xs
xsm
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: รัฐบาลจีนบอกเล่าเรื่องราวของตนเองในที่ประชุมสหประชาชาติ วาระอายุครบ 70 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

<i>ผู้ชมพากันใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพการแสดงสดที่ทำเป็นภาพธงชาติจีนรูปหัวใจ เมื่อวันศุกร์ (27 ก.ย.) ที่นครเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน  ทั้งนี้จีนจะเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งประเทศในวันอังคาร (1 ต.ค.) </i>
เมื่อวันศุกร์ (27 ก.ย.) ที่ผ่านมา หรือ 4 วันก่อนหน้าวันครบรอบ 70 ปีของสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือก็คือ วันคล้ายวันเกิดครบรอบ 7 ทศวรรษของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ จีนได้กล่าวประณามลัทธิกีดกันการค้าและลัทธิทำตามอำเภอใจฝ่ายเดียวว่าคือ “ภัยคุกคามสำคัญ” เป็นการโจมตีเล่นงานอย่างไม่ค่อยปิดบังอำพรางอะไรนัก ใส่นโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ พร้อมกันนั้น แดนมังกรยังประกาศว่า ตนเองคือ “ประเทศที่เปิดกว้างและกำลังเติบใหญ่ก้าวหน้า”

เนื่องจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในปีนี้ด้วยตนเอง จึงตกเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ (ซึ่งมีตำแหน่งเป็น “มนตรีแห่งรัฐ” ที่เทียบเท่ากับรองนายกรัฐมนตรีด้วย) ที่จะเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของสาธารณรัฐประชาชนจีนในวาระมีอายุครบรอบ 70 ปี เขากระทำเช่นนี้ด้วยความมีประสิทธิภาพและมีสไตล์ โดยอาศัยคำปราศรัยซึ่งบรรจุรวบย่อความสำเร็จ, ความท้าทาย, ปรัชญา, และอำนาจบารมีในทางระหว่างประเทศ จำนวนมากของประเทศของเขา

เขาเรียกขานประเทศจีนว่าเป็น “สมอเรือแห่งเสถียรภาพสำหรับสันติภาพของโลก” และอื่นๆ อีกมากมาย

“เมื่อ 70 ปีที่แล้ว ประเทศจีนได้ยุติสมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งประเทศชาติแห่งนี้ได้ถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ และถูกกระทืบเหยียบย่ำ เราได้ลุกยืนขึ้นแล้ว และกลายเป็นเจ้านายที่แท้จริงของประเทศชาติของเรา” หวัง กล่าว

ทั้งนี้บทตอนในยุคปัจจุบันสำหรับจีน ที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่อายุหลายพันปี ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 ตอนที่ เหมา เจ๋อตุง ยืนอยู่ตรงหน้าไมโครโฟน เหนือจัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง และประกาศจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในประเทศซึ่งกองทหารจรยุทธ์คอมมิวนิสต์ของเขาสามารถยึดมาจากพวกก๊กมิ่นตั๋ง (พรรคชาตินิยม) ของเจียง ไคเช็ก ภายหลังการสู้รบทำสงครามกลางเมือง

เมื่อ เหมา ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1976 ภายหลังสมัยแห่งการครองอำนาจอันโดดเด่นยิ่งกว่าธรรมดาที่ถูกคั่นด้วยการกดขี่ปราบปราม, ภัยอดอยาก, และการคบคิดวางอุบายกันภายในพรรค จีนก็ได้เริ่มต้นยุคสมัยซึ่งรู้จักเรียกขานกันว่าเป็นสมัยแห่ง “การปฏิรูปและการเปิดกว้าง” ผู้นำอาวุโส เติ้ง เสี่ยวผิง เปิดประเทศมีปฏิสัมพันธ์กับโลกตะวันตก, มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้งกับสหรัฐฯ และเริ่มต้นยุคแห่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, ทางเทคโนโลยี, และทางการพัฒนา – “ระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” ที่ได้ขับดันให้จีนก้าวมาตรงที่อยู่ในทุกวันนี้

หนึ่งในหลายๆ สิ่งซึ่งปรากฏในวันนี้ก็คือ การเกิดข้อพิพาททางการค้าอย่างใหญ่โตกับสหรัฐฯ เป็นศึกสงครามขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้กันที่กำลังคุกคามการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก เรื่องนี้ก็ไม่ได้หนีหายไปจากคำปราศรัยของหวังในสหประชาชาติ โดยในระหว่างที่เขาขึ้นพูดบนเวทีนั้น ที่ห้องโถงซึ่งมีผู้สัญจรผ่านไปมาหนาแน่นของสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์กก็มีการแสดงนิทรรศการวาระครบรอบ ซึ่งเสนอภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของชาติที่มีประชากรมากที่สุดในโลกซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์แห่งนี้

