xs
xsm
sm
md
lg

'ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีน' มีโอกาสเกิดมากขึ้นหลัง 'ทรัมป์' ปลด 'จอห์น โบลตัน'

เผยแพร่:   โดย: สเปงเกลอร์

<i>ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ (ซ้าย) ขณะหารือกับผู้นำต่างประเทศในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว โดยที่มี จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ (ขวา) เฝ้าดูอยู่ (ภาพจากแฟ้มถ่ายเมื่อ 22 พ.ค. 2018)  ทั้งนี้ทรัมป์ได้ปลดโบลตันออกเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าพวกเขา “มีความเห็นแตกต่างกันอย่างแรง” ในประเด็นต่างๆ จำนวนมาก </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Bolton’s exit raises odds of US-China trade deal
By Spengler
11/09/2019

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด จอห์น โบลตัน ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องเป็นเหยี่ยวผู้ต่อต้านจีนอย่างแข็งกร้าว ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ อาจจะเป็นการแผ้วถางทางให้แก่การตกลงทำดีล การค้า-และ-เทคโนโลยี ระหว่างสหรัฐฯกับจีน

ประธานาธิบดีทรัมป์จำเป็นที่จะต้องทำดีลการค้ากับจีนให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชะลอตัวอย่างแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของคนอเมริกันเมื่อเร็วๆ นี้ได้ชี้ออกมาแล้วอย่างชัดแจ้ง (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.washingtonpost.com/politics/six-in-10-americans-expect-a-recession-and-higher-prices-as-trumps-approval-rating-slips-washington-post-abc-news-poll-finds/2019/09/10/d99f3408-d2d7-11e9-ab26-e6dbebac45d3_story.html) แต่มันจะไม่มีข้อตกลงใดๆ ออกมาได้หรอก ถ้าหากสหรัฐฯไม่เสาะแสวงหาหนทางบางอย่างบางประการ ซึ่งจะสามารถลบเลือนการกระทำของตนเองในความพยายามที่จะกีดกันผลักไสให้ หัวเว่ย ที่เป็นบริษัทสื่อสารคมนาคมระดับท็อปของจีนต้องหลุดกระเด็นออกไปจากตลาดโลก การปลดที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ จอห์น โบลตัน ออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 10 กันยายน ถือได้ว่าเป็นการเพิ่มลู่ทางโอกาสในการทำข้อตกลงดังกล่าว ถึงแม้แรงจูงใจเฉพาะหน้าในเรื่องการจากไปของโบลตันนั้น มีความเป็นไปได้อย่างที่สุดว่าน่าจะเป็นเรื่องอื่นเสียมากกว่า

จีนกับสหรัฐฯดูเหมือนเดินอยู่บนเส้นทางที่จะสามารถทำข้อตกลงการค้ากันได้อยู่แล้วเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2018 ตอนที่ สี จิ้นผิง กับ โดนัลด์ ทรัมป์ รับประทานอาหารค่ำร่วมกันในการหารือทวิภาคีข้างเคียงการประชุมซัมมิตของกลุ่ม จี20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา –ถ้าหากไม่เกิดกรณีแคนาดาจับกุม เมิ่ง หว่านโจว (Meng Wanzhou) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของหัวเว่ย ณ ท่าอากาศยานเมืองแวนคูเวอร์ ขึ้นมาเสียก่อน ทรัมป์นั้นไม่ได้ทราบล่วงหน้าเรื่องเกี่ยวกับการจับกุมนี้หรอก ทว่า จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของเขากลับทราบดี อย่างที่ตัวโบลตันเองได้พูดเอาไว้ในรายการให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุในเวลาต่อมา (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.theguardian.com/technology/2018/dec/06/john-bolton-huawei-cfo-meng-wanzhou-arrest-extradition-us )

ราวสองสามสัปดาห์ก่อนหน้านั้น รัฐบาลสหรัฐฯยังได้เริ่มต้นเปิดการรณรงค์เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้พวกชาติพันธมิตรของตนตัดชื่อไม่ให้หัวเว่ยเข้าร่วมในการจัดทำเครือข่ายสื่อสารบรอดแบนด์เคลื่อนที่ 5จี ดังที่หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเอาไว้เป็นเจ้าแรกในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2018 (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.wsj.com/articles/washington-asks-allies-to-drop-huawei-1542965105?tesla=y ) การจับกุมเมิ่ง หว่านโจว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้อำนาจจับกุมนอกอาณาเขตกับคดีที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวโทษว่ากระทำความผิดฐานละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตร คือการประกาศสงครามกับกิจการรายหนึ่งที่มีฐานะเป็นแชมเปี้ยนแห่งชาติของจีน ในระยะหลายๆ เดือนต่อจากนั้น สหรัฐฯยังได้สั่งห้ามพวกบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาไม่ให้ซัปพลายชิ้นส่วนและซอฟต์แวร์แก่หัวเว่ย รวมทั้งเรียกร้องให้เหล่าชาติพันธมิตรของตนบอยคอตต์คว่ำบาตรไม่ให้หัวเว่ยเข้ามีส่วนในระบบเครือข่าย 5 จีของประเทศเหล่านั้น

คำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯที่พุ่งเป้าเล่นงานหัวเว่ยเหล่านี้ทุกๆ ฉบับ ร่างขึ้นโดยทีมงานของโบลตันในออฟฟิศห้องทำงานของสภาความมั่นแห่งชาติ ภายในอาคารสำนักงานบริหาร (Executive Office Building) ที่ตั้งอยู่ถัดออกไปจากทำเนียบขาว ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ผู้นี้ ไม่ได้เป็นคนประดิษฐ์คิดสร้างการรณรงค์ต่อต้านหัวเว่ยก็จริงอยู่ แต่เขาคือผู้นำเสนอทัศนะความคิดเห็นของประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯต่อทำเนียบขาว และช่วยเหลือจัดทำหลักเหตุผลความชอบธรรมในการใช้ความพยายามเพื่อขับไสหัวเว่ยให้พ้นไปจากฐานะความเป็นผู้นำของตลาด โดยที่รัฐบาลสหรัฐฯกล่าวหาหัวเว่ยว่า น่าจะแอบสร้างประตูหลังลับๆ ขึ้นมาเพื่อให้สามารถเจาะเข้าไปในเราเตอร์ (router) ที่บริษัทผลิตและทำการโจรกรรมข้อมูล จึงถือเป็นภัยอันตรายต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศใดก็ตามที่ใช้เราเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายของบริษัทจีนรายนี้ พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯถึงขนาดกล่าวหาว่า หัวเว่ยมีอันตรายมากจนถึงขั้นที่สหรัฐฯอาจจะต้องตัดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันข่าวกรองกับประเทศนั้นๆ กันทีเดียว (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://uk.reuters.com/article/uk-usa-huawei-tech/u-s-will-rethink-cooperation-with-allies-who-use-huawei-official-idUKKCN1S517C)

ในความเห็นของผมนั้น นี่เป็นการจงใจโกหกหลอกลวงของวงการสายลับของอเมริกาอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง โดยตั้งใจที่จะใช้เรื่องนี้เพื่อหันเหความสนใจให้ออกไปจากปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างออกไป ผมนั้นไม่เชื่อหรอกว่าท่านเอกอัครราชทูตโบลตัน (จอห์น โบลตัน เคยเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ –ผู้แปล) วางแผนการเพื่อที่จะหลอกลวงใครๆ ตั้งแต่แรกหรอก แต่มันดูเหมือนกับว่าเขาถูกเกาะกุมจับตัวเอาไว้ จากวาระของทางประชาคมข่าวกรองอเมริกัน อย่างที่ผมเขียนเอาไว้ในเอเชียไทมส์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังนี้:

การที่ประชาคมข่าวครองสหรัฐฯเกิดความระวังตื่นภัยจากเรื่องที่จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านบรอดแบนด์เคลื่อนที่ 5 นั้น มีสาเหตุมาจากภัยคุกคามที่จีนอาจแอบดักจับสัญญาณการสื่อสารเพื่อสอดแนมสืบความลับ น้อยเสียยิ่งกว่าความเป็นไปได้ที่การแอบดักจับสัญญาณการสื่อสารเพื่อสอดแนมสืบความลับกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่แทบเป็นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งนี้ต้องขอบคุณวิทยาการเข้ารหัสลับด้วยเทคโนโลยีควอนคัม (quantum cryptography) ผมได้สนทนาว่าด้วยหัวข้อนี้อยู่หลายครั้งหลายครากับบรรดาแหล่งข่าวทั้งของสหรัฐฯและของจีน แต่อันที่จริงข้อสรุปเช่นนี้มีปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในพวกแหล่งข้อมูลข่าวสารสาธารณะอยู่แล้ว

