xs
xsm
sm
md
lg

‘พวกผู้ประท้วงในฮ่องกง’กำลังทำร้ายตัวพวกเขาเอง

เผยแพร่:   โดย: เคน โมค

<i>จอมอนิเตอร์ที่ย่านการค้าแห่งหนึ่งในฮ่องกง ถ่ายทอดภาพจากทีวีขณะ แคร์รี ลัม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง แถลงเรื่องรัฐบาลถอนร่างแก้ไขกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว เมื่อต้นเดือนกันยายน </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Hong Kong protesters only hurting themselves
By Ken Moak
10/09/2019

รัฐบาลส่วนกลางของจีนอาจจะหรืออาจจะไม่ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามการประท้วงรุนแรงในฮ่องกง หรือไม่ก็ปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าจะเป็น เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของ “เหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมินวันที่ 4 มิถุนายน 1989” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนทางไหนพวกผู้ประท้วงนั่นแหละที่จะได้รับความลำบากเดือดร้อนมากที่สุดอยู่ดี

รัฐบาลฮ่องกงได้ถอนร่างแก้ไขกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนออกจากสภานิติบัญญัติไปอย่างเป็นทางการแล้ว การยอมโอนอ่อนให้กับ “พลังประชาชน” เช่นนี้ คือเครื่องบ่งชี้ประการหนึ่งว่าประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตอยู่ดีมีสุขในเขตบริหารพิเศษ (special administrative region ใช้อักษรย่อว่า SAR) ของจีนแห่งนี้ สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ พวกผู้ประท้วง “เรียกร้องประชาธิปไตย” กำลังกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ที่มีชีวิตซึ่งทำให้ได้เห็นกันว่า นครที่ได้รับสิทธิให้ปกครองตนเองแห่งนี้ไม่ได้สูญเสีย “เสรีภาพ” ของตนใดๆ เลยเมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่ใต้การปกครองแบบเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และรัฐบาลส่วนกลางของจีนได้กระทำไปตามสิ่งที่คาดหวังซึ่งระบุเอาไว้ใน “กฎหมายพื้นฐาน” (Basic Law) อันเป็นชื่อเรียก “รัฐธรรมนูญ” ที่เป็นหลักกฎหมายใช้ปกครองอดีตอาณานิคมแห่งนี้ในปัจจุบัน

พวกผู้นำการประท้วงยังกำลังกลายเป็นตัวอย่างที่ยืนยันต่อไปอีกว่า ฮ่องกงไม่ได้เพียงแต่ธำรงรักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายหลังจากกลับคืนมาเป็นของจีนในปี 1997 เท่านั้น แต่ยังมีเสรีภาพเช่นนั้นเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำไป โจชัว หว่อง (Joshua Wong) และเพื่อนผู้นำ “เรียกร้องประชาธิปไตย” อีก 2 คนของเขา ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเทศนาป่าวร้องข้อความต่างๆ ของพวกเขาโดยไม่ได้เจอกับแรงสะท้อนกลับ แต่เมื่อปี 1967 รัฐบาลอาณานิคมอังกฤษในฮ่องกง ได้ประกาศใช้อำนาจตามพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบในภาวะฉุกเฉิน (Emergency Regulations Ordinance) ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถที่จะบังคับตรวจข่าวสื่อมวลชนก่อนออกเผยแพร่, เข้าจับกุมและเนรเทศผู้คนต้องสงสัย, รวมทั้งใช้มาตรการแข็งกร้าวรุนแรงที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างอื่นๆ เพื่อมุ่งปราบปราม “การจลาจลของฝ่ายซ้าย” ในเวลานั้น ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าอย่างห่างไกลนักจากสิ่งที่กำลังบังเกิดขึ้นในเขตบริหารพิเศษแห่งนี้ในช่วงหลังๆ นี้

หว่อง และเพื่อนร่วมงานของเขา ควรที่จะรู้สึกขอบคุณที่พวกเขามีชีวิตอยู่ในฮ่องกงเวลานี้ซึ่งพวกเขาระบุว่า กำลัง “มีการกดขี่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” ถ้าหากว่าเป็นในหลายๆ ส่วนของโลกตะวันตกแล้ว พวกเขาจะต้องถูกประชาชนด่าทอหรือประณามในที่สาธารณะ และเป็นไปได้ว่ากระทั่งจะถูกรัฐบาลฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาเป็นกบฎมุ่งล้มล้างการปกครอง

