xs
xsm
sm
md
lg

‘ฮูตี’โจมตี‘โรงกลั่นน้ำมันซาอุดีฯ’ ส่งผลพลิกเกมยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้

เผยแพร่:   โดย: เปเป้ เอสโคบาร์

<i>นักข่าวช่างภาพสื่อมวลชน ถ่ายภาพเศษซากโดรนและขีปนาวุธร่อน ที่กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียนำมาจัดแสดงและเปิดแถลงข่าวในวันพุธ(18ก.ย.) โดยdกระทรวงระบุว่าเป็นหลักฐานการรุกรานของอิหร่าน ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ หลังกล่าวหาเตหะรานอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและบ่อน้ำมันเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

How the Houthis overturned the chessboard
By Pepe Escobar
18/09/2019

การโจมตีอย่างน่าตื่นตาตื่นใจของกองกำลังอาวุธชาวชีอะห์ฮูตีในเยเมน ต่อสิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมัน 2 แห่งของซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะที่โรงกลั่นน้ำมันอับกอยก์ มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นการเปิดประตูสู่การผลักดันเพื่อขับไสราชวงศ์ซาอุดให้พ้นจากอำนาจ

จากการเข้าถล่มโจมตีอย่างชนิดโดดเด่นเตะตาที่ (โรงกลั่นน้ำมัน) อับกอยก์ (Abqaiq) (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Abqaiq) (ของซาอุดีอาระเบีย) กองกำลังอาวุธชาวฮูตี (Houthis) แห่งเยเมน ก็ได้เปลี่ยนแปลงพลิกผันกระดานหมากรุกทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ไปอย่างมโหฬาร ความสำเร็จของพวกเขากำลังไปไกลจนถึงขั้นน่าจะเป็นการเริ่มต้นมิติใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ การเปิดประตูอันเป็นไปได้อย่างชัดเจนในการลงมือลงแรงผลักดันเพื่อขับไสไล่ส่งราชวงศ์ซาอุด (House of Saud) ให้พ้นจากอำนาจ

ชาวฮูตี เป็นมุสลิมชีอะห์จากภาคเหนือของเยเมน ซึ่งศรัทธาสำนักคิดที่เรียกกันว่า ไซดียะห์ (Zaidiyyah บุคคลที่ศรัทธาในสำนักคิดนี้เรียกว่า ไซดี Zaidi) โดยที่พวกไซดี ชีอะห์ กับ พวกวะห์ฮาบีย์ (Wahhabis) สำนักคิดของมุสลิมสุหนี่ ซึ่งเคารพนับถือกันและมีอิทธิพลสูงยิ่งในซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นศัตรูชนิดไม้เบื่อไม้เมาของกันและกันมาอย่างยาวนาน (หนังสือเรื่อง Tribes and Politics in Yemen: A History of the Houthi Conflict (เผ่าชนและการเมืองในเยเมน: ประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งเกี่ยวกับชาวฮูตี) ซึ่งเขียนโดย Marieke Brandt (มาริเกอ บรานดท์) https://www.amazon.com/Tribes-Politics-Yemen-History-Conflict-ebook-dp-B079Z926NH/dp/B079Z926NH/ref=mt_kindle?_encoding=UTF8&me=&qid เป็นคู่มือที่มีความจำเป็นอย่างที่สุดสำหรับการทำความเข้าใจกับความสลับซับซ้อนชวนให้สับสนของบรรดาเผ่าชนชาวฮูตี ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ควรถือเป็นโบนัสก็คือหนังสือเล่มนี้สืบสาวบรรยายถึงความปั่นป่วนวุ่นวายในดินแดนต่างๆ ของชาวอาหรับทางตอนใต้ อย่างลงลึกและไปไกลกว่าเพียงแค่สงครามตัวแทน อิหร่าน-ซาอุดีอาระเบียเท่านั้น)

กระนั้นก็ตาม เป็นสิ่งสำคัญเสมอมาที่จะต้องคำนึงด้วยว่า ชาวชีอะห์อาหรับซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในจังหวัดตะวันออก (Eastern province) ของซาอุดีอาระเบีย และกำลังทำงานอยู่ในสถานที่สิ่งปลูกสร้างทางด้านน้ำมันแห่งต่างๆ ของซาอุดี ฯ ต้องถือเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติของพวกฮูตีที่กำลังสู้รบต่อต้านริยาดอยู่ในเวลานี้

สมรรถนะความสามารถในการโจมตีของพวกฮูตี (ตั้งแต่การใช้ฝูงโดรน หรืออากาศไร้คนขับ ไปจนถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว หรือ ballistic missile) กำลังมีการปรับปรุงยกระดับขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่อุบัติเหตุเลยสำหรับการที่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เกิดตาสว่างมองเห็นว่าลมทางภูมิศาสตร์และทางภูมิเศรษฐกิจกำลังพัดไปในทิศทางไหน ด้วยเหตุนี้ อาบูดาบีจึงได้ถอนตัวผละจากสงครามอันโหดเหี้ยมที่กระทำกับเยเมน ของเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน (Mohammad bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย และเวลานี้กำลังหันมาใช้วิธีการเข้ามีปฏิสัมพันธ์ ในลักษณะที่ยูเออีเรียกว่า เป็นยุทธศาสตร์ “สันติภาพเป็นอันดับแรก” (“peace-first” strategy) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://fanack.com/united-arab-emirates/history-past-to-present/uaes-withdrawal-from-yemen/?gclid=CjwKCAjwq4fsBRBnEiwANTahcI7JnalINl2Ey4ac_WZ-MBt9IrEcHsZmO7cXtTtCh1wMZPCIDXBK7hoC-u8QAvD_BwE)

ตั้งแต่ก่อนหน้าการโจมตีอับกอยก์ในคราวนี้เสียอีก พวกฮูตีก็ได้วางแผนและดำเนินการโจมตีอยู่บ้างแล้ว ทั้งการเล่นงานสถานที่ตั้งและสิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ตลอดจนสนามบินของดูไบและสนามบินของอาบูดาบี เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์บัญชาการด้านยุทธการของเยเมน (Yemen’s Operations Command Center หมายถึง กองบัญชาการกองกำลังอาวุธของฝ่ายกบฏฮูตีในเยเมน –ผู้แปล) ได้จัดนิทรรศการที่นำเอาข้าวของต่างๆ มาตั้งโชว์กันอย่างเต็มที่ในกรุงซานา โดยมีทั้งขีปนาวุธทิ้งตัว, และขีปนาวุธแบบมีปีก (winged missiles), ตลอดจนโดรน แบบต่างๆ ที่พวกเขามีอยู่อย่างครบครัน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mintpressnews.com/uae-yemen-troop-withdrawal-houthi-new-drones-missiles/260253/)

