียงอนุรักษนิยมกลุ่มเดียวกันกับนิกสัน และเป็นผู้มาส่งข้อความว่านิกสันกำลังสูญเสียความสนับสนุนจากผู้ออกเสียงเหล่านี้แล้ว

แต่ทรัมป์นั้นมีความสัมพันธ์กับฐานเสียงของเขาในลักษณะที่แตกต่างไปจากนิกสัน จิลล์สันชี้ กล่าวคือ ฐานเสียงของทรัมป์มีความจงรักภักดีกับทรัมป์อย่างเป็นการส่วนตัว แทนที่จะอยู่จงรักภักดีกับพรรคในลักษณะสถาบัน
<i>ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันศุกร์ (4 ต.ค.) </i>
ระหว่างช่วง 2 ปีแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง หนึ่งในชาวพรรครีพับลิกันในรัฐสภาไม่กี่รายซึ่งจิกกัดทะเลาะกับทรัมป์อยู่เป็นประจำ ได้แก่ วุฒิสมาชิก เจฟฟ์ เฟล็ก จากรัฐแอริโซนา ผู้ซึ่งตัดสินใจอำลาไม่ลงรับเลือกตั้งสมัยต่อไปในปี 2018 ในคอลัมน์ทางหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เฟล็กเล่นงานพวกเพื่อนชาวพรรครีพับลิกันที่ยังคงอยู่ในรัฐสภาของเขาว่า บกพร่องล้มเหลวที่ไม่แยกขาดจากทรัมป์และไม่คัดค้านการลงรับเลือกตั้งอีกสมัยหนึ่งของทรัมป์

“เมื่อมาถึงจุดนี้ พฤติการณ์ของประธานาธิบดีระหว่างดำรงตำแหน่ง ไม่ควรทำให้เรารู้สึกประหลาดใจอะไรเลย แต่ความเสียหายย่อยยับอย่างแท้จริง (ที่เราควรประหลาดใจ) ได้แก่ความอดทนอดกลั้นของเราต่อพฤติการณ์ดังกล่าว” เฟล็กเขียนเอาไว้เช่นนี้ “จากประสบการณ์อันเจ็บปวดของสมัยประธานาธิบดีผู้นี้ บางทีผลลัพธ์อันโหดร้ายที่สุด –และยืนยาวที่สุด— ที่จะมีต่อประชาธิปไตยของเรา น่าจะเป็นว่า เมื่อถึงจุดใดจุดหนึ่งในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะไปถึงขนาด (ชาด้าน) เลิกรู้สึกไปเลยว่ากำลังเจอกับเรื่องชวนช็อก”

เดวิด กิบส์ อาจารย์รัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ย้อนความหลังว่าอันที่จริงนั้นนิกสันชนะได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนถล่มทลายในปี 1972 กระนั้นคนจำนวนมากที่สนับสนุนเขา รวมทั้งชาวรีพับลิกันในรัฐสภาด้วย ก็ยังพร้อมที่จะหันกลับมาเล่นงานเขา เมื่อมีการเปิดโปงหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำมิดีมิร้ายวอเตอร์เกตเพิ่มทวีขึ้นทุกที

ในทางตรงกันข้าม กิบบ์มองว่าเวลานี้สหรัฐฯถูกแบ่งแยกออกเป็นพวกเดโมแครตและพวกรีพับลิกันแบบขาดจากกันไปเลย ในลักษณะที่เรียกขานกันว่า เหมือนกับขาดจากกันด้วย “เส้นแบ่งชนเผ่า” (tribal lines) โดยที่ฐานเสียงของทรัมป์ยังคงจงรักภักดีต่อเขาเสมอไม่ว่าพวกวิพากษ์วิจารณ์เขาจะวาดภาพทรัมป์ออกมาในทางลบอย่างไรก็ตาม

“ทั้งสองข้างต่างมีกำลังค่อนข้างคู่คี่กัน ไม่มีฝ่ายไหนสามารถที่จะปล่อยหมัดน็อกอีกฝ่ายหนึ่งลงไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นภาวะอัมพาตทางการเมืองขึ้นมา” กิบส์กล่าว “แนวความคิดแบบชนเผ่าถือพรรคถือพวกแบบสุดลิ่ม ทำให้การเกิดฉันทามติร่วมจากทั้งสองพรรคสองฝ่ายเพื่อถอดประธานาธิบดี กลาย เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางเป็นจริง”

ความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่โตอีกประการหนึ่งหากเปรียบเทียบปี 1974 กับยุคปัจจุบัน ได้แก่ ความแพร่หลายกว้างขวางของช่องทางสื่อมวลชน และความก้าวหน้าของสื่อสังคม ซึ่งถูกใช้ทั้งโดยตัวทรัมป์เองและสมัครพรรคพวกของทุกๆ ฝ่าย เพื่อโปรโมตส่งเสริมวาระต่างๆ ของพวกเขาและโจมตีเล่นงานฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็นปีศาจร้าย นิกสันนั้นไม่มีสิ่งที่เทียบได้กับทีวีข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ ซึ่งคอยสนับสนุนเขา แล้วก็ไม่ได้มีสื่อสังคมอย่างทวิตเตอร์ เอาไว้ใช้เล่นงานพวกปรปักษ์ของเขาด้วยข้อหาว่าทรยศกบฎชาติและเป็นพวกนักล่าแม่มด

ไม่เพียงเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ด้านสื่อ “ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมทางการเมืองและสภาพแวดล้อมด้านข่าวซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วดุจความเร็วแสง หากเปรียบเทียบกับยุควอเตอร์เกต” เดวิด โคเฮน อาจารย์รัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอาครอน กล่าว “ข้อมูลข่าวสารล้วนๆ ที่โถมเข้ามาท่วมท้นเราในแต่ละวัน ก็เหมือนกับเรากำลังดื่มน้ำจากท่อน้ำดับเพลิง และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกลืนกินมันทั้งหมดเข้าไป”

(เก็บความจากเรื่อง GOP unlikely to reprise role it played in Nixons 1974 exit ของสำนักข่าวเอพี)
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...