พวกผู้ประท้วงเหล่านี้เองแท้ที่จริงแล้วเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล โดยขณะที่กำลังเรียกร้องต้องประชาธิปไตย แต่กลับโห่ฮาป่าและกระทั่งใช้ความรุนแรงกับพวกที่คัดค้านทัศนะความคิดเห็นของพวกเขา ดังที่ปรากฏให้เห็นในคลิปรายงานข่าวการประท้วงหลายๆ ชิ้นที่นำออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ทัศนะความคิดเห็นที่แตกต่างตรงข้ามกัน พึงได้รับความเคารพและพึงอภิปรายโต้แย้งกัน ไม่ใช่เข้าเผชิญหน้าด้วยการข่มขู่คุกคามหรือการใช้ความรุนแรง

พวกผู้ประท้วงยังต้องถามตัวพวกเขาเองว่า มีประเทศประชาธิปไตยตะวันตกแห่งไหนบ้างที่จะยินยอมให้ผู้ประท้วงสร้างความหายนะให้แก่เศรษฐกิจของตนมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ต่อเนื่อง และทำลายทั้งทรัพย์สินของเอกชนและทรัพย์สินของสาธารณชนโดยไม่ได้ถูกจับกุมหรือกระทั่งถูกยิงโดยพวกเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย มีประเทศตะวันตกรักประชาธิปไตยแห่งไหนบ้างที่จะอดทนอดกลั้นยินยอมให้พวกผู้ประท้วงแสดงพฤติการณ์ที่เป็นการทรยศกบฏชาติ อย่างเช่นการโบกธงฮ่องกงสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้น และธงชาติของต่างประเทศ, ระบุอย่างเปิดเผยว่านิยมชมชื่นให้คนต่างชาติมาปกครองพวกเขามากกว่าที่จะถูกปกครองโดยประชาชนของพวกเขาเอง ?

พฤติการณ์ล่าสุดที่แสดงออกมาโดยพวกผู้ประท้วง อย่างการเรียกร้องให้สหรัฐฯและอังกฤษเข้ามา “ปลดแอก” ฮ่องกงจาก “พวกเผด็จการคอมมิวนิสต์” สามารถที่จะตีความได้ว่าเป็นการกบฏมุ่งล้มล้างการปกครอง อันเป็นอาชญากรรมร้ายแรงซึ่งพวกที่กระทำความผิดเช่นนี้อาจถูกประหารชีวิตได้ในสหรัฐฯและในประเทศอื่นๆ อีกบางประเทศ

เมื่อคำนึงถึงการกระทำอย่างเกเรดื้อด้านและใช้ความรุนแรงต่างๆ ของพวกผู้ประท้วงแล้ว ย่อมช่วยไม่ได้ที่เราจะเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกับการแสดงทัศนะของชาวฮ่องกงจำนวนมาก ที่ว่าการประท้วงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องเลยกับ “ประชาธิปไตย” หากแต่เป็นความพยายามที่จะยั่วยุกระตุ้นให้เกิดการปราบปรามกวาดล้างแบบเทียนอันเหมินขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม เฉกเช่นเดียวกับการกวาดล้างปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อเดือนมิถุนายน 1989 พวกที่กลายเป็นผู้แพ้พ่ายปราชัย จะได้แก่พวกผู้เข้าร่วมการประท้วงที่ถูกทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ซึ่งต้องแบกรับและเจ็บปวดเดือดร้อนไปกับผลพวงต่อเนื่องที่ติดตามมา ขณะที่พวกผู้นำของการประท้วงในปี 1989 นั้นพากันหลบหนี (ด้วยความช่วยเหลือของพวกมหาอำนาจต่างชาติ) ส่วนใหญ่ไปยังโลกตะวันตก ที่ซึ่งพวกเขาได้รับการศึกษาจามหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยมที่สุด และได้รับการปฏิบัติประดุจดัง “วีรชน” จากพวกนักการเมืองต่อต้านจีนของประเทศเหล่านั้น ทว่าก็มีบางคนที่ต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ โดยทั้งไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้ ขณะเดียวกันก็ต้องอยู่ในต่างแดนไปอย่างไม่มีอนาคต อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่อนาคตแบบที่พวกเขาได้รับสัญญิงสัญญาเอาไว้ ตัวอย่างเช่น หวัง ตาน (Wang Dan) (หวัง ตาน เป็นผู้นำนักศึกษาที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 1989 –ผู้แปล ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Wang_Dan_(dissident) ) เขากำลังใช้ชีวิตเตร็ดเตร่ไปมาระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ เพื่อเทศนาบอกกล่าวข้อความซึ่งไม่มีใครต้องการได้ยินได้ฟังกันอีกแล้ว ยกเว้นสื่อมวลชนบางราย (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hongkongfp.com/2019/05/28/30-years-chinese-dissident-wang-dan-reflects-tiananmen-massacre/ )