สถานการณ์ในเวลานี้ได้ก้าวไปไกลถึงจุดที่ว่ามีเสียงพูดพล่ามกันมากมายตลอดทั่วทั้งอ่าวเปอร์เซียว่าอาจจะเกิดฉากทัศน์ (scenario) ความเป็นไปที่พิเศษผิดธรรมดามากๆ ขึ้นมา ได้แก่ การที่ชาวฮูตีตัดสินใจทุ่มเทลงทุนแบบบ้าคลั่ง ด้วยการบุกจู่โจมสายฟ้าแลบเคลื่อนข้ามทะเลทรายอาหรับ (Arabian desert) เข้าไปยึดเมืองเมกกะ และเมืองเมดินา โดยร่วมมือประสานงานกับการลุกฮือของประชาชนชาวชีอะห์ในแถบพื้นที่ซึ่งอุดมด้วยน้ำมันทางภาคตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย เวลานี้ฉากทัศน์เช่นนี้ไม่ได้ดูห่างไกลเกินกว่าจินตนาการกันอีกต่อไปแล้ว อันที่จริงเรื่องที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านี้ก็ยังบังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางมาแล้ว แล้วถึงอย่างไรก็อย่าลืมว่า ชาวซาอุดีฯนั้นไม่สามารถเอาชนะใครได้แม้กระทั่งในเวลาเกิดทะเลาะวิวาทกันในบาร์ –นี่แหละคือเหตุผลที่พวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยพวกทหารรับจ้าง

ซากความคิดแบบ“บูรพาคดีศึกษา”ที่ดูถูกตะวันออกอีกแล้ว

แวดวงข่าวกรองของสหรัฐฯแตะเบรกไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างของชาวฮูตี โดยยืนกรานว่ากองกำลังอาวุธของพวกฮูตีไม่มีความสามารถที่จะเปิดการโจมตีอันละเอียดซับซ้อนเช่นนี้ได้ ซึ่งนี่ก็ดูเป็นซากเดนของความคิดแบบ “บูรพาคดีศึกษา” (orientalism) ของพวกตะวันตกที่ดูหมิ่นตะวันออก และซากเดนของปมเขื่องในหมู่ชาวตะวันตกแบบภาระของคนผิวขาว/ความเหนือกว่าของคนผิวขาว (white man’s burden/superiority complex)

ชิ้นส่วนขีปนาวุธในจุดถูกโจมตีเท่าที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียนำออกมาแสดงในตอนนี้ มีเพียงพวกชิ้นส่วนซึ่งมาจากขีปนาวุธร่อน (cruise missile) แบบ คุดส์ 1 ที่ผลิตขึ้นในเยเมน (Yemeni Quds 1) ตามคำแถลงของ พลจัตวา ยาห์ยา ซารี (Brigadier General Yahya Saree) ผู้ทำหน้าที่เป็นโฆษกให้แก่กองทัพเยเมนซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงซานา (ก็คือกองกำลังอาวุธของฝ่ายกบฎฮูตี ที่เวลานี้ยึดครองเมืองหลวงซานาเอาไว้ --ผู้แปล) “ระบบ (ขีปนาวุธร่อน) คุดส์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถอันใหญ่โตของมัน ในการโจมตีใส่เป้าหมายต่างๆ และในการเล็ดลอดหลบหลีกระบบตรวจจับสกัดกั้นต่างๆ ของฝ่ายข้าศึก”

กองทัพฮูตีแถลงอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีอับกอยก์ได้อย่างถูกต้องเหมาะเหม็งมาก คำแถลงนี้กล่าวว่า “การปฏิบัติการนี้เป็นหนึ่งในการปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของเรา ซึ่งดำเนินการโดยกองกำลังอาวุธของเราในพื้นที่ลึกเข้าไปในซาอุดีอาระเบีย และบังเกิดขึ้นภายหลังการปฏิบัติการด้านข่าวกรองอันถูกต้องแม่นยำ และการเฝ้าติดตามล่วงหน้าตลอดความร่วมมือที่ได้รับจากเหล่าบุคคลผู้ทรงเกียรติและเสรีภายในราชอาณาจักรแห่งนั้น” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.english.iswnews.com/7201/yahya-sari-10-uavs-targeted-the-aramcos-refineries-in-buqayq-and-khurais/ )

ขอให้สังเกตถ้อยคำสำคัญที่ระบุถึง “ความร่วมมือ” จากภายในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สามารถครอบคลุมกว้างขวางตั้งแต่หมายถึงชาวเยเมน ไปจนถึงชาวชีอะห์ในจังหวัดตะวันออกเหล่านั้น

เรื่องที่ชัดเจนจนไม่ต้องโต้เกียงกันเลย ก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า พวกฮาร์ดแวร์อเมริกันมากมายมหาศาลซึ่งติดตั้งประจำการอยู่ในซาอุดีอาระเบีย ทั้งประเภทที่ตั้งประจำอยู่ภายในและคอยเฝ้าระวังภัยจากภายนอก และทั้งประเภทที่ตั้งอยู่ภายนอกและคอยเฝ้าระวังภัยที่จะเข้าไปข้างใน ไม่ว่าจะเป็น ระบบดาวเทียม, เครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ (Airborne Warning and Control System หรือ AWACS เอแวคส์), ขีปนาวุธสกัดกั้นแบบ แพทริออต (Patriot missiles), โดรน, เรือรบใหญ่น้อย, เครื่องบินขับไล่ไอพ่น ล้วนแต่ไม่สามารถตรวจจับพบเห็นอะไรสักอย่าง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่สามารถตรวจจับพบเห็นได้อย่างทันการณ์ กระทั่งต้องมีการอ้างอิงคำบอกเล่าของนักล่านกชาวคูเวตผู้หนึ่งซึ่งอ้างว่าพบเห็นโดรน “ที่กำลังบินอ้อยอิ่ง” จำนวน 3 ลำโดยท่าทางน่าจะมุ่งหน้าไปซาอุดีอาระเบีย มาเป็น “หลักฐาน” เกี่ยวกับการโจมตีคราวนี้ ลองนึกทบทวนดูเถอะว่ามันเป็นภาพที่น่าอับอายขายหน้าขนาดไหน ที่มีฝูงโดรน (ไม่ว่ามันจะมาจากไหนก็ตามที) กำลับบินเหนือดินแดนซาอุดีอาระเบีย โดยไม่ได้ถูกรบกวนขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้นเป็นระยะเวลาตั้งหลายๆ ชั่วโมง