ประชาคมข่าวกรองของอเมริกา ใช้จ่ายงบประมาณปีละเกือบๆ 80,000 ล้านดอลลาร์ โดยยอดนี้ครอบคลุมทั้งจำนวนราว 57,000 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Program) และ 20,000 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการข่าวกรองทหาร (Military Intelligence Program) ทั้งนี้การข่าวกรองด้านสัญญาณการสื่อสาร (Signals intelligence ใช้อักษรย่อว่า SIGINT) ซึ่งงานหลักคือการสืบความลับด้วยการแอบดักจับสัญญาณการสื่อสารนั้น เป็นด้านซึ่งได้รับงบประมาณส่วนใหญ่ไป โดยที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency) นอกเหนือจากปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ แล้ว งานสำคัญคือการบันทึกรายการพูดคุยโทรศัพท์และการรับส่งข้อความเป็นตัวอักษรของคนอเมริกัน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 500 ล้านครั้งในปี 2017

หลังจากถูกสหภาพสิทธิเสรีภาพประชาชนอเมริกัน (American Civil Liberties Union) ฟ้องร้องโดยอ้างอิงอำนาจตามรัฐบัญญัติ เสรีภาพทางข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information Act) สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติได้ตอบสนองด้วยการยอมรับ –เป็นครั้งที่สอง— ว่าตนเองมีการแอบดักจับสัญญาณการสื่อสารของชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ความสามารถของหน่วยงานจารกรรมรายนี้ในการแอบดักฟังเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ของพวกที่ทำท่าว่าอาจเป็นผู้ก่อการร้าย, พวกผู้นำต่างประเทศอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี, และกระทั่งใครคนไหนก็ตามที่หน่วยงานนี้ต้องการ คือแหล่งที่มาแห่งอำนาจอันมากมายมหาศาล ตลอดจนเป็นเหตุผลความชอบธรรมซึ่งทำให้สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติยังคงได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

แต่ในเวลาเดียวกัน ความพยายามต่างๆ ของอเมริกาที่จะกดข่มเล่นงานหัวเว่ย ก็กลับกลายเป็นการสร้างอันตรายให้แก่ชีวิตของพวกเขาเอง ในวอลล์สตรีทเจอร์นัลวันนี้ นักการเงิน จอห์น โซรอส (George Soros) ศัตรูทางการเมืองที่ได้ต่อสู้กันมาอย่างขมขื่นของประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้ชี้แจงกันให้แจ่มแจ้งว่า ทรัมป์กำลังจะ “ขายสหรัฐฯให้แก่หัวเว่ย” หรือเปล่า จากการนำเอาประเด็นเรื่องเทคโนโลยีมารวมเข้าไว้ในข้อตกลงการค้าโดยองค์รวม ทั้งนี้ โซรอส เขียนเอาไว้ว่า “จีนนั้นเป็นคู่แข่งขันที่มีอันตรายมากในด้านปัญญาประดิษฐ์ และด้านการเรียนรู้โดยเครื่องจักร แต่สำหรับเวลานี้พวกเขายังคงต้องพึ่งพาบริษัทสหรัฐฯราวๆ 30 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ซัปพลายบรรดาส่วนประกอบแกนกลางที่หัวเว่ยจำเป็นต้องใช้สำหรับการแข่งขันในตลาด 5จี ตราบใดที่หัวเว่ยถูกใส่ชื่อเอาไว้ในบัญชี “entity list” ตราบนั้นบริษัทก็จะขาดไร้เทคโนโลยีอันจำเป็นอย่างยิ่งยวด และก็จะอ่อนแอลงอย่างสาหัส ... อย่างไรก็ดี อีกไม่ช้าไม่นานต่อจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์น่าที่จะบ่อนทำลายนโยบายเรื่องจีนของตัวเขาเอง และยินยอมยกเลิกความได้เปรียบที่มีเหนือปักกิ่งนี้”


(ดูเพิ่มเติมข้อเขียนชิ้นนี้ได้ที่ https://www.asiatimes.com/2019/07/article/us-china-tech-war-and-the-us-intelligence-community/)

ผมเองนั้นไม่ได้คิดว่าการหยุดส่งออกพวกชิ้นส่วนของสหรัฐฯไปให้หัวเว่ย จะสามารถสร้างความเนิ่นช้าให้แก่ความพยายามของบริษัทจีนรายนี้ในเรื่องบรอดแบนด์ 5 จี ชิ้นส่วนเหล่านี้ (อาจจะมียกเว้นบ้างไม่กี่อย่าง) เป็นสิ่งที่สามารถหาได้ง่ายๆ จากแหล่งอื่นๆ ทั่วไป ขณะเดียวกันจีนก็มีโปรแกรมซึ่งพร้อมทุ่มเทใช้จ่ายกันอย่างไม่อั้นเพื่อยุติยกเลิกการที่ต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ ของสหรัฐฯ ทั้งนี้นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 เป็นต้นมา เมื่อตอนที่สหรัฐฯสั่งแบนไม่ให้จำหน่ายชิปสำหรับใช้ในเครื่องโทรศัพท์มือถือ แก่บริษัทแซดทีอี ของจีน