“การตั้งกำแพงขึ้นมาจะไม่สามารถแก้ไขคลี่คลายปัญหาท้าทายทั้งหลายในระดับโลกได้ และการประณามคนอื่นๆ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองก็จะไม่ได้ผลอะไรเช่นเดียวกัน” เขากล่าว โดยน่าที่จะมุ่งพาดพิงถึงสหรัฐอเมริกา “การขึ้นภาษีศุลกากรและการยั่วยุให้เกิดข้อพิพาททางการค้าทั้งหลาย ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ห่วงโซ่ทางอุตสาหกรรมและทางอุปทานของทั่วโลก รังแต่จะเป็นการบ่อนทำลายระบบการค้าพหุภาคี และระเบียบทางเศรษฐกิจและทางการค้าของทั่วโลก กระทั่งมันอาจจะทำให้โลกจมถลำลงสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย”

“เมื่อเผชิญกับลมปะทะแห่งลัทธิกีดกันการค้าเช่นนี้” หวัง กล่าว “เราไม่ควรที่จะยืนนิ่งเอื่อยเฉื่อยอยู่เฉยๆ”

จีนนั้นกำลังเสนอที่จะลดตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯให้น้อยลง ด้วยการซื้อสินค้าออกอเมริกันให้มากขึ้น ทว่ารัฐบาลปักกิ่งก็กำลังต้านทานอย่างแข็งแรงต่อการบีบคั้นกดดันจากวอชิงตันที่จะให้รื้อทิ้งแผนการต่างๆ ทางเทคโนโลยี ซึ่งพวกชาติคู่ค้าของแดนมังกรหลายรายโอดครวญว่าละเมิดคำมั่นสัญญาเรื่องการค้าเสรีของปักกิ่ง และสร้างความเสียหายให้แก่บรรดาคู่แข่งต่างชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศชะลอการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าจีนระลอกใหม่ตามที่วางแผนเอาไว้ ก่อนหน้าจะมีการเจรจาการค้าระดับสูงสหรัฐฯ-จีนรอบที่ 13 ในกรุงวอชิงตันต้นเดือนตุลาคมนี้ ส่วนปักกิ่งก็ได้ยกเว้นการขึ้นภาษีแบบมุ่งลงโทษต่อถั่วเหลืองอเมริกัน ในความเคลื่อนไหวซึ่งช่วยเหลือทั้งเกษตรกรชาวอเมริกันและผู้เลี้ยงหมูชาวจีนซึ่งต้องการได้ถั่วเหลืองไปเป็นอาหารสัตว์
<i>มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ กล่าวปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ  เมื่อวันศุกร์ (27 ก.ย.) ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก </i>
ในคำปราศรัยของหวัง ซึ่งหลายช่วงหลายตอนให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นบัญชีรายการ “สิ่งต่างๆ ที่จีนประสบความสำเร็จ” นั้น ไม่ได้เขินอายในการพูดถึงความก้าวหน้าอันใหญ่โตน่าเกรงขามที่ประเทศของเขากระทำได้ โดยที่เขาเน้นย้ำว่า เป็นสิ่ง “กระทำได้ ภายในเวลาเพียงแค่ 7 ทศวรรษ ขณะที่บางประเทศต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีจึงจะสำเร็จเสสร็จสิ้น” ทั้งนี้จีนมักแสดงความภาคภูมิใจเรื่อยมาในอัตราความเร็วของความก้าวหน้าของประเทศชาติพวกเขา และมาตรฐานการครองชีพที่พุ่งสูงสำหรับประชากรจำนวนมากมาย นับตั้งแต่ที่เปิดประตูประเทศภายหลังการถึงแก่กรรมของเหมาในปี 1976

ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายอะไรเลยที่ หวัง หยิบยกเรื่องการเติบโตและการพัฒนามาเน้นย้ำว่า เป็นเครื่องจักรที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันกว้างไกลของจีนจวบจนถึงเวลานี้ “การพัฒนา” เขากล่าว คือแม่กุญแจในการแก้ไขปัญหาทุกสิ่งทุกอย่าง”