ในทางตรงกันข้าม ประเทศจีนก้าวเข้าสู่ภาวะมีเสถียรภาพและมั่งคั่งรุ่งเรืองภายหลังการกวาดล้างปราบปราม เศรษฐกิจแดนมังกรเติบโตขยายตัวด้วยอัตราเฉลี่ยปีละประมาณ 9% นับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา และสามารถชนะใจประเทศจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ให้มายืนเคียงข้าง ที่จริงแล้ว มีประชาชนในจีนจำนวนมากขึ้นทุกทีที่เชื่อว่าการกวาดล้างปราบปรามคราวนั้นเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องถูกต้องที่จะกระทำ เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าพวกประท้วงไม่ใช่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เป็น “พวกกบฏทรยศชาติ” ซึ่งทำการคราวนี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองอย่างคนเห็นแก่ตัว ผู้คนจำนวนมากในจีนเสนอแนะว่า หาก เติ้ง เสี่ยวผิง ไม่ได้บดขยี้การประท้วงคราวนั้น ประเทศก็น่าจะไม่สามารถรุ่งเรืองมั่งคั่งได้เหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
<i>กลุ่มผู้ประท้วงฮ่องกงไปชุมนุมหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯเมื่อต้นเดือนกันยายน โดยโบกธงชาติสหรัฐฯ และร้องเพลงชาติสหรัฐฯ พร้อมกับถือป้ายวอนให้ประธานาธิบดีทรัมป์ช่วยปลดแอกฮ่องกงจากจีน </i>
พิจารณากันในแง่นี้แล้ว พวกผู้ประท้วงในฮ่องกงจึงควรที่จะขบคิดด้วยความระดับระวังรอบคอบว่าพวกเขาปรารถนาอะไรกันแน่ เนื่องจากประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้อยู่ข้างพวกเขา การประท้วงทั้งหลายที่อิงอาศัย “การปรากฏขึ้นมาแบบผลิตออกจากโรงงานอุตสาหกรรม” (manufactured occurrences) นั้น ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปมากจากสิ่งที่พวกผู้เข้าร่วมคาดหวัง เหมือนอย่างที่เหตุการณ์ “4 มิถุนายน 1989” ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ประเทศจีนมั่งคั่งรุ่งเรืองก็เพราะเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงและภาวะเงินเฟ้อ และหันไปกลายเป็นขบวนการ “เรียกร้องประชาธิปไตย” ขบวนการหนึ่ง ก็เพียงเพราะคนไม่กี่คนในประเทศจีนสามารถที่จะถูกซื้อเพื่อแพร่กระจายวาทกรรมดังกล่าว

ข้อเท็จจริงของเรื่องราวก็คือ ไม่ว่าจีนหรือฮ่องกงต่างไม่ได้ริบเอา “สิทธิหรือเสรีภาพต่างๆ” ซึ่งว่ากันว่ารัฐบาลสมัยอาณานิคมได้มอบให้แก่นครแห่งนี้หรอก ในความเป็นจริงแล้ว จีนได้เพิ่มพูนระดับของเสรีภาพให้มากขึ้นกว่าที่ฮ่องกงเคยได้รับภายใต้การปกครองแบบเมืองขึ้นของอังกฤษด้วยซ้ำ

เกี่ยวกับข้อวิจารณ์ข้อร้องเรียนที่ว่า รัฐบาลฮ่องกงต้องเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการประท้วงที่เกิดขึ้นมา เนื่องจากรัฐบาลนี้ทำให้ช่วงห่างการแบ่งแยกระหว่างคนรวย-คนจนยิ่งถ่างกว้าง, เพิ่มความเลวร้ายให้แก่วิกฤตการณ์ที่พักอาศัยและให้แก่ความยากลำบากทางเศรษฐกิจของคนรุ่นหนุ่มสาว, รวมทั้งทรยศหักหลังในเรื่องการปฏิรูปทางการเมืองนั้น มันเป็นสิ่งที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่าสิ่งที่โลกถูกชักนำให้เชื่อถือกัน ประวัติศาสตร์จะเป็นประจักษ์พยานว่า มันเป็นเพราะ “ฝ่ายประชาธิปไตยทั้งมวล” (pan-democrats) ในสภานิติบัญญัติฮ่องกงนั่นแหละ ซึ่งปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลที่จะให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นการทั่วไป (universal suffrage) ในการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดของนครแห่งนี้ ระหว่างที่เกิดการประท้วงของ “ขบวนการร่ม” (Umbrella Movement) ในปี 2014

