xs
xsm
sm
md
lg

In Clips: รอยเตอร์รายงานพิเศษ "ตลาดแนสแดค" เริ่มต้นกวาดล้างหุ้นไอพีโอบริษัทเล็กของจีน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รอยเตอร์/MGRออนไลน์ – มีรายงานจากแหล่งข่าวว่า ตลาดแนสแดค (NASDAQ)กำลังกวาดล้างหุ้นไอพีโอบริษัทขนาดเล็กของจีนด้วยการเข้มงวดข้อจำกัดและทำให้การอนุมัติล่าช้าออกไป

รอยเตอร์รายงานวันนี้(30 ก.ย)ว่า อ้างอิงจากแหล่งข่าวผู้บริหารบริษัท ธนาคารวาณิชธนกิจ และการยื่นเรื่องต่อผู้กำกับพบว่าตลาดแนสแดค (NASDAQ) ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา และเป็นแห่งแรกที่ซื้อขายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันเป็นตลาดที่มีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนมากที่สุดกำลัง พยายามที่จะจำกัดการลอยตัวของหุ้นพวกนี้ เป็นเพราะจากจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นของพวกมันจบลงที่การเพิ่มทุนในหุ้นไอพีโอ (IPO)จากแหล่งทุนจีนมากกว่านักลงทุนอเมริกัน

ซึ่งไอพีโอ หรือ IPO ย่อมาจากคำว่า Initial Public Offering ก็คือการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก

หุ้นของบริษัทขนาดเล็กส่วนใหญ่ของจีนทำการซื้อขายเบาบางหลังจากได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐฯแล้ว เป็นเพราะหุ้นส่วนใหญ่ของตกอยู่ในมือคนวงในไม่กี่คน และจากการที่สภาพคล่องของบริษัทเหล่านี้ต่ำทำให้ไม่เกิดความน่าดึงดูดต่อบรรดาสถาบันการลงทุนขนาดใหญ่ที่แนสแดคให้ความสำคัญ

ตัวอย่างเช่นเมื่อบริษัท 111 อิงก์ (111 Inc) ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายยาออนไลน์ที่เป็นเครือข่ายสามารถระดมทุนได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์ในการเปิดขายหุ้นไอพีโอที่ตลาดแดสแนคเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าหุ้นยังคงส่วนใหญ่ขายให้กับคนวงในของกลุ่มผู้บริหาร ซีอีโอใหญ่ของบริษัทร้านขายยา 111 อิงก์ หลิว จุนหลิง (Liu Junling)ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์

ด้านโฆษกตลาดแนสแดคให้สัมภาษณ์ว่า “คุณสมบัติที่สำคัญของตลาดทุนของพวกเราคือ ไม่มีการกีดกันและมีการเข้าถึงอย่างยุติธรรมต่อทุกบริษัทที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งหน้าที่และความรับผิดชอบของตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯคือการสร้างตลาดที่หลากหลายที่ทำให้เกิดโอกาสในการลงทุนที่แตกต่างแก่บรรดานักลงทุนอเมริกัน”

อย่างไรก็ตามโฆษกหญิงของตลาดแนสแดคปฎิเสธที่แสดงความเห็นในผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในกฎการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ของบรรดาบริษัทขนาดเล็กของจีน

พบว่าในช่วงเวลาที่เกิดความตรึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนด้านการค้าและเทคโนโลยี ทางแนสแดคได้จำกัดการแสดงหุ้นไอพีโอของบริษัทย่อยจีน

รอยเตอร์รายงานว่าหุ้นของบริษัทจีนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯตกอย่างหนักในวันศุกร์(27) หลังจากมีข่าวออกมาว่าทางทำเนียบขาวพิจารณาถอดบริษัทสัญชาติจีนออกจากตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกา

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯในวันเสาร์(28)ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่พิจารณาการปิดกั้นบริษัทจีนให้ทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯในเวลานี้

แหล่งข่าวใกล้ชิดแนสแดคชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงกฎการเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นผลมาจากการพูดคุยกับทำเนียบขาว

รอยเตอร์รายงานว่า แนสแดคได้เสนอการเปลี่ยนกฎการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อตุลาคม 2018 แต่ทว่าเพิ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนที่ผ่านมา

“แนสแดคให้ความสำคัญเกี่ยวกับปัญหาสภาพคล่องต่ำและความผันผวนสูงในตลาดหลักทรัพย์ที่เกิดมาจากไอพีโอบริษัทเล็กของจีนเหล่านั้น ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงกลางปีที่แล้ว" ราล์ฟ เดอ มาร์ติโน(Ralph De Martino) ประธานกรรมการสำนักงานกฎหมายชิฟ ฮาร์ดิน(Schiff Hardin LLP) ด้านเอเชียที่ให้คำปรึกษาแก่บรรดาบริษัทจีนในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ

กฎใหม่ของแนสแดคให้เพิ่มกำหนดโวลูมการซื้อขายโดยเฉลี่ยขึ้นจากเดิม และกำหนดให้อย่างน้อย 50% ของผู้ถือหุ้นต้องลงทุนขั้นต่ำ 2,500 ดอลลาร์แต่ละคนสำหรับไอพีโอ

และเมื่อมิถุนายนล่าสุดทางตลาดแนสแดคประกาศพิจารณาในการอนุญาตให้บริษัทเข้าตลาดล่าช้าออกไปหากว่าบริษัทไม่ได้แสดงศักยภาพที่แข็งแกร่งเหมาะสมสำหรับการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ รวมไปถึงการไม่มีผู้ถือหุ้น การตั้งอยู่ในสหรัฐฯ การจัดการ หรือสมาชิกบอร์ดที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ

โดยบริษัทย่อยของจีนต้องประสบปัญหาการรอคอยยาวนาน และการตรวจสอบที่เข้มงวดจากแนสแดคก่อนที่ทางบริษัทจะสามารถทำการเปิดขายหุ้นไอพีโอครั้งแรกได้

การที่บรรดาบริษัทขนาดเล็กของจีนต่างพยายามที่จะทำให้บริษัทได้เข้ามาซื้อขายบนกระดานในสหรัฐฯเป็นเพราะเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ก่อตั้งและผู้สนับสนุนสามารถได้เงินสกุลดอลลาร์ที่บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถหาได้โดยง่ายเนื่องมาจากนโยบายควบคุมการคลังของปักกิ่ง

และอีกทั้งการที่ได้ขึ้นชื่อว่าอยู่ในตลาดการซื้อขายแนสแดคยังเป็นการหว่านล้อมผู้นำในจีนให้เงินทุนหรือได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นสำหรับการเปิดซื้อขายต่อสาธารณะ

รอยเตอร์กล่าวว่า บริษัทจีนสามารถระดมทุนได้กว่า 70 พันล้านดอลลาร์ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯตั้งแต่ปี 2000 อ้างอิงข้อมูลจากบริษัทข้อมูลธุรกิจและการเงิน เรฟฟินิตีฟ(Refinitiv) ซึ่งในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่เช่น อาลีบาบา ของแจ็ค หม่า หรือ Pingduoduo Inc และ JD.com Inc นั้นเป็นที่ประจักษ์ว่าสามารถดึงดูดนักลงทุนสหรัฐฯแต่บริษัทขนาดเล็กของจีนพิสูจน์แล้วเช่นกันว่าไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้







Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...