xs
xsm
sm
md
lg

เป้าหมายถูกเล่นงานรายต่อไปในสงครามการค้าของ 'ทรัมป์' คือ 'เวียดนาม'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เดวิด ฮุตต์

<i>ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ (ขวา) และ นายกรัฐมนตรี เหวียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม (ซ้าย) ในกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2019 ก่อนหน้าการประชุมซัมมิตสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือครั้งที่ 2 </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Trump’s next trade war target: Vietnam
By David Hutt
16/07/2019

เวียดนามที่ใครๆ ก็เคยมองว่าเป็นผู้คว้าชัยชนะอย่างงดงามรายหนึ่ง ในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน แต่อันที่จริงแล้วกำลังมีศักยภาพที่จะกลับกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ โดยเป็นรายต่อไปซึ่งจะถูกสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เล่นงานด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรอย่างขนาดใหญ่

ความคิดเห็นซึ่งมีฝ่ายต่างๆ จำนวนมากเห็นพ้องต้องกันมีอยู่ว่า เวียดนามคือหนึ่งในประเทศผู้ประสบชัยชนะอย่างงดงามที่สุดของโลก จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน โดยที่สายโซ่อุปทานทั้งหลายของโลก (global supply chains) กำลังหันเหการผลิตออกมาจากประเทศจีนซึ่งถูกปรับขึ้นภาษีศุลกากรอย่างแรง และหันมาสู่เวียดนาม ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีต้นทุนราคาถูกกว่า

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ เราน่าจะสามารถบวกอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเวียดนามขึ้นไปได้สูงถึง 8% ทีเดียว ทั้งนี้ตามผลการศึกษาวิจัยของธนาคารแห่งหนึ่ง และแนวโน้มเช่นนี้ดูเหมือนทำท่าจะเดินหน้าได้อย่างเต็มตัวอยู่แล้วทีเดียว ตอนที่คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นพิกัดศุลกากรเพื่อเป็นการลงโทษระลอกใหม่ๆ ต่อสินค้าออกของเวียดนาม

ในเดือนพฤษภาคม เวียดนามถูกเพิ่มเข้าไปในบัญชีรายชื่อประเทศซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นผู้ปั่นค่าเงินตรา ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยที่หากถูกพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นจริง ก็อาจส่งผลให้ถูกสหรัฐฯใช้มาตรการลงโทษต่างๆ แต่แล้วการคุกคามดังกล่าวเป็นเพียงแค่เค้าลางล่วงหน้าของคำสั่งที่สหรัฐฯประกาศออกมาในเดือนกรกฎาคมนี้ อันได้แก่การขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหม่ในอัตรามโหฬารถึง 400% ต่อสินค้าเหล็กกล้าเวียดนามที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยที่จริงแล้วเหล็กกล้าเหล่านี้มีต้นแหล่งมาจากเกาหลีใต้และไต้หวัน

สหรัฐฯยังอาจจะเล่นงานขึ้นภาษีศุลกากรในลักษณะลงโทษแก่สินค้าเข้าของเวียดนามครั้งต่อๆ ไปอีก ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าฮานอยกำลังยินยอมให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำในจีน รีแบรนด์ใหม่ให้กลายเป็นสินเวียดนามก่อนที่จะส่งออกไปยังสหรัฐฯเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรซึ่งจัดเก็บจากสินค้าแดนมังกร อันเป็นกระบวนการที่พวกเจ้าหน้าที่เรียกขานกันว่า “การเปลี่ยนถ่ายสินค้า” (transshipment)

นักเศรษฐศาสตร์บางคนทำนายว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าหากสหรัฐฯเคลื่อนไหวขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้าออกของเวียดนามในอัตรา 25% อย่างที่ได้ทำกับสินค้าจีนด้วยข้ออ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงแห่งชาติแล้ว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็จะเป็นเหตุให้ยอดการส่งออกของฮานอยตกลงไปถึงราว 1 ใน 4 และทำให้การเติบโตของจีดีพีหดตัวลงมากกว่า 1% ทีเดียว

เบื้องลึกลงไปจากเรื่องวาทกรรม การที่อเมริกาเพิ่มภาษีศุลกากรใหม่ๆ ต่อเวียดนามเช่นนี้ ถือเป็นตัวแทนแสดงถึงการปรับเปลี่ยนเส้นทางอย่างพลิกผันมาก เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งพวกเจ้าหน้าที่เวียดนามยังไม่ได้ทันระวังตั้งตัว เพราะบังเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มความสัมพันธ์ทวิภาคีอันชุ่มชื่นเข้มแข็งมากภายใต้คณะบริหารโดนัลด์ ทรัมป์

เพียงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง เมื่อฮานอยกลายเป็นสถานที่จัดการประชุมซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์หนที่ 2 ระหว่างผู้นำสหรัฐฯกับผู้นำเกาหลีเหนือ ทรัมป์ได้กล่าวยกย่องชมเชยทางเจ้าภาพเวียดนามของเขาอย่างฟุ่มเฟือยไม่มีเบรค

“พวกคุณสามารถก้าวหน้าขึ้นมาได้อย่างมโหฬารมาก และมันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่โลกควรต้องมาดูมาชม” เขาบอกกับนายกรัฐมนตรี เหวียน ซวน ฟุก ของเวีดยนาม ขณะที่กำลังเอ่ยอ้างถึงผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรูตัวฉกาจในสมรภูมิสู้รบ ว่าเป็น “เพื่อนมิตร”

หากสาวย้อนความเป็นมาของสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในยุคทรัมป์ครองทำเนียบขาวแล้ว ไม่นานหลังจากที่ทรัมป์ขึ้นครองตำแหน่งในเดือนมกราคม 2016 เวียดนามได้ถูกหมายหัวว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายแรกๆ ในขณะที่ประธานาธิบดีผู้นี้ร้องบ่นไม่พอใจว่ามีบางชาติบางประเทศยังคงได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯอย่างมหาศาล ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม

เสียงร้องบ่นเหล่านี้ดูเหมือนสงบลงไปในบางระดับ หลังจาก นายกฯฟุก เดินทางไปเยือน ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในช่วงต่อมาของปีนั้น พร้อมด้วยใบสั่งซื้อมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่คือการขอซื้อเครื่องบินพาณิชย์ที่ผลิตโดยบริษัทโบอิ้งจำนวนหลายลำ

แหล่งข่าวหลายรายในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งเล่าให้ฟังโดยขอให้สงวนนาม บอกว่าพวกเขารู้สึกสับสนงุนงงจากการเปลี่ยนท่าทีแบบพลิกกลับตาลปัตรของทรัมป์ เนื่องจากตลอดระยะเวลา 2 ปีหลังมานี้ ทรัมป์แสดงออกให้เห็นเหมือนกับถือว่า เวียดนามกับสหรัฐฯเป็น “เพื่อนมิตรที่ดีเยี่ยมที่สุด” เจ้าหน้าที่เวียดนามรายหนึ่งบอกกับเอเชียไทมส์

พวกเจ้าหน้าที่เหล่านี้กล่าวว่า ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าคณะบริหารทรัมป์มีความจริงแท้แน่นอนหรือไม่ขนาดไหนเกี่ยวกับคำข่มขู่ที่อาจจะลงโทษแซงก์ชั่นสินค้าเข้าจากเวียดนามในอนาคต หรือว่ามันเป็นยุทธวิธีในการเจรจาต่อรองแบบใส่ดราม่าเยอะๆ เพื่อบีบคั้นให้อีกฝ่ายต้องยินยอมอ่อนข้อเพิ่มมากขึ้นอีก

แหล่งข่าวหลายรายกล่าวว่า เวียดนามได้ให้คำมั่นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าหลายๆ เรื่อง ซึ่งพวกเขาคิดว่าวอชิงตันให้การสนับสนุน และดังนั้นการแสดงความคิดเห็นล่าสุดของทรัมป์จึงอาจจะเพียงมุ่งหมายให้ฝ่ายเวียดนามปฏิบัติตามสัญญาเหล่านี้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น ร่างกฎหมายที่วางแผนจะผ่านออกมาฉบับหนึ่งเพื่อก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมาใหม่ 3 เขต ซึ่งได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงคัดค้านกันทั่วประเทศอย่างชนิดไม่ค่อยพบเห็นกันเมื่อปีที่แล้ว สืบเนื่องจากผู้คนจำนวนมากคิดว่ามันจะเปิดทางให้พวกบริษัทกิจการของจีนเข้ามาซื้อหาครอบครองที่ดินของเวียดนามกันเป็นผืนใหญ่ๆ ปรากฏว่าเวลานี้ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ขณะเดียวกัน พวกผู้แทนของสมัชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติของเวียดนาม ก็ได้เรียกร้องต่อเหล่าเจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเร็วๆ นี้ ให้จำกัดกีดกันการลงทุนของจีนในเวียดนาม โดยที่สมาชิกสมัชชาหลายคนให้เหตุผลว่า ฮานอยควรที่จะระบุให้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นว่าโครงการการลงทุนของต่างชาติโครงการไหนบ้างที่ตนสามารถยอมรับได้ และอันไหนบ้างที่ไม่อาจยอมรับ

ทางด้านเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของเวียดนามยังได้เพิ่มความเข้มงวดจริงจังในการปราบปรามเรื่องที่ผลิตภัณฑ์ทำในจีนกำลังถูกปรับเส้นทางให้ผ่านเข้าเวียดนามเสียก่อน จากนั้นจึงไปสู่สหรัฐฯ อันเป็นกลเม็ดในการหลบเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรซึ่งสร้างความเดือดดาลให้แก่คณะบริหารทรัมป์เป็นอย่างยิ่ง
<i>ร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งในย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงฮานอย </i>
อย่างไรก็ดี เวียดนามยังมีความเคลื่อนไหวซึ่งสามารถแบ่งเบาลดทอนผลกระทบที่อาจมาจากการถูกสหรัฐฯลงโทษแซงก์ชั่น อย่างน้อยก็ในบางส่วนบางระดับ อันได้แก่การลงนามในข้อตกลงการค้ากับพวกหุ้นส่วนการค้ารายอื่นๆ เป็นต้นว่า เมื่อต้นปีนี้ เวียดนามได้กลายเป็นภาคีสมาชิกอย่างเป็นทางการของ ความตกลงที่รอบด้านและก้าวหน้าสำหรับความเป็นหุ้นส่วนภูมิภาคแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าพหุภาคีฉบับปฏิรูปปรับปรุงใหม่ ภายหลังจากทรัมป์นำพาสหรัฐฯถอนตัวออกจากความตกลงฉบับดั้งเดิม โดยเป็นหนึ่งในการกระทำแรกๆ ของเขาเมื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดี

ไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เวียดนามก็ได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปในท้ายที่สุด ภายหลังการเจรจากันอย่างยืดเยื้ออยู่เป็นเวลาหลายปี

ในข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งอียูจะยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าออก 99%ของเวียดนามภายในระยะเวลา 7 ปี เพิ่มขึ้นจาก 71% เมื่อตอนที่ลงนามในข้อตกลง น่าที่จะสามารถเพิ่มพูนการส่งออกของเวียดนามไปยังอียูได้ถึงราว 20% เมื่อถึงปี 2020 ทั้งนี้ตามการประมาณการอย่างเป็นทางการ

ในปีที่แล้ว อียูซื้อสินค้าส่งออกของเวียดนามเป็นมูลค่า 42,500 ล้านดอลลาร์ทีเดียว

กระนั้นก็ตามที สหรัฐฯยังคงเป็นคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของเวียดนาม และนี่เป็นข้อเท็จริงซึ่งยังไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯนำเข้าสินค้าเวียดนามเป็นมูลค่า 49,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ส่งออกมายังเวียดนามเพียงแค่ 9,600 ล้านดอลลาร์

ในรอบ 5 เดือนแรกของปีนี้ สหรัฐฯนำเข้าสินค้าเวียดนามพุ่งพรวดขึ้นมาเป็นมูลค่า 25,800 ล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับ 18,900 ล้านดอลลาร์ในระยะเดียวกันของปีที่แล้ว นี่เป็นหลักฐานอันชัดเจนแสดงให้เห็นว่า เวียดนามกำลังได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน

ในเดือนมิถุนายน โนมูระ วาณิชธนกิจหรือธนาคารเพื่อการลงทุนของญี่ปุ่นประมาณการเอาไว้ว่า เวียดนามได้รับประโยชน์คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 7.9% ของจีดีพีของตน จากการพลิกผันเส้นทางของการค้าและการหันเหของสายโซ่อุปทาน ที่มีสาเหตุจากการพิพาทระหว่างสหรัฐฯกับจีน (สำหรับผู้ที่ได้รับประโยชน์มากเป็นอันดับ 2 ได้แก่ ไต้หวัน ซึ่งได้รับคิดเป็นมูลค่าเท่ากับประมาณ 2.1% ของจีดีพีของตน รายงานวิจัยของโนมูระระบุ)

นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่า ปฏิกิริยาของวอชิงตันที่มีต่อวิธีปฏิบัติทางการค้าของเวียดนามนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการที่เวียดนามกำลังยินยอมให้บริษัทกิจการต่างๆ ของจีนใช้ตนเองเป็นฐานสำหรับการหลอกลวงอำพรางการส่งออกของพวกเขาไปยังสหรัฐฯ

เวียดนามเวลานี้ได้กลายเป็น 1 ใน 50 ระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่กำลังถูกขอร้องให้ปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเดียวกับที่สหรัฐฯคาดหวังจากชาติคู่ค้ารายอื่นๆ --โดยที่เรื่องนี้ก็เป็นหลักเหตุผลเดียวกันกับที่นำไปสู่การพิพาททางการค้าระหว่างสหรฐฯกับจีน

“ชาติเอเชียที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วทุกๆ ราย ในตอนแรกต่างได้รับการผ่อนปรนจากสหรัฐฯและจากประเทศตะวันตกที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่อื่นๆ กันทั้งนั้น แล้วจากนั้นเมื่ออำนาจตลาดของชาติเหล่านี้เติบใหญ่น่าเกรงขามขึ้นมา คราวนี้ก็จะถูกบีบคั้นให้ต้องเล่นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ของการค้าระหว่างประเทศ” เดวิด บราวน์ (David Brown) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเวียดนาม เขียนเอาไว้เช่นนี้ในวารสาร “เวิลด์โพลิติกส์รีวิว” (World Politics Review) เดือนนี้

“ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, และไต้หวัน ทุกๆ รายต่างก้าวผ่านอุปสรรคดังกล่าวนี้เมื่อหลายๆ ปีก่อน ไม่มีรายใดเลยที่ปราศจากความปั่นป่วนวุ่ยวายอย่างใหญ่โต เวียดนามนั้นยังคงอยู่ในช่วงของการทดลองงาน และจะต้องหาวิธีการทำให้ตนเองมีระเบียบวินัย เพื่อที่จะได้จัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์อันใหญ่โตยิ่งกว่านั้นของตนเอง” ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอดีตนักการทูตชาวอเมริกันผู้นี้บอก

อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณาทางด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังทำให้เรื่องเพิ่มความสับสนมากขึ้นไปอีก ฮานอยนั้นได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษจากสหรัฐฯมาเป็นแรมปีแล้ว สืบเนื่องจากความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ประเทศนี้มีต่อผลประโยชน์ต่างๆ ของอเมริกัน รวมทั้งการที่เวียดนามเป็นคู่กรณีกับจีนในทะเลจีนใต้

เมื่อตอนที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ เปิดฉากประกาศนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” (pivot to Asia) ของเขาตอนต้นทศวรรษนี้นั้น เวียดนามได้รับการพิจารณาว่าเป็นพันธมิตรใหม่ที่ทรงความสำคัญรายหนึ่ง เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้อ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ไม่กี่รายซึ่งออกมาคัดค้านลัทธิขยายอาณาเขตของจีนในน่านน้ำแห่งนั้นอย่างแรงกล้า

การมองข้ามข้อบกพร่องผิดพลาดจำนวนมากของเวียดนาม –อาทิ ประวัติทางด้านสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายยิ่ง-- เป็นราคาที่เหล่าชาติตะวันตกจะต้องยอมจ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับรัฐบาลอานอยซึ่งเห็นชอบเห็นพ้องกับฝ่ายตะวันตกเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องปิดล้อมจำกัดวงจีนที่กำลังก้าวผงาดขึ้นมาในระดับภูมิภาค

เวียดนามก็มีความยินดีเรื่อยมาที่จะโอ่อวดฐานะเช่นนี้ เพื่อเรียกร้องการผ่อนปรนจากฝ่ายตะวันตก โดยที่บ่อยครั้งฮานอยจะพยายามนำเอาวอชิงตันกับปักกิ่งมาต่อรองทัดทานกัน เพื่อเรียกผลประโยชน์ทางการทูตระดับสูงสุดจากทั้งสองมหาอำนาจ

ความเคลื่อนไหวในช่วงหลังๆ มานี้ของทรัมป์ แน่นอนทีเดียวว่าทำให้ฮานอยตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบอย่างไม่ทันตั้งตัว แหล่งข่าวหลายๆ รายกล่าวว่า พวกข้าราชการของเวียดนามกำลังทำงานกันหามรุ่งหามค่ำเพื่อปฏิรูประบบว่าด้วยการออกใบอนุญาตส่งออกของตน เวลาเดียวกันยังกำลังพิจารณาวิธีการใหม่ๆ ซึ่งจะลดการได้เปรียบดุลการค้าของตนอีกด้วย

ไม่ใช่ความลับอะไรเลยที่ว่าสหรัฐฯต้องการให้เวียดนามซื้อหาอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งผลิตโดยอเมริกันให้มากขึ้น และถอยห่างจากการพึ่งพาซัปพลายเออร์อาวุธเก่าแก่ดั้งเดิมของตนซึ่งก็คือรัสเซีย

แน่นอนว่าการซื้อฮาร์ดแวร์ทางทหารของสหรัฐฯล็อตใหม่ๆ ราคาสูงๆ จะได้รับความจับจ้องมองอย่างชื่นชอบเอ็นดูในวอชิงตัน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่จะทั้งช่วยลดการเกินดุลการค้าของฮานอย ขณะเดียวกันก็ประสานสายสัมพันธ์ด้านกลาโหมระหว่างสหรัฐฯกับเวียดนามให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...