เวลานี้จีนยังกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินยุทธศาสตร์ระดับโลกอันใหญ่โตและประกอบด้วยด้านต่างๆ จำนวนมาก โดยเรียกชื่อว่า “ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง” (Belt and Road Initiative หรือ BRI) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า เส้นทางสายไหมใหม่ โดยเป็นโครงการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างมากมาย ที่ดำเนินการด้วยการร่วมมือประสานงานกับชาติอื่นๆ และองค์การอื่นๆ หลายสิบราย ปักกิ่งเรียกข้อริเริ่มนี้ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณูปการอย่างสำคัญต่อการเจริญเติบโตแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทว่าสำหรับสหรัฐฯและหลายชาติตะวันตกมองว่าเป็นเกมแผ่อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งวางแผนขึ้นมาเพื่อขยายฟุตพรินต์ของแดนมังกรให้ยิ่งกว้างไกลออกไปอีก

ในคำปราศรัยของเขาที่ยูเอ็นคราวนี้ หวังกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ “ยึดกุมโอกาสแห่งการพัฒนาต่างๆ” ซึ่งข้อริเริ่มแถบและเส้นทางกำลังสร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม มองในภาพรวมแล้ว คำปราศรัยของเขาคราวนี้ดูแทบจะเหมือนกับเป็นเอกสารแสดงฐานะจุดยืนของจีนในวาระครบรอบ 70 ปี เป็นคำปราศรัยที่วาดภาพประเทศที่อยู่ใต้การนำของ สี จิ้นผิง ในเวลานี้ ว่าเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องสันติภาพและความยุติธรรม, เป็นผู้ผลักดันสนับสนุนหลักการแห่งอิสรภาพและนักพหุนิยมผู้มุ่งมั่นทำตามสัญญาข้อตกลง --อันเป็นข้อยืนยันทั้งหลายที่รัฐบาลปักกิ่งเองถูกพวกปรปักษ์หยิบยกขึ้นมากล่าวหาโจมตี

ทั้งนี้ จีนได้เน้นย้ำมานานแล้วถึงสิ่งที่ตนเองเรียกว่าเป็นคำสัญญาที่จะยึดมั่นในแนวความคิดพหุนิยม ซึ่งเป็นจุดยืนที่กำลังมีพลังดึงดูดใจชาติอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2017 และเริ่มผลักดันเดินหน้านโยบาย “อเมริกามาเป็นอันดับแรก” ซึ่งสร้างความปั่นป่วนทั้งแก่พวกศัตรูและหมู่มิตรทั้งหลาย

ในวันศุกร์ (27) เช่นกัน ข้างเคียงการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ หวังยังได้อวดโอ่อีกด้านหนึ่งของเส้นทางวงโคจรของประเทศจีน ในการเก็บรวบรวมประเทศขนาดเล็กๆ ได้อีกประเทศหนึ่งซึ่งยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ดินแดนซึ่งเจียง ไคเช็ก นำพลพรรคหลบหนีมาพำนักอาศัยในปี 1949 ภายหลังพ่ายแพ้สูญเสียแผ่นดินใหญ่ให้แก่กองทัพแดงของเหมา เจ๋อตง

โดยที่ หวัง กับประธานาธิบดีของคิริบาส ชาติหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้ลงนามในเอกสารสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาใหม่ ในคำแถลงที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหวา ของทางการจีน ได้อ้างอิงถึงวาระครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน และบอกว่า ความสัมพันธ์จีน-คิริบาส ที่ฟื้นคืนขึ้นมาใหม่นี้ “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นการเพิ่มความรุ่งโรจน์ให้แก่ช่วงจังหวะทางประวัติศาสตร์อันสำคัญยิ่งนี้”

“ตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้พลิกเปลี่ยนตนเองจากการเป็นประเทศปิดที่ล้าหลังและยากจน โดยมีรากฐานอันอ่อนแอ ให้กลายเป็นประเทศที่เปิดกว้างและกำลังเติบใหญ่ก้าวหน้า” หวัง ระบุในคำปราศรัยของเขาที่ยูเอ็น

“ขอให้ผมได้อธิบายให้เป็นที่ชัดเจนมากๆ” เขาบอกในคำปราศรัย “จีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมมา 5,000 ปี, มีประชาชนที่ทำงานหนักและกล้าหาญ 1,400 ล้านคน, และมีดินแดนกว้างขวาง 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร จีนจะไม่มีวันตื่นตระหนกด้วยคำข่มขู่คุกคาม หรือยอมสยบด้วยแรงบีบคั้นกดดัน”

(เก็บความจากเรื่อง China's government, turning 70, tells its story at the UN ของสำนักข่าวเอพี)
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...