พวกเจ้าหน้าที่สหประชาชาติกล่าวยอมรับอย่างเปิดเผยว่า มาถึงตอนนี้สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะต้องขบคิดพิจารณากันให้มาก ก็คือ สิ่งที่อยู่ภายในรัศมี 1,500 กิโลเมตรแห่งพิสัยทำการของโดรน ยูเอวี-เอ็กซ์ (UAV-X drone) รุ่นใหม่ของพวกฮูตี ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำมันแห่งต่างๆ ในซาอุดีอาระเบีย, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง, หรือท่าอากาศยานอันใหญ่โตมโหฬารในดูไบ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.reuters.com/article/us-saudi-aramco-houthis/yemen-houthi-drones-missiles-defy-years-of-saudi-air-strikes-idUSKBN1W22F4)

จากการที่ผมได้สนทนากับแหล่งข่าวต่างๆ ในกรุงเตหะรานในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมมีความแน่ใจว่า ทั้งโดรนแบบใหม่และขีปนาวุธแบบใหม่ของพวกฮูตี โดยสาระสำคัญแล้วเป็นการก็อปปี้จากดีไซน์ของฝ่ายอิหร่าน แล้วนำมาประกอบให้สำเร็จรูปกันในเยเมน โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างสำคัญยิ่งจากพวกวิศวกรของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah)

พวกข่าวกรองสหรัฐฯยืนกรานว่า อาวุธที่ใช้ในการปฏิบัติการคราวนี้ เป็นโดรนและขีปนาวุธร่อนจำนวน 17 ชิ้น ซึ่งถูกยิงออกมาในลักษณะผสมผสานกัน จากบริเวณพื้นที่ภาคใต้ของอิหร่าน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ในทางทฤษฎีแล้วเรดาร์ของระบบขีปนาวุธสกัดกั้น “แพทริออต” ก็ควรจะสามารถตรวจจับได้และจัดการน็อกโดรน/ขีปนาวุธเหล่านี้ให้ตกลงมาจากฟากฟ้า จวบจนถึงเวลานี้ ยังไม่มีการเปิดเผยให้เห็นกันจริงๆ ถึงวงโคจรของอาวุธเหล่านี้ พวกผู้เชี่ยวชาญทางการทหารต่างเห็นพ้องกันโดยทั่วไปว่า เรดาร์ของระบบขีปนาวุธแพทริออต นั้นดีมีประสิทธิภาพ ทว่าอัตราส่วนความสำเร็จในการทำหน้าที่ตรวจจับของมัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องบอกว่ายังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ainonline.com/aviation-news/defense/2019-06-12/big-claims-big-cost-surface-air-missile-systems) ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เป็นสาระสำคัญก็คือ ฝ่ายฮูตีนั้นมีขีปนาวุธเพื่อการโจมตีระดับก้าวหน้าอยู่จริงๆ และการพุ่งใส่เป้าหมายที่อับกอยก์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากของอาวุธเหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก

ดังนั้นสำหรับในเวลานี้ ดูเหมือนว่าสงครามที่ราชวงศ์ซาอุดกระทำ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือนมีนาคม 2015 โดยได้รับความสนับสนุนจากสหรัฐฯ/สหราชอาณาจักร และเป็นสงครามที่มุ่งเล่นงานประชากรพลเรือนชาวเยเมน ซึ่งได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมอย่างเลวร้าย ชนิดที่สหประชาชาติถือว่ามีขนาดในระดับเดียวกับที่เอ่ยไว้ในคัมภีร์ไบเบิลนั้น ผู้ชนะแน่นอนทีเดียวว่าไม่ใช่มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย เจ้าชาย โมฮัมหมัด บิน ซัลมาน ผู้เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางด้วยตัวย่อพระนามว่า MBS

ฟังความเห็นของนายพลอิหร่าน

หอซึ่งมีหน้าที่ทำให้น้ำมันดิบมีความเสถียร (Crude oil stabilization tower) ณ อับกอยก์ จำนวนหลายหอทีเดียว ถูกเล็งใส่เล่นงานเป็นพิเศษในการโจมตีครั้งนี้ เช่นเดียวกับถังเก็บแก๊สธรรมชาติ แหล่งข่าวด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เชียหลายรายบอกกับผมว่า การซ่อมแซม และ/หรือการสร้างหอเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ อาจกินเวลาเป็นแรมเดือน แม้กระทั่งริยาดเองก็ดูเหมือนยอมรับเรื่องนี้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://worldview.stratfor.com/article/attacks-deal-blow-saudi-aramcos-prospects-ipo-opec-production-deal)

การประณามใส่อิหร่านอย่างมืดบอดชนิดที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ไม่สามารถลดทอนระยะเวลานี้ให้สั้นลงได้หรอก อย่างไรก็ตาม เตหะรานดูจะสามารถพึ่งพาอาศัยพวกนักคิดเชิงยุทธศาสตร์ระดับท็อปจำนวนมาก อิหร่านนั้นไม่มีความจำเป็นและก็ไม่ได้ต้องการที่จะถล่มเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ให้พินาศเป็นเสี่ยงๆ แม้มันจะเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถกระทำได้ถ้าต้องการ โดยที่พวกนายพลของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านได้พูดออกมาอย่างเปิดเผยหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า พวกเขาพร้อมอยู่แล้วที่จะทำสงคราม

ศาสตราจารย์ โมฮัมหมัด มารันดี (Professor Mohammad Marandi) จากมหาวิทยาลัยเตหะราน (University of Tehran) ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดมากกับกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน พูดอย่างฮึกห้าวว่า “มันไม่ได้มาจากอิหร่านหรอก ถ้าหากมันมาจากอิหร่านจริงๆ แล้ว นี่ก็จะเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าอย่างหนึ่งสำหรับฝ่ายอเมริกัน เพราะมันกำลังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไร้ความสามารถที่จะติดตามตรวจจับโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งปล่อยออกมาจำนวนมากทีเดียวได้ นี่มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”

มารันดีเน้นย้ำต่อไปว่า “ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีฯนั้น ไม่ได้ติดตั้งเอาไว้เพื่อป้องกันประเทศจากทางด้านเยเมน แต่เพื่อป้องกันภัยจากทางด้านอิหร่าน ฝ่าย (กบฎ) เยเมนนั้นกำลังโจมตีฝ่ายซาอุดีอาระเบียมาหลายครั้งแล้ว พวกเขากำลังทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ กำลังพัฒนาเทคโนโลยีด้านโดรนและด้านขีปนาวุธมาเป็นเวลา 4 ปีครึ่งแล้ว และเป้าหมายที่โจมตีคราวนี้ก็เป็นพวกเป้าหมายแบบอ่อน (soft target) เอามากๆ” (หมายถึงเป็นเป้าหมายการโจมตี ที่มีระบบการป้องกันน้อยหรือไม่มีเลย –ผู้แปล)