กระนั้นก็ตาม มันก็ยังดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เราพบว่า มิสเตอร์โซรอสผู้มีหัวเสรีนิยม กำลังโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยการแสดงทัศนะแบบฝ่ายขวา ดังที่ปรากฏออกมาให้เห็นในคราวนี้ พวกชนชั้นนำของสหรัฐฯดูเหมือนพร้อมที่จะโยนอะไรก็ตามทีที่มีอยู่ในมือเข้าไปในงานการบ่อนทำลายนี้ ด้วยความวาดหวังว่าจะสามารถดึงแข้งดึงขาหัวเว่ยเอาไว้ให้ได้นานเพียงพอสำหรับที่พวกเขาจะขบคิดพิจารณาจนได้คำตอบว่าพวกเขาต้องการจะทำอะไรอย่างไรต่อไป ทว่ามันดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลหรอก เมื่อสัปดาห์ก่อน ดอยต์เชอ เทเลคอม (Deutsche Telekom) กลายเป็นบริษัทเทเลคอมยุโรปรายล่าสุดที่เปิดตัวเครือข่าย 5จี ซึ่งใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยเป็นส่วนประกอบ

มอร์นิส ลอร์ (Morris Lore) รายงานเรื่องนี้เอาไว้ในเว็บไซต์ lightreading.com ว่า “ก่อนที่ ดอยต์เชอ เทเลคอม เปิดตัว 5 จีของตนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัททรี (Three), โวดาโฟน (Vodafone), และอีอี(EE) ที่เจ้าของคือ บีที (BT ชื่อเดิมคือ British Telecom) ทั้งหมดเหล่านี้ต่างก็ได้หันมาสร้างเครือข่าย 5จีในอังกฤษ โดยใช้อุปกรณ์ที่ผลิตโดยหัวเว่ย ทั้งๆ ที่รัฐบาลในลอนดอนเองยังไม่ได้ประกาศการตัดสินใจเกี่ยวกับบทบาทในอนาคตของเหล่าซัปพลายเออร์สัญชาติจีน โวดาโฟนยังกำลังใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยเพื่อสนับสนุนการให้บริการ 5จี ของตนในอิตาลี, โรมาเนีย, และสเปน นี่เป็นเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมบริษัทนี้จึงเป็นศัตรูที่ต่อสู้อย่างดุเดือดที่สุดในยุโรป กับการรณรงค์ต่อต้านหัวเว่ย (ของฝ่ายสหรัฐฯ) นอกจากนี้แล้ว หัวเว่ยยังมีชีวิตสบายดีอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์และฟินแลนด์ ที่ซึ่งบริษัทจีนรายนี้ซัปพลายอุปกรณ์ให้แก่เครือข่ายของ ซันไรซ์ (Sunrise) และ เอลิซา (Elisa) ตามลำดับ” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.lightreading.com/trump-is-losing-the-european-war-against-huawei/a/d-id/753980)

นับว่าเป็นความอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวงของอเมริกา ในเมื่อมหาทวีปยูเรเชียโดยรวมได้เพิกเฉยไม่แยแสกับการสาปแช่งต่อต้านหัวเว่ยของสหรัฐฯ การรณรงค์อย่างเอิกเกริกเกรียวกราวของโบลตัน ที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ พอมเพโอ เข้าร่วมด้วย ได้ประสบความล้มเหลวแล้ว และประธานาธิบดีทรัมป์นั้นเป็นคนที่ไม่ชอบความล้มเหลวเอาเลย

โบลตันถือว่าเป็นสายเหยี่ยวแข็งกร้าวใส่จีนอย่างเข้มข้น ในเดือนมกราคม 2018 สามเดือนก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งในคณะบริหารของทรัมป์ เขาเขียนลงในหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลโดยเสนอเหตุผลว่า สหรัฐฯควรที่จะต้องส่งทหารเข้าไปประจำในไต้หวัน ดังนั้นจีนจึงแสดงความดีอกดีใจที่เห็นเขาตกกระป๋อง หู ซีจิ้น (Hu Xijin) บรรณาธิการของโกลบอลไทมส์ ทวิตบอกว่า “โบลตันไม่ได้เคยแสดงบทบาททางบวกในประเด็นเกี่ยวกับจีนเลย ถึงแม้นี่น่าจะไม่ใช่เหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงถึงไล่ออกหรอก ผมเชื่อว่าผู้คนที่ยึดมั่นกับจุดยืนทางการเมืองแบบสุดโต่งน่ะเป็นพวกโรคจิตหวาดระแวง และยากลำบากที่จะสนิทคุ้นเคยด้วย ข่าวที่ว่าโบลตันถูกไล่ออกน่าที่จะเรียกเสียงปรบมือดังกราวใหญ่จากในทำเนียบขาว”

เพียงแต่ว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯกับจีนว่าด้วยการค้า-และ-เทคโนโลยี จะออกมาในลักษณะใดนั้น ยังอยู่ห่างไกลนักจากความกระจ่างชัดเจน สหรัฐฯย่อมไม่สามารถที่จะปล่อยให้เรื่องหัวเว่ยหลุดหายไปเฉยๆ แต่ก็อาจจะยินยอมเห็นพ้องกับเรื่องการทดสอบและการตรวจตราพวกผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยอย่างละเอียดละออ ปรากฏว่า เหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) เพิ่งบอกกับ โธมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman) คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์ ว่าหัวเว่ย “เปิดกว้างในเรื่องการแลกเปลี่ยนแบ่งปันเทคโนโลยีทางด้าน 5 จี และเทคนิคทางด้าน 5 จีของเรา กับพวกบริษัทสหรัฐฯ เพื่อที่ว่าพวกขาจะได้สามารถสร้างอุตสาหกรรม 5จี ของพวกเขาเองขึ้นมา” เขากล่าวต่อไปว่า พวกบริษัทอเมริกันสามารถที่จะ “เปลี่ยนแปลง ซอฟต์แวร์ โค้ด (software code) ในกรณีเช่นนั้น สหรัฐฯก็จะสามารถมั่นอกมั่นใจได้ในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลข่าวสาร”

พูดโดยสรุปก็คือ หัวเว่ยกำลังประกาศที่จะขอเปิดโปงคำโกหกของฝ่ายอเมริกันซึ่งเที่ยวว่าร้ายบริษัทเป็นโจรปล้นชิงข้อมูล โดยพร้อมที่จะเปิดเทคโนโลยีซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทให้ฝ่ายอเมริกันตรวจสอบกันเลยทีเดียว ประชาคมข่าวกรองและพวกเหยี่ยวต่อต้านจีนทั้งหลายโดยรวมๆ แล้ว จะต้องไม่ชอบเรื่องเช่นนี้แน่ๆ และการจากไปของโบลตันก็คือการโยกย้ายเอาเหยี่ยวตัวหนึ่งออกไปจากรังที่มีความสำคัญอย่างเป็นพิเศษ

ความคิดเห็นของผมก็คือ การที่หัวเว่ยเข้ามีฐานะครอบงำเทคโนโลยีระดับเปลี่ยนเกม (อย่าง 5จี) ต้องถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯจริงๆ แต่วิธีออกอาการถึงขั้นตื่นตูมก่อนทำศึกของ จอห์น โบลตัน ย่อมไม่บังเกิดผลดีอะไรต่อสหรัฐฯ ถ้าหากสหรัฐฯต้องการที่จะธำรงรักษาความเหนือกว่าทางด้านเทคโนโลยีเอาไว้ต่อไปแล้ว สหรัฐฯก็จะต้องสร้างพวกแชมเปี้ยนระดับชาติขึ้นมาซึ่งมีความดีเลิศยอดเยี่ยมเหนือล้ำกว่าหัวเว่ย และนั่นย่อมเรียกร้องต้องการคำมั่นสัญญาในเรื่องการสนับสนุนด้านการวิจัยและการพัฒนาจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯอย่างมากมายมหาศาล

สำหรับในขณะนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์น่าที่จะต้องประนีประนอมกับจีน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย และหลีกเลี่ยงความปราชัยในการเลือกตั้งปี 2020

สเปงเกลอร์ เป็นนามปากกาของคอลัมนิสต์ผู้โด่งดังของเอเชียไทมส์มายาวนาน ในปัจจุบันมีการเปิดเผยแล้วว่า ตัวจริงของ สเปงเกลอร์ คือ เดวิด พี. โกลด์แมน (David P. Goldman) ที่เวลานี้ทั้งเป็นผู้ถือหุ้นและทั้งมีข้อเขียนเผยแพร่ในเอเชียไทมส์เป็นประจำโดยใช้ชื่อจริงบ้างนามแฝงนี้บ้าง
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...