xs
xsm
sm
md
lg

สื่อดังมะกันแฉ จนท.ใกล้ชิด “ปูติน” เป็นสายให้ CIA แต่ต้องยุติบทบาทถอนตัวออกจากแดนหมีขาว หลังกระแสรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

<i>ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย จับมือกันขณะพบปะหารือที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในปี 2018  ทั้งนี้ในการประชุมซัมมิตคราวนี้ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้นำทั้งสองพบปะกันตามลำพัง โดยที่มีเฉพาะล่ามของแต่ละฝ่ายเข้าร่วม </i>
เอเอฟพี/บีบีซีนิวส์/เอเจนซีส์ - สื่ออเมริกันแฉ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯมีสายลับระดับสูงชาวรัสเซียที่สามารถล้วงตับทำเนียบวังเครมลินมานานหลายปี รวมทั้งเป็นผู้ให้ข้อมูลยืนยันว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงในการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปี 2016 ทว่าได้ให้สายลับผู้นี้ถอนตัวออกจากแดนหมีขาวแล้วตอนปลายปี 2017 เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะถูกเผยโฉมให้มอสโกจับได้ สืบเนื่องจากการแฉโพยของพวกเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนสหรัฐฯ

โทรทัศน์ข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า สายลับระดับสูงชาวรัสเซียผู้นี้ ซึ่งคอยรายงานข้อมูลข่าวสารให้แก่หน่วยข่าวกรองอเมริกันมานับสิบๆ ปีแล้ว เป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงตัวปูติน และกระทั่งเคยส่งภาพถ่ายพวกเอกสารสำคัญระดับสูงที่อยู่บนโต๊ะทำงานของผู้นำรัสเซียผู้นี้ด้วยซ้ำ ซีเอ็นเอ็นระบุ

ทว่าสายลับคนนี้เวลานี้ได้ถูกถอนออกมาจากรัสเซียแล้ว ทั้งซีเอ็นเอ็นและหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานในคืนวันจันทร์ (9 ก.ย.)

นิวยอร์กไทมส์บอกว่า ในตอนแรกสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ได้เสนอที่จะถอนสายลับผู้นี้ออกจากรัสเซียตั้งแต่ปลายปี 2016 เนื่องจากความกลัวว่าเขาจะถูกสื่อมวลชนเปิดเผยตัว หลังจากที่มีเจ้าหน้าที่อเมริกันหลายคนเปิดเผยเรื่องที่ว่ารัสเซียเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯปี 2016 อย่างหนักหนาสาหัส โดยที่มีการระบุรายละเอียดจำนวนมาก

แต่แรกๆ ทีเดียว สายลับให้ข่าวชาวรัสเซียผู้นี้ก็ปฏิเสธไม่ต้องการออกจากแดนหมีขาว โดยอ้างเหตุผลเรื่องครอบครัว และกลายเป็นการกระตุ้นให้ฝ่ายอเมริกันเกิดความหวาดกลัวว่า บุคคลผู้นี้อาจจะกลายเป็นสายลับสองหน้า รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายเดือน สายลับผู้นี้ก็ชักจะเปลี่ยนใจ เนื่องจากสื่อต่างๆยังคงติดตามเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นสายข่าวของอเมริกันซึ่งฝังตัวอยู่กับทางรัสเซีย

ด้านซีเอ็นเอ็นได้อ้างอิงบุคคลที่มิได้ระบุชื่อผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการหารือเกี่ยวกับสายลับผู้นี้ ระบุว่าการถอนตัวบุคคลผู้นี้ออกมาเมื่อปี 2017 เกิดจากความกังวลที่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะรัฐมนตรีของเขา อาจจะมีการเปิดเผยตัวสายลับผู้นี้ หลังจากได้ดำเนินการเกี่ยวกับข่าวกรองที่มีการจัดชั้นความลับอย่างผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทว่าซีไอเอได้แถลงปฏิเสธเรื่องนี้อย่างโกรธเกรี้ยว

ทั้งนี้ซีเอ็นเอ็นหยิบยกเรื่องที่ประชาคมข่าวกรองอเมริกันมีความวิตกกังวลมากเป็นพิเศษ หลังจากที่ทรัมป์ได้สั่งริบสั่งเก็บบันทึกทั้งหลายของล่าม ภายหลังที่เขาพูดจาหารือกับปูตินเป็นการส่วนตัวเมื่อปี 2017 โดยที่มี 2 ผู้นำ และล่ามของแต่ละฝ่ายเท่านั้นเข้าร่วม

บริตทานี แบรเมลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของซีไอเอ บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า “การคาดเดาไปในทางผิดๆ เกี่ยวกับวิธีการที่ท่านประธานาธิบดีจัดการกับข่าวกรองที่มีความอ่อนไหวสูงสุดของประเทศชาติของเขา –โดยที่ท่านสามารถเข้าถึงข่าวกรองเหล่านี้ในแต่ละวันและทุกๆ วันอยู่แล้วนั้น-- คือตัวขับดันให้เกิดการปฏิบัติการถอนตัวบุคคลอย่างลับๆ ตามที่กล่าวหากันอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงเลย”

ขณะที่ สเตฟานี กริชแฮม เลขานุการฝ่ายหนังสือพิมพ์ของทำเนียบขาวก็กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า “การรายงานของซีเอ็นเอ็นไม่เพียงไม่ถูกต้องเท่านั้น มันยังมีศักยภาพที่จะทำให้หลายชีวิตตกอยู่ในอันตราย”

รายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า บุคคลผู้นี้คือตัวหลักในการให้ข้อมูลข่าวสารซึ่งทำให้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯมีข้อสรุปว่า ปูตินมีบทบาทโดยตรงในการประสานการดำเนินการเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของฝ่ายรัสเซียเพื่อให้ทรัมป์เป็นฝ่ายมีชัย และต่อต้านคัดค้าน ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนของพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นคู่แข่งขันของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016

สายลับผู้นี้ยังมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องโดยตรงกับปูติน ในการแอบแฮ็กระบบสื่อสารของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต ซึ่งได้ข้อมูลต่างๆ จำนวนมากที่นำมาเผยแพร่ให้เป็นข่าวสารอันสร้างความอับอายขายหน้าแก่คลินตันและพรรคเดโมแครต

ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ สายลับผู้นี้คือทรัพย์สินในรัสเซียซึ่งมีค่าที่สุดของซีไอเอ

การถอนบุคคลผู้นี้ออกมา ส่งผลทำให้ข่าวกรองอเมริกันตกอยู่ในภาวะ “มืดบอดในทางเป็นจริง” เกี่ยวกับการดำเนินการของกลุ่มวงในของทำเนียบวังเครมลิน ในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯเมื่อปี 2018 ตลอดจนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งต่อไปที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2020 ด้วย นิวยอร์กไทมส์บอก

ในวันอังคาร (10) สื่อของรัสเซียได้ระบุชื่อสายลับทำงานให้อเมริกันผู้นี้ว่า เป็นอดีตเจ้าหน้าที่บริหารทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย (วังเครมลิน) ชื่อ โอเลค สโมเลนคอฟ บุคคลผู้นี้เคยทำงานที่สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน ก่อนที่จะถูกย้ายกลับไปรัสเซีย

หนังสือพิมพ์คอมเมอร์ซันต์ ของรัสเซียระบุว่า สโมเลนคอฟ พร้อมกับครอบครัวของเขา เดินทางไปพักผ่อนที่มอนเตเนโกร ในปี 2017 แล้วก็หายตัวไป ก่อนที่ชายผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อเดียวกันนี้ และหญิงผู้หนึ่งซึ่งใช้ชื่อเดียวกับภรรยาของสโมเลนคอฟ ได้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ใกล้ๆ กับกรุงวอชิงตัน

สื่อรัสเซียหลายรายระบุว่า สโมเลนคอฟ เคยทำงานให้ ยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยระดับอาวุโสของปูติน

ทางด้าน ดมิตริ เปสคอฟ โฆษกของวังเครมลิน เมื่อถูกบีบีซีสอบถามในวันอังคารเกี่ยวกับรายงานข่าวเหล่านี้ เขาก็ยืนยันว่าสโมเลนคอฟเคยทำงานอยู่กับคณะบริหารของประธานาธิบดี แต่เขากล่าวว่าบุคคลผู้นี้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในระดับสูง และได้ถูกปลดออกไปแล้ว

เปสคอฟ เรียกการเสนอข่าวเรื่องนี้ของสื่อสหรัฐฯว่า เป็น การเสนอข่าวแบบใส่สีตีไข่มุ่งเร้าอารมณ์ ครั้นเมื่อถูกถามว่าวังเครมลินกังวลไหมเกี่ยวกับเรื่องการต่อต้านข่าวกรองของฝ่ายรัสเซีย เขาก็ตอบว่า “การต่อต้านข่าวกรองของรัสเซียกำลังทำงานได้ดี”

ในวันอังคาร (10) เครือข่ายโทรทัศน์เอ็นบีซีของสหรัฐฯ ระบุว่าได้พบชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังพำนักอาศัยอยู่ในย่านกรุงวอชิงตัน ที่แหล่งข่าวเอฟบีไอ 2 รายกล่าวว่ามีความสอดคล้องตรงกันกับชายชาวรัสเซียที่ถูกระบุในรายงานข่าวของซีเอ็นเอ็น

แต่เมื่อผู้สื่อข่าวของเอ็นบีซีเข้าไปเคาะประตูบ้านหลังดังกล่าว ก็มีชาย 2คนที่อ้างตนเองเป็นเพื่อนของชาวรัสเซียผู้นั้น ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหัน เพื่อสอบถามว่าทำไมต้องการจะพูดคุยกับผู้อาศัยที่บ้านหลังนั้น
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...