xs
xsm
sm
md
lg

In Clips :พอมเพโอเยือน "อินเดีย" ถกปัญหาค้า-ดีลระบบต่อต้านอากาศยานรัสเซีย-น้ำมันอิหร่าน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เอเจนซีส์ - เมื่อวานนี้(26 มิ.ย) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ไมค์ พอมเพโอ ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีอินเดีย นโรนทรา โมดี เกิดขึ้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ทางนิวเดลีประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯบางส่วนตอบโต้วอชิงตันที่ให้อินเดียออกจากโครงการลดหย่อนทางศุลกากรทางการค้า PTA (preferential trade program) มีการหารือร่วมเรื่องข้อแตกต่างทางการค้า ข้อตกลงสั่งซื้อระบบต่อต้านอากาศยานรัสเซียของนิวเดลี และปัญหาด้านพลังงานหลังอินเดียหยุดการสั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านอย่างสิ้นเชิง

CNN สื่อสหรัฐฯ รายงานเมื่อวานนี้(26 มิ.ย)ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ไมค์ พอมเพโอ ประกาศในวันพุธ(26)ที่กรุงนิวเดลีว่า ความตรึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและอินเดียล่าสุดไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของ 2 ชาติ และความเป็นหุ้นส่วนของทั้ง 2 ชาติได้เริ่มเข้าสู่ระดับสูงใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้พบว่าในช่วงกลางเดือนมิถุนายน รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีตัดสินใจตอบโต้วอชิงตันที่ถอดอินเดียออกจากโครงการลดหย่อนทางศุลกากรทางการค้า PTA (preferential trade program) ซึ่งในเวลานั้นรัฐบาลอินเดียไม่ได้ประกาศถึงมูลค่าสินค้าที่ตกเป็นเป้า แต่ก่อนหน้าได้เคยเปิดเผยกับองค์การค้าโลก WTO ว่ามีมูลค่าราว 241 ล้านดอลลาร์

พอมเพโอออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวหลังจากได้ร่วมสนทนากับโมดีที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งและรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย ซูบราห์แมนยัม ไจชันการ์( Subrahmanyam Jaishankar) ว่า

"เพื่อนที่ยิ่งใหญ่มักนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ทางสหรัฐฯแสดงความชัดเจนว่า ทางเราต้องการเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และทำลายกำแพงทางการค้าในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของพวกเรา"

และเสริมต่อว่า "และในวันนี้ผมได้แจ้งความแตกต่างเหล่านี้ในจิตวิญญาณของความเป็นเพื่อน และผมคิดว่าเราทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถเห็นผลลัพท์ที่ดีออกมาสำหรับแต่ละฝ่ายของประเทศทั้งสอง"

สื่อสหรัฐฯรายงานว่า ทางนิวเดลีเป็นฝ่ายเริ่มต้นประกาศแผนการปรับเพิ่มอัตราภาษี 1 ปีก่อนหน้าเพื่อตอบโต้การที่สหรัฐฯได้สั่งขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าเหล็กกล้าและอลูมิเนียมของอินเดีย แต่ทว่าดูเหมือนจะมีการเลื่อนออกไประหว่างที่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในระหว่างเจรจาทางการค้า ซึ่งการตัดสินใจในการสั่งบังคับใช้การขึ้นอัตราภาษีถูกมองอย่างกว้างขวางจากบรรดานักวิเคราะห์ว่า เป็นสัญญาณของความตรึงเครียดในความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ

ในการหารือวันพุธ(26) ยังมีประเด็นถึงข้อตกลงสั่งซื้อระบบต่อต้านอากาศยานจากรัสเซียของอินเดียมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ลงนามในเดือนตุลาคม ปี 2018 เกิดขึ้นในระหว่างที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน เดินทางมาเยือนอินเดีย CNN ชี้ว่า สิ่งนี้ทำให้อินเดียตกอยู่ในความเสี่ยงสูงที่จะถูกสหรัฐฯคว่ำบาตรภายใต้กฎหมายการตอบโต้ของอเมริกาต่อศัตรูผ่านการคว่ำบาตร CAATSA ( Countering America's Adversaries Through Sanctions Act ) กฏหมายนี้ถูกลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2017 เกิดขึ้นเพื่อลงโทษรัสเซียจากการกระทำที่ชั่วร้าย

ในปี 2018 พบว่าสหรัฐฯได้ใช้กฎหมายตัวนี้ลงโทษจีนโดยประกาศการคว่ำบาตรจากการที่ปักกิ่งได้สั่งซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารจากรัสเซีย รวมถึงระบบต่อต้านอากาศยาน S-400

เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียถูกถามถึงความเสี่ยงที่อินเดียจะถูกสหรัฐฯคว่ำบาตร ไจชันการ์ตอบกลับมาว่า

"เรามีความสัมพันธ์มากมายกับหลายประเทศ ซึ่งมีหลายประเทศจากทั้งหมดเป็นที่รู้จัก ประเทศเหล่านี้มีประวัติศาตร์ดังนั้นผมคิดว่าเราจะทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศของพวกเรา และอีกครั้งส่วนหนึ่้งของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์คือความสามารถของแต่ละประเทศที่จะเข้าใจและชื่นชมต่อผลประโยชน์ของชาติ"

อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงปัญหาอิหร่าน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯออกมาชี้ว่า สหรัฐฯและอินเดียเห็นพ้องร่วม โดยในการแถลง พอมเพโอระบุว่า อิหร่านเป็นชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย และอ้างว่า เขารู้ดีว่าถึงความยากลำบากของชาวอินเดียในการที่ต้องประสบปัญหาก่อกาาร้ายที่มีอยู่ทั่วโลก

สำหรับปัญหาด้านพลังงานนั้นเป็นที่รู้ดีว่าในอดีตอินเดียเป็นหนึ่งในชาติที่ได้รับการผ่อนผันจากสหรัฐฯในการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน แต่ทว่าระยะเวลาการผ่อนผันได้สิ้นสุดลงในวันที่ 2 พ.ค ที่ผ่านมา ทำให้อินเดียจำเป็นต้องหยุดการซื้อน้ำมันจากอิหร่านโดยสิ้นเชิง โดยในวันพุธ(26) พอมเพโอให้คำมั่นที่จะจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับอินเดีย

สื่อ livemint รายงานว่า ในการขึ้นกล่าวที่ศูนย์นานาชาติอินเดียอ้างอิงจากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ พอมเพโอระบุว่า "เราจะทำทุกอย่างที่เราสามารถทำให้มั่นใจว่า คุณจะมีน้ำมันดิบนำเข้าอย่างเพียงพอ ทางเราซาบซึ้งต่อความช่วยเหลือของคุณในการผลักดันรัฐบาลเหล่านี้ให้มีความประพฤติปกติเหมือนเช่นรัฐบาลชาติอื่น และประชาชนชาวเวเนซุเอลาดูแลประเทศของพวกเขาเอง"

และเขากล่าวต่อว่า "คุณทำถูกต้องแล้วที่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน และถอยห่างการสั่งซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลา ทางเรารู้ดีว่าการตัดสินใจเหล่านี่เกิดขึ้นโดยที่ต้องมีต้นทุน"

ซึ่งในช่วงระหว่างปี 2018-2019 พบว่าอินเดียนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน 23.5 ล้านตันก่อนที่จะหยุดการนำเข้าจากอิหร่านโดยสิ้นเชิงในเดือนที่ผ่านมา







Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...