พวกเขายังคัดค้านความมุ่งมั่นตั้งใจเมื่อปี 2017 ของรัฐบาลฮ่องกง ในการถมทะเลขยายพื้นที่เพิ่มเติม ดังนั้นจึงกลายเป็นการจำกัดปริมาณที่ดินซึ่งสามารถนำมาใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อสงเคราะห์ผู้ยากจนด้อยสิทธิ เมื่อบวกกับเรื่องที่พวกนักพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์กำลังยึดครองที่ดินเอาไว้ ซัปพลายด้านที่ดินจึงลดน้อยลงเรื่อยๆ กลายเป็นสาเหตุทำให้ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งพรวดพราด และกีดกันประชาชนส่วนข้างมากของฮ่องกงไม่ให้สามารถซื้อหาบ้านพำนักอาศัยได้ เมื่อไม่มีโครงการด้านอาคารสงเคราะห์ ผู้คนจำนวนมากก็ถูกบังคับให้ต้องพักพิงอยู่ใน “รังนกพิราบ” (pigeonholes) หรือเลวร้ายยิ่งไปว่านั้นอีก

การประท้วงได้ทำให้สถานการณ์อันเลวร้ายยิ่งย่ำแย่หนักหน่วง กำลังสร้างความหายนะให้แก่ทั้งเศรษฐกิจและสังคม โอกาสในการได้รับการว่าจ้างเข้าทำงาน โดยเฉพาะสำหรับคนวัยหนุ่มสาว ได้ลดฮวบลงอย่างสำคัญเนื่องจากการประท้วงกลายเป็นปัจจัยลิดรอนการลงทุน และการรบกวนรังควานพวกนักท่องเที่ยวชาวแผ่นดินใหญ่ก็ได้สร้างความเสียหายให้แก่กิจการการท่องเที่ยว

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่เศรษฐกิจของฮ่องกงมีความเป็นไปได้อย่างที่สุดที่จะหดตัวลงต่อไปอีก ถ้ายังไม่ถึงกับถูกผลักไสให้ไปอยู่ตรงปากขอบเหว หากการประท้วงยังคงดำเนินต่อไปอีก รัฐบาลส่วนกลางของจีนอาจจะหรืออาจจะไม่ส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามสลายการประท้วงก็ได้ หรือไม่เช่นนั้น รัฐบาลส่วนกลางอาจจะเพียงแค่ปล่อยให้ฮ่องกงเน่าเปื่อยผุพังไปเรื่อยๆ เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของ “เหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายน” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนทางไหนพวกผู้ประท้วงนั่นแหละที่จะได้รับความลำบากเดือดร้อนมากที่สุดอยู่ดี

พวกผู้นำการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ซึ่งสามารถที่จะหลบหนีได้ ต่างพากันปล่อยทิ้งให้ “ฝูงชน” ของพวกเขา ให้เป็นพวกที่ต้องแบกรับความโกรธเกรี้ยวของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน อันที่จริงแล้ว หลายๆ คนได้หลบหนีไปยังฮ่องกงตั้งแต่หลายๆ ชั่วโมงก่อนหน้าที่การปราบปรามกวาดล้างจะเกิดขึ้นมาด้วยซ้ำ แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็บินต่อไปยังโลกตะวันตก เรื่องนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากชี้ว่าพวกผู้เข้าร่วมการประท้วงถูกชี้นำไปในทางที่ผิดและถูกใช้ให้เป็นแพะรับบาปที่ถูกนำไปบูชายัญ พวกที่ถูกทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลังต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจหรือกระทั่งเลวร้ายกว่านั้นอีก พวกเขาถูกปฏิบัติจากผู้คนจำนวนมากในฐานะที่เป็นคนทรยศต่อประเทศชาติ

ชะตากรรมอย่างเดียวกันนี้อาจจะรอคอยอยู่แล้ว สำหรับคนส่วนใหญ่มากมายมหาศาลในหมู่พวกผู้ประท้วงที่ฮ่องกงเวลานี้ ถ้าหากพวกเขาไม่ยุติความรุนแรงที่เกิดจากการถูกชักนำไปในทางที่ผิดและและเป็นความรุนแรงที่โง่เขลาไร้ความหมาย

(ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)

เคน โมค สอนวิชาทฤษฎีเศรษฐกิจ, นโยบายภาคสาธารณะ, และกระแสโลกาภิวัตน์ในระดับมหาวิทยาลัยมาเป็นเวลา 33 ปี เขายังเป็นผู้เขียนร่วมของหนังสือเรื่อง China's Economic Rise and Its Global Impact (Palgrave McMillan, 2015) สำหรับหนังสือเล่มที่ 2 ของเขาซึ่งใช้ชื่อว่า Developed Nations and the Impact of Globalization ได้รับการจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Palgrave McMillan Springer
<i>ผู้คนข้ามถนนสายหนึ่งในย่านช็อปปิ้งของเขตธุรกิจ “เซนทรัล” ใจกลางเกาะฮ่องกง เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  ทั้งนี้การประท้วงที่มักติดปลายนวมด้วยความรุนแรงและยืดเยื้อกันมาเป็นแรมเดือน  ทำให้ธุรกิจค้าปลีกในฮ่องกงซบเซาลงมาก ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดลงฮวบฮาบ</i>
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...