มันเป็นเป้าหมายแบบอ่อน ขาดไร้การคุ้มครองป้องกัน ก็เพราะ ระบบขีปนาวุธสกัดกั้น แพทริออต-2 (PAC-2) และแพทริออต-3 (PAC-3) ของสหรัฐฯซึ่งติดตั้งประจำการอยู่ในซาอุดีอาระเบียนั้น ทั้งหมดล้วนแต่เล็งรับมือกับภัยจากด้านตะวันออก ซึ่งก็คือทิศทางที่ตั้งของประเทศอิหร่าน เวลานี้ไม่ว่าวอชิงตันหรือริยาดต่างก็ยังไม่ได้ทราบอย่างแน่นอนมั่นใจว่า พวกฝูงโดรน/ขีปนาวุธเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาจากที่ไหนกันจริงๆ

ท่านผู้อ่านควรที่จะให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับคำให้สัมภาษณ์ของนายพล อามีร์ อาลี ฮาจิซาเดห์ (Amir Ali Hajizadeh) ผู้บัญชาการของกองกำลังทางอากาศและอวกาศแห่ง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps Aerospace Force) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ที่มีเนื้อหาใหม่ๆ หลายอย่างหลายประการ (ดูได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=rExXOyJNXh8&feature=youtu.be) การสัมภาษณ์คราวนี้กระทำกันในภาษาฟาร์ซี (Farsi) แต่มีตัวหนังสือบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ โดยผู้สัมภาษณ์คือ แนเดอร์ เทเลบซาเดห์ (Nader Talebzadeh) ปัญญาชนชาวอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำลงโทษคว่ำบาตร และมีทั้งคำถามหลายๆ คำถามที่ส่งให้ล่วงหน้าจากพวกเพื่อนนักวิเคราะห์ชาวสหรัฐฯของผม ฟิล จิรัลดี (Phil Giraldi) และ ไมเคิล มาลูฟ (Michael Maloof) รวมทั้งตัวผมเองด้วย

ในการอธิบายเรื่องการพึ่งตัวเองทางด้านสมรรถนะในการป้องกันของอิหร่าน สิ่งที่ฮาจิซาเดห์พูดออกมาฟังดูเหมือนกับเขาเป็นตัวแสดงที่มีเหตุมีผลเอามากๆ โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดที่เขาพูดในคราวนี้ก็คือ “ตามความคิดเห็นของฝ่ายเรา ไม่ว่าพวกนักการเมืองอเมริกันหรือพวกเจ้าหน้าที่ของเรา ต่างไม่มีใครต้องการสงคราม แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างกรณีโดรน (โดรน อาร์คิว-4เอ็น ของสหรัฐฯที่ถูกอิหร่านยิงตกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา) ขึ้นมา หรือมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมา และมันพัฒนาบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่โตขึ้นมา นั่นก็ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เราจึงเตรียมพร้อมอยู่เสมอสำหรับการรับมือกับสงครามใหญ่”

ในการตอบคำถามข้อหนึ่งที่ผมถามไป ในเรื่องที่ว่าทางกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติฯต้องการส่งข้อความอะไรออกมาถึงฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะข้อความที่ต้องการส่งไปถึงฝ่ายสหรัฐฯ ปรากฏว่าฮาจิซาเดห์ตอบแบบไม่มีการอ้อมแอ้มเลย เขาบอกว่า “นอกเหนือจากพวกฐานทัพของสหรัฐฯในภูมิภาคต่างๆ หลายหลาก อย่างเช่น อัฟกานิสถาน, อิรัก, คูเวต, (สหรัฐอาหรับ)เอริเมตส์, และกาตาร์ แล้ว เรายังเล็งเป้าไปที่เรือทุกๆ ลำของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ภายในระยะห่าง 2,000 กิโลเมตร และเรากำลังคอยติดตามเรือเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ พวกเขาคิดว่าถ้าหากพวกเขาออกห่างไปสักราว 400 กิโลเมตร พวกเขาก็จะออกไปจากพิสัยการยิงของพวกเรา แต่ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่กันที่ไหนก็ตามที มันใช้เวลาเพียงแค่ชั่วแวบเดียว เราก็จะสามารถโจมตีเรือของพวกเขา, ฐานทัพทางอากาศของพวกเขา, กองทหารของพวกเขา”
<i>ภาพถ่ายจากดาวเทียมเมื่อวันเสาร์ (14 ก.ย.) ซึ่งเผยแพร่โดย นาซา เวิลด์วิว (NASA Worldview) แสดงให้เห็นไฟที่ลุกไหม้ ภายหลังโรงงานสิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมัน 2 แห่งทางภาคตะวันออกของรัฐวิสาหกิจน้ำมัน ซาอุดี อารามโค ของซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตี  ทั้งนี้เกาะที่เห็นในภาพคือบาห์เรน  ส่วนดินแดนที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล คือ กาตาร์</i>
เปลี่ยนมาใช้ เอส-400 ดีกว่าไหม?

ในแนวรบด้านพลังงาน เตหะรานกำลังเล่มเกมอยู่ภายใต้แรงกดดัน ด้วยความประณีตบรรจงเป็นอย่างยิ่ง –พวกเขากำลังขายน้ำมันที่ลำเลียงออกไป ด้วยการปิดช่องรับส่งผ่านสัญญาณของเรือบรรทุกน้ำมันของพวกเขาขณะเรือเหล่านี้แล่นออกจากอิหร่าน และกำลังขนถ่ายน้ำมันกันกลางทะเล จากเรือน้ำมันลำหนึ่งสู่เรือน้ำมันอีกลำหนึ่งโดยทำในเวลากลางคืน นอกจากนั้นพวกเขายังกำลังจัดการติดฉลากสินค้าของพวกเขาเสียใหม่ ให้กลายเป็นน้ำมันที่มาจากพวกผู้ผลิตรายอื่นๆ โดยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ ผมกำลังตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายสัปดาห์แล้วจากพวกเทรดเดอร์ในอ่าวเปอร์เซียร์ที่ผมไว้วางใจ และพวกเขาทั้งหมดต่างก็ยืนยันเรื่องนี้ อิหร่านสามารถที่จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

แน่นอนทีเดียว คณะบริหารทรัมป์ทราบเรื่องนี้ แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าพวกเขากำลังพยายามหันหน้าไปเสียอีกทางหนึ่ง ถ้าจะพูดสรุปกันให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว มันก็เป็นอย่างนี้ คือ พวกเขากำลังติดกับดัก จากการที่พวกเขาโยนทิ้งข้อตกลง JCPOA (ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่อิหร่านทำกับ 6 ชาติมหาอำนาจ โดยที่อิหร่านยินยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตนเพื่อแลกกับการที่นานาชาติจะยกเลิกมาตรการลงโทษคว่ำบาตรจำนวนมาก) อย่างสุดงี่เง่า และตอนนี้พวกเขากำลังมองหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ในแบบที่จะยังสามารถรักษาหน้าเอาไว้ได้ นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ได้กล่าวเตือนคณะบริหารทรัมป์มาหลายครั้งแล้วว่า สหรัฐฯสมควรที่จะกลับเข้าสู่ข้อตกลงฉบับที่ตนเองทรยศไปแล้วนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป

คราวนี้มาถึงส่วนที่น่าตื่นตะลึงชนิดทำให้เส้นผมตั้งชันได้จริงๆ

การโจมตีที่อับกอยก์ แสดงให้เห็นว่าการผลิตน้ำมันทั่วทั้งตะวันออกกลางซึ่งอยู่ในระดับมากกว่า 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน (รวมยอดการผลิตของคูเวต, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, และซาอุดีอาระเบีย) สามารถที่จะถูกน็อกได้อย่างง่ายดายมาก ระบบการป้องกันซึ่งเหมาะสมสามารถใช้ต่อสู้กับโดรนและขีปนาวุธเหล่านี้ อยู่ในระดับที่เท่ากับศูนย์

คราวนี้ ก็มาถึงรัสเซีย ซึ่งย่อมจะต้องคอยร่วมแสดงบทบาทอยู่เสมอ

ต่อไปนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในการระหว่างแถลงข่าวภายหลังการประชุมซัมมิต 3 ฝ่ายว่าด้วยซีเรีย ที่กรุงอังการา ของตุรกีในต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งนำเอาประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย, ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน, และประธานาธิบดีเรเซป ตัยยิป แอร์โดอัน ของตุรกี มาพบปะหารือกัน

คำถาม: รัสเซียจะจัดหาความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนใดๆ แก่ซาอุดีอาระเบีย ในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาหรือไม่?

ประธานาธิบดีปูติน: สำหรับเรื่องการช่วยเหลือซาอุดีอาระเบีย ในคัมภีร์อัลกุรอาน ก็มีเขียนเอาไว้ว่า ความรุนแรงไม่ว่าชนิดใดก็ตามที คือความไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม ยกเว้นแต่เมื่อมันเป็นการปกป้องคุ้มครองประชาชนของตัวเอง ในเรื่องการปกป้องคุ้มครองพวกเขาและประเทศชาติของพวกเขา เรานั้นพร้อมอยู่แล้วที่จะจัดหาความช่วยเหลืออันจำเป็นให้แก่ซาอุดีอาระเบีย ทั้งหมดที่ทางผู้นำทางการเมืองของซาอุดีอาระเบียจะต้องทำก็คือการตัดสินใจอย่างฉลาด อย่างที่อิหร่านกระทำด้วยการซื้อระบบขีปนาวุธ เอส-300 และอย่างที่ประธานาธิบดีเรเซป ตัยยิป แอร์โออัน กระทำ เมื่อเขาซื้อระบบต่อสู้อากาศยานล่าสุด เอส-400 ไทรอัมพ์ (S-400 Triumph) ของรัสเซีย ระบบเหล่านี้จะสามารถเสนอการปกป้องคุ้มครองที่เชื่อถือได้ ให้แก่สิ่งปลูกสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐานใดๆ ก็ตามทีของซาอุดีอาระเบีย

ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี: ถ้าอย่างนั้น พวกเขาก็จำเป็นจะต้องซื้อ เอส-300 หรือไม่ก็ เอส-400 หรือ?

ประธานาธิบดีปูติน: มันก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาที่จะต้องตัดสินใจ (เสียงหัวเราะ)

ในหนังสื่อเรื่อง The Transformation of War (การเปลี่ยนผ่านของสงคราม) มาร์ติน ฟาน เครเวลด์ (Martin van Creveld) จริงๆ ก็ได้ทำนายเอาไว้แล้วว่า เครือข่ายทางอุตสาหกรรม-การทหาร-ความมั่นคง (industrial-military-security complex) โดยองค์รวม จะพังทลายลงมาทีเดียว เมื่อมันถูกเปิดเผยให้เห็นว่า อาวุธของมันส่วนใหญ่นั้นไร้ประโยชน์เมื่อต่อสู้กับพวกปรปักษ์ที่ใช้อาวุธอสมมาตรของเจเนอเรชั่นที่ 4 ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทั่วทั้ง “ซีกโลกใต้” (Global South หมายถึงพวกประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย, แอฟริกา, ละตินอเมริกา, และแคริบเบียน) ต่างกำลังเฝ้าจับตามอง –และต่างก็ได้รับข้อความข้อสรุปจากเรื่องนี้

สงครามลูกผสมแบบอสมมาตร

เวลานี้พวกเรากำลังเข้าสู่มิติใหม่โดยรวม ในสงครามลูกผสมแบบอสมมาตร (asymmetric hybrid war)

ในกรณี (อันชวนสยดสยอง) ที่วอชิงตันเกิดจะตัดสินใจเข้าโจมตีอิหร่าน โดยมีพวกนีโอคอน (neocon พวกอนุรักษนิยมใหม่) เจ้าเก่าคอยตามกระทุ้งแล้ว เพนตากอนก็ดูไม่มีหวังเลยที่จะสามารถเข้าโจมตีและทำให้โดรนทั้งหมดของอิหร่าน และ/หรือ เยเมน ใช้การไม่ได้ แน่นอนทีเดียว สหรัฐฯควรต้องคาดหมายด้วยว่าจะเจอกับสงครามแบบเต็มอัตราศึก และแล้วจะไม่มีเรือลำไหนเลยซึ่งสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้ พวกเราทั้งหมดต่างทราบดีอยู่แล้วอะไรคือผลที่เกิดติดตามมา

ซึ่งนั่นนำเราไปสู่ “เดอะ บิ๊ก เซอร์ไพรซ์” (The Big Surprise ความตื่นเต้นประหลาดใจครั้งยิ่งใหญ่) กล่าวคือ เหตุผลจริงๆ ของการที่จะไม่มีเรือใดๆ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลย เป็นเพราะจะไม่มีน้ำมันใดๆ ในอ่าวเปอร์เซียเหลือให้สูบขึ้นมาอีกแล้ว บ่อน้ำมันทั้งหลายในภูมิภาคนี้ กำลังถูกโจมตีถล่ม และจะติดไฟลุกไหม้ไปทั่ว

ดังนั้น เราก็จะต้องหวนกลับมาสู่สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเป็นสิ่งที่ไม่เพียงถูกเน้นย้ำโดยมอสโกกับปักกิ่งเท่านั้น แต่ยังปารีสกับเบอร์ลินอีกด้วย นั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้วางเดิมพันเล่นพนันครั้งใหญ่ และเขาเป็นฝ่ายแพ้แล้ว ดังนั้น เวลานี้เขาจะต้องหาทางออกชนิดที่ยังพอจะรักษาหน้าตนเองเอาไว้ได้ ถ้าหากว่าพวกคู่สงครามยินยอมให้เป็นเช่นนั้น
<i>ภาพที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) โดยรัฐบาลสหรัฐฯและดิจิตอลโกลบ (DigitalGlobe) บริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพถ่ายจากดาวเทียม แสดงให้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในโรงงานกลั่นน้ำมันอับกอยก์ ภายหลังถูกโจมตีตอนก่อนเช้ามืดวันเสาร์ (14 ก.ย.)  พื้นที่ในสี่เหลี่ยมสีแดงคือบริเวณที่ได้รับความเสียหาย </i>
หมายเหตุผู้แปล

ก่อนหน้านี้ เอ็ม. เค. ภัทรกุมาร ได้เขียนเรื่องเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันอับกอยก์ และบ่อน้ำมันกับสิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมันคูไรส์ ของซาอุดีอาระเบียนี้ โดยมีข้อมูลและมุมมองอันน่าสนใจเช่นกัน จึงขอเก็บความนำมาเสนอในที่นี้


ใครได้ใครเสียจากเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุดีฯ
โดย เอ็ม เค ภัทรกุมาร

Winners and losers from Saudi Aramco’s travails
By M. K. Bhadrakumar
16/09/2019

การโจมตีเมื่อวันเสาร์ (14 ก.ย.) แสดงให้เห็นว่าการป้องกันของซาอุดีฯยังมีจุดอ่อนยังมีความเปราะบางอย่างสูง หากสหรัฐฯลงมือทำให้เกิดการขยายตัวบานปลายใดๆ ขึ้นมา ย่อมอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารกับอิหร่าน และก่อให้เกิดปัญหายากลำบากนานาซึ่งอาจเป็นภัยอันตรายอย่างสาหัสถึงขั้นทำลายราชอาณาจักรแห่งนี้ทีเดียว


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ทวิตเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีโรงงานสิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมัน 2 แห่ง ของ ซาอุดี อารามโค (Saudi Aramco) รัฐวิสาหกิจของซาอุดีอาระเบีย ในวันเสาร์ (14 ก.ย.) โดยมีข้อความดังนี้:

“ซัปพลายน้ำมันซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าเรารู้ตัวคนร้าย ซึ่งถูกล็อกเป้าโหลดกระสุนเล็งใส่แล้ว รอเพียงการตรวจสอบยืนยัน แต่เรากำลังคอยฟังทางซาอุดีอาระเบียว่าพวกเขาเชื่อว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดการโจมตีนี้ และภายใต้เงื่อนไขอย่างไรที่เราจะลงมือ!”

มันช่างเป็นการทวิตที่ใช้คำอย่างฉลาดหลักแหลม โดยคำนึงถึงผู้อ่านหลายหลาก ทรัมป์ใช้เวลาใคร่ครวญเพื่อแสดงปฏิกิริยา และเขายังคงหยุดยั้งไม่ถึงกับกล่าวประณามอิหร่านออกมา สหรัฐฯนั้นขาดไร้หลักฐานที่หนักแน่น ด้วยเหตุนี้แหละ “การตรวจสอบยืนยัน” จึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องให้ทางกรุงริยาดเป็นผู้ที่ประเมินว่า “ใครเป็นผู้ทำให้เกิดการโจมตีนี้ และภายใต้เงื่อนไขอย่างไรที่เราจะลงมือ”

ทรัมป์คุยอวดว่าสหรัฐฯ “ถูกล็อกเป้าโหลดกระสุนเล็งใส่” ตัวการอยู่แล้ว พรักพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือซาอุดีอาระเบีย กระนั้นเพียงเมื่อ 1 วันก่อนหน้านั้น เมื่อตอนที่ทรัมป์โทรศัพท์สนทนากับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Prince Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียนั้น ฝ่ายหลังได้กล่าว “เน้นย้ำถึงความปรารถนาและความแข็งแกร่งทางราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในการต่อสู้ขัดขวางการก้าวร้าวรุกรานแบบผู้ก่อการร้ายเช่นนี้ และจัดการกับผลต่อเนื่องต่างๆ ที่จะเกิดตามมา”

อันที่จริงแล้ว นี่ได้กลายเป็นท่าทีซึ่งฝ่ายซาอุดีฯแสดงออกมาซ้ำแล้วซ้ำอีก --นั่นคือการจัดการรับมือกับวิกฤตเช่นนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ศักยภาพความสามารถของซาอุดีฯ ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ที่มกุฎราชกุมารของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ต่อสายมาเพื่อประณามเหตุการณ์โจมตีโดยใช้โดรน (อากาศยานไร้คนขับ) คราวนี้ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ก็เน้นย้ำเช่นกันว่า “ทางราชอาณาจักร (ซาอุดีอาระเบีย) มีความสามารถในการเผชิญหน้าและในการรับมือกับการก้าวร้าวรุกรานแบบผู้ก่อการร้าย” สำหรับสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ก็มีพระราชดำรัสกับ เจ้าเอมีร์ แห่ง คูเวต (the Emir of Kuwait) ว่า “ทางราชอาณาจักรมีความสามารถในการเผชิญหน้ากับการโจมตีแบบผู้ก่อการร้ายดังกล่าว และในการรับมือกับผลพวงที่ติดตามมา”

ไม่มีรัฐใดในภูมิภาคเลย –ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์, ยูเออี, คูเวต, บาห์เรน, จอร์แดน, ตุรกี ฯลฯ-- หรือมหาอำนาจต่างชาติใดๆ ที่กล่าวประณามอิหร่านว่าเป็นผู้ก่อเหตุใช้โดรนโจมตีโรงงานสิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมันเหล่านี้ของซาอุดี อารามโค นี่จึงทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ พอมเพโอ ของสหรัฐฯ ต้องกลายเป็นเพียงข้อยกเว้นหนึ่งเดียวผู้โดดเดี่ยว

เรื่องที่น่าสนใจมากประการหนึ่งก็คือ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้ต้อนรับเอกอัครราชทูตรัสเซีย เซียร์เก คอซลอฟ (Sergei Kozlov) เพื่อสนทนากันตามลำพังหนึ่งต่อหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ของการพบปะกันครั้งนี้ บันทึกการหารือที่เปิดเผยต่อสาธารณชนของฝ่ายซาอุดีฯ กล่าวเน้นเพียงแค่ว่า “มีการหารือกันเกี่ยวกับประเด็นปัญหาจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นที่สนใจร่วมกันของประเทศเพื่อนมิตรทั้งสอง”

แน่นอนทีเดียว ความสนใจของฝ่ายรัสเซียนั้นย่อมอยู่ที่เรื่องการลดทอนผ่อนคลายความตึงเครียดต่างๆ ของภูมิภาคซึ่งกำลังขยายบานปลายออกไป และมอสโกกับเตหะรานนั้นก็มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียนั้นมีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี (Hassan Rouhani) ของอิหร่านในช่วงต่อไปของวันเดียวกันนั้น โดยเป็นการพูดจาทวิภาคีข้างเคียงการประชุมซัมมิต 3 ฝ่ายในตุรกี ระหว่าง รัสเซีย-อิหร่าน-ตุรกี ที่เรียกขานกันว่า “เอสตานา ทรอยกา” (Astana troika) นอกจากนั้นปูตินยังมีกำหนดที่จะเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบียในเดือนตุลาคมนี้

แท้ที่จริงแล้ว ถึงหากซาอุดีฯต้องการให้สหรัฐฯเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันด้วย มันก็คงเป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้ การขาดแคลนความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน (คณะบริหารทรัมป์เพิ่งตัดสินใจที่จะเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าหน้าที่ซาอุดีฯ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้ช่วยเหลือพวกผู้ก่อการร้ายที่ก่อเหตุการณ์วินาศกรรม 9 กันยายน 2001)

ส่วนความเชื่อมั่นของซาอุดีฯ เกี่ยวกับความวิริยะอุตสาหะและความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของสหรัฐฯที่จะยืนหยัดเคียงข้างคอยปกป้องซาอุดีอาระเบียเมื่อถึงเวลาเกิดวิกฤตขึ้นมา ก็กำลังอยู่ในอาการสั่นคลอน อิทธิพลบารมีของริยาดในหมู่ชนชั้นนำแถวกรุงวอชิงตันนั้นได้หดเหี้ยนหายสูญลงไปอย่างสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเกิดกรณีสังหารโหดนักหนังสือพิมพ์ จามาล คาช็อกกี (Jamal Khashoggi) อารมณ์ความรู้สึกในรัฐสภาสหรัฐฯเวลานี้ เป็นไปในทางที่ไม่เป็นมิตรกับซาอุดีอาระเบีย

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีแง่มุมหลายแง่หลายมุมที่อ่อนไหวยิ่ง ซึ่งริยาดย่อมต้องการที่จะจัดการด้วยตนเอง ฝ่าย (กบฎ) ฮูตี ( Houthis) (ในเยเมน) อ้างว่าพวกตนได้รับ “ข่าวกรองและความร่วมมือ” จากภายในซาอุดีอาระเบีย ในการก่อเหตุโจมตีด้วยโดรนครั้งนี้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ย่อมหมายความว่าพวกฮูตีมีสายติดต่ออยู่ภายในจังหวัดตะวันออก (Eastern Province) ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ที่นั่นซึ่งเป็นชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ กำลังเรียกร้องให้ได้อำนาจเพิ่มขึ้นและมีสิทธิปกครองตนเอง (หมายเหตุผู้แปล: 2 เป้าหมายที่ถูกโจมตีคราวนี้ คือ โรงกลั่นน้ำมันยักษ์อับกอยก์ (Abqaiq) กับ บ่อน้ำมันและโรงแปรรูปน้ำมันดิบคูไรส์ (Khurais) โดยที่อับกอยก์ตั้งอยู่ในจังหวัดตะวันออก ส่วนคูไรส์อยู่ถัดออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราวๆ 200 กิโลเมตร ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bbc.com/news/world-middle-east-49699429)

ริยาดย่อมต้องการที่จะขุดคุ้ยลงไปให้ลึก แต่ก็ต้องการทำด้วยตนเองโดยไม่พึงพาอาศัยการส่องทางแนะนำของซีไอเอ –เนื่องจากเรื่องนี้เมื่อคิดกันถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นเรื่องความมั่นคงภายในของราชอาณาจักร และเป็นเรื่องความสามัคคีตลอดจนชะตากรรมของพระราชวงศ์ซาอุดีฯ
<i>ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพวกโครงสร้างพื้นฐานที่บ่อน้ำมันคูไรส์ ของรัฐวิสาหกิจซาอุดี อารามโค ของซาอุดีอาระเบีย  หลังถูกโจมตีตอนก่อนเช้ามืดวันเสาร์ (14 ก.ย.) พื้นที่ในสี่เหลี่ยมสีแดงคือบริเวณที่ได้รับความเสียหาย  (ภาพนี้เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ 15 ก.ย. โดยรัฐบาลสหรัฐฯและดิจิตอลโกลบ) </i>
การโจมตีเมื่อวันเสาร์ (14 ก.ย.) แสดงให้เห็นว่าการป้องกันของซาอุดีฯยังมีจุดอ่อนยังมีความเปราะบางอย่างสูง หากสหรัฐฯลงมือทำให้เกิดการขยายตัวบานปลายใดๆ ขึ้นมา ย่อมอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารกับอิหร่าน และก่อให้เกิดปัญหายากลำบากนานาซึ่งอาจเป็นภัยอันตรายอย่างสาหัสถึงขั้นทำลายราชอาณาจักร

ยูเออี (และรัฐริมอ่าวเปอร์เซียรายอื่น) ก็ย่อมต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการบานปลายขยายตัวใดๆ ต่อไปอีกเช่นเดียวกัน ในระยะสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งซาอุดีอาระเบียและยูเออีต่างแสดงท่าทีอ่อนโยนลงต่ออิหร่าน ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะบรรเทาความตึงเครียด

กระนั้น ยังคงมีรอยยับย่นอยู่รอยหนึ่ง ได้แก่การที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียและฝ่ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดูเหมือนมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับเยเมน โดยที่ฝ่ายหลังกำลังวางแผนครองอำนาจในภาคใต้ของเยเมน ด้วยการอาศัยตัวแทนที่เป็นกองกำลังอาวุธท้องถิ่นกลุ่มต่างๆ ถึงแม้นี่เท่ากับเป็นการลดทอนอำนาจของรัฐบาลเยเมนที่นำโดย มานซูร์ ฮาดี (Mansur Hadi) ซึ่งมีริยาดเป็นผู้อุปถัมภ์ใกล้ชิด

นอกจากนั้นแล้ว ความปั่นป่วนซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้ กำลังทำให้แผนการที่จะนำเอาหุ้นบางส่วนของรัฐวิสาหกิจ ซาอุดี อารามโก ออกมาจำหน่ายแก่สาธารณชน จากนั้นก็เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ทำ IPO) ตกอยู่ในสภาพไร้ความแน่นอนเสมือนแขวนเอาไว้บนเส้นด้ายบางๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ มันย่อมหมายความต่อไปด้วยว่า โครงการ “วิชั่น 300” (Vision 300) ของเจ้าชายมกุฎราชกุมารซาอุดีฯ ที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของราชอาณาจักรให้พึ่งพาอาศัยน้ำมันลดน้อยลง และริเริ่มการปฏิรูปที่จำเป็นต่างๆ มากมาย โดยมุ่งหวังที่จะนำเอาเงินทองจากการขายหุ้น ซาอุดี อารามโก มาใช้จ่ายเพื่อการนี้ ก็จะได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (14 ก.ย.) ยังแสดงให้เห็นด้วยว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะเจอปัญหาหนักเหมือนถูกหลังคาถล่มทับลงมา ถ้าอัคคีภัยระดับภูมิภาคใดๆ ก็ตามเกิดปะทุขึ้นมาจนทำให้พวกรัฐที่ร่ำรวยจากน้ำมัน (รัฐปิโตรดอลลาร์ the petrodollar states) ได้รับความเสียหายหนกหน่วง ทั้งนี้ราคาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบชนิด “เบรนต์” กระโจนพรวดสูงขึ้นเกือบๆ 20% ทีเดียวในคืนวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) ก่อนจะไหลรูดลงมาบ้าง

ถ้าหากการลดการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย (ประมาณกันว่า จากความเสียหายที่ อับกอยก์ และที่ครูไรส์ คราวนี้ ทำให้การผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียหดตัวลงราวครึ่งหนึ่ง หรือเท่ากับ 5% ของผลผลิตน้ำมันในแต่ละวันของทั่วโลก –ผู้แปล) เกิดยืดเยื้อออกไปเป็นเดือนๆ คาดหมายได้ว่าการขึ้นราคาอย่างสุดโหดของเบรนต์จะดำเนินต่อไปจวบจนกระทั่งทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทั่งถึงจุดนั้นแล้ว ก็ยังอาจจะขยับสูงขึ้นไปอีก

สมควรที่จะกล่าวด้วยว่า การข่มขู่ของอิหร่านที่บอกจะไม่ยอมเป็นผู้แพ้เพียงฝ่ายเดียวหากเกิดการประจันหน้าทางทหารกับสหรัฐฯนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องขบคิดพิจารณากันอย่างจริงจังมาก ทั้งนี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC) ได้ออกมากล่าวย้ำเรื่องนี้อีกครั้งในวันอาทิตย์ (15 ก.ย.)

มองกันโดยภาพรวม สหรัฐฯนั้นหมดทางเลือกที่จะนำมาใช้รับมือกับอิหร่านเสียแล้ว ถ้าหากเจตนารมณ์เบื้องหลังการทวิตของทรัมป์คือการทำให้เตหะรานตกใจเสียขวัญ และบังคับให้อิหร่านต้องยินยอมที่จะจัดการพบปะหารือระหว่างตัวทรัมป์กับรูฮานีในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์กแล้ว นี่ก็ต้องถือว่าเป็นความไร้เดียงสาอย่างที่สุด กระนั้นก็ตามที มีโอกาสอยู่หรอกที่จะเกิดการพบปะกันระหว่างทรัมป์-รูฮานี

เตหะรานนั้นไม่เคยพลาดโอกาสที่จะได้เน้นย้ำว่า ก) ตนสามารถที่จะเป็นปัจจัยสร้างเสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซีย และ ข) บรรดารัฐในภูมิภาคเท่านั้นที่จะสามารถดูแลรักษาความมั่นคงของภูมิภาคได้อย่างดีที่สุด ทั้งนี้โดยผ่านการเจรจาสนทนากัน

การแสดงความคิดเห็นอย่างละเอียดครั้งแรกของรูฮานีเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) โดยออกมาในแนวทางอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่ไม่สามารถปฏิเสธได้หรอกว่าอาจจะมีการติดต่อกันในบางรูปแบบบางลักษณะ ระหว่างซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, อิหร่าน หรือในหมู่พวกเขาเหล่านี้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คอยกระตุ้นทรัมป์อยู่เสมอให้เลือกเดินทางไปบนเส้นทางที่ใช้ “แรงบีบคั้นกดดันสูงสุด” (maximum pressure) เพื่อเล่นงานอิหร่าน แต่เมื่อพวกเขาก้มมองดูห้วงเหวล้ำลึกอันเลวร้ายในวันนี้แล้ว พวกเขาน่าจะไม่รู้สึกพอใจสิ่งที่พวกเขากำลังมองเห็นอยู่

ก่อนหน้านี้ พวกฮูตีนก็อยู่เบื้องหลังการโจมตีเล่นงานสายท่อส่งน้ำมันของซาอุดีฯ, เรือสินค้าของซาอุดีฯ, ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอื่นๆ ของซาอุดีฯมาแล้ว โฆษกคนหนึ่งของกลุ่มฮูตีอธิบายแจกแจงว่า “เราให้คำมั่นสัญญากับระบอบปกครองซาอุดีฯได้ว่า การปฏิบัติการในอนาคตของเราจะขยายตัวออกไปอีก และจะสร้างความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นไปอีก ตราบใดทีการก้าวร้าวรุกรานและการปิดล้อม (ฝ่ายกบฎฮูตี โดยกลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย) ยังคงดำเนินอยู่”

โฟกัสในเวลานี้ควรจะอยู่ที่การลดระดับของสงครามในเยเมนให้ผ่อนคลายลงมา โดยที่ในปัจจุบัน สงครามนี้เองกำลังกลายเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งยวด ที่ริยาดกับอาบูดาบี ใช้ในการสู้รบต่อกรกับเตหะราน

(เก็บความจากเว็บไซต์ indianpunchline ของ เอ็ม.เค. ภัทรกุมาร อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่https://indianpunchline.com/winners-and-losers-from-saudi-aramcos-travails/

เอ็ม เค ภัทรกุมาร เคยรับราชการเป็นนักการทูตอาชีพในกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเป็นเวลากว่า 29 ปี โดยที่ราวครึ่งหนึ่งได้รับมอบหมายให้ไปประจำยังประเทศที่เคยเป็นดินแดนของอดีตสหภาพโซเวียต ตลอดจนไปอยู่ที่ปากีสถาน, อิหร่าน, และอัฟกานิสถาน ประเทศอื่นๆ ที่เขาเคยไปรับตำแหน่งยังมีเกาหลีใต้, ศรีลังกา, เยอรมนี, และตุรกี ปัจจุบันเขาเขียนอยู่ในเว็บไซต์ “อินเดียน พันช์ไลน์” (https://indianpunchline.com) ของเขา หลักๆ แล้วเขียนถึงนโยบายการต่างประเทศของอินเดีย และกิจการของตะวันออกกลาง, ยูเรเชีย, เอเชียกลาง, เอเชียใต้, และเอเชีย-แปซิฟิก
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...