xs
xsm
sm
md
lg

‘เยอรมนี-ฝรั่งเศส’ คิดให้ดีๆ ไม่ควรร่วมมือกับ‘สหรัฐฯ’ในการใช้‘ไต้หวัน’เป็นอาวุธต่อต้าน‘จีน’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: คริสตินา ลิน

<i>เรือรบที่ฝรั่งเศสประกาศว่า ได้ส่งมาแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเมื่อเดือนเมษายนปีนี้  และได้เคยแล่นตรวจการณ์ในน่านน้ำทะเลจีนใต้เมื่อเดือนมีนาคม 2018 </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com

Germany, France should not weaponize Taiwan
By Christina Lin
17/06/2019

มีรายงานว่า พวกเจ้าหน้าที่เยอรมัน กำลังพิจารณาอย่างจริงจัง ในเรื่องการส่งเรือรบไปแล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน และแสดงออกซึ่งการร่วมขบวนกับคณะบริหารทรัมป์ ในการแสดงท่าทีคัดค้านจีนเพิ่มมากขึ้น โดยที่เรื่องเช่นนี้ฝรั่งเศสได้กระทำมาก่อนเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏรายงานข่าวทางสื่อมวลชนหลายกระแสระบุว่า พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเยอรมนี กำลังขบคิดพิจารณาอย่างจริงจัง ในเรื่องการส่งเรือรบไปแล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน และแสดงออกซึ่งการเข้าร่วมขบวนเดียวกันกับคณะบริหารโดนัลด์ ทรัมป์ ในการแสดงท่าทีต่อต้านจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ครั้งสุดท้ายที่เยอรมนีส่งเรือรบมาสู้รบกับจีน ก็คือในรัชสมัยของพระเจ้าไกเซอร์ วิลเฮล์ม ที่ 2 (Kaiser Wilhelm II) ซึ่งได้ส่งกำลังทหารของพระองค์มาเข้าร่วมการปราบปราม “กบฏนักมวย” (Boxer Rebellion) รวมทั้งได้ทรงเรียกร้องให้ผู้บัญชาการของกองกำลังที่ถูกส่งออกมาเผชิญภัยต่างแดนไกลโพ้นคราวนี้ ทำตัวเป็น “อัตติลา เดอะ ฮัน เวอร์ชั่นสมัยใหม่” (modern version of Attila the Hun) [1]

กบฏนักมวย คือเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นมาของชาวจีนในช่วงระหว่างปี 1899 ถึง 1901 เพื่อประท้วงคัดค้านการที่พวกมหาอำนาจต่างชาติใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดนของจีน และจัดการตัดแบ่งเฉือนแผ่นดินจีนออกมาเป็นส่วนๆ และแบ่งปันกันเข้าครอบครองในฐานะเป็นเขตอิทธิพล (spheres of influence) [2] ของแต่ละมหาอำนาจ นอกจากนี้การลุกฮือของคนจีนคราวนั้น ยังเป็นการตอบโต้พวกพันธมิตร 8 ชาติ (Eight-Nation Alliance) [3] ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมทางทหารจาก 8 ประเทศ ได้แก่ กองทหารอเมริกัน, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ออสเตรีย-ฮังการี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, และรัสเซีย ซึ่งได้ยกกำลังเข้ารุกรานจีนด้วยข้ออ้างว่า เป็นการเข้าแทรกแซงอย่างมีมนุษยธรรมเพื่อพิทักษ์คุ้มครองพลเมืองของพวกเขาแต่ละชาติซึ่งพำนักอยู่ในแดนมังกร

ในปี 1900 กองทหารของพันธมิตร 8 ชาติได้ยกกำลังออกจากเมืองเทียนจิน (เทียนสิน) เข้าสู่กรุงปักกิ่ง และได้เข้าบดขยี้ทำลายทั้งกองทัพของจักรพรรดิราชวงศ์ชิง และทั้งปราบปรามกบฎนักมวย ซึ่งกลายเป็นการเร่งรัดให้ราชวงศ์ชิงมาถึงจุดจบในอีกราวๆ 1 ทศวรรษต่อมา นั่นคือในปี 1912

คนจีนนั้นไม่เคยลืมเลือนเหตุการณ์การถูกกองทหารต่างชาติยกกำลังเข้ามาแทรกแซงคราวนั้น รวมทั้งระยะเวลา “ศตวรรษแห่งความอัปยศอดสู” ของพวกเขา

‘ไต้หวัน’เป็นเวทีสำหรับการเข้ามาแข่งขันชิงดีของฝรั่งเศส-เยอรมนีหรือ ?

เวลานี้ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนว่าสหรัฐฯกำลังพยายามที่จะสร้างกลุ่มพันธมิตรทางทหารหลายๆ ชาติเพื่อต่อต้านจีนแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ฝรั่งเศสนั้นได้ส่งเรือรบลำหนึ่งแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันมาแล้วในเดือนเมษายนปีนี้ เพื่อเป็นการสาธิตให้เห็นถึงความเกรียงไกรทางการทหารของตน รวมทั้งความเป็นผู้นำในสหภาพยุโรปของตน เรื่องนี้ทำให้เบอร์ลินเกิดความรู้สึกว่าต้องตอบโต้ เพราะมองว่ากำลังถูกกดดันบีบคั้นจากปารีสในเกมแห่งการช่วงชิงความเป็นใหญ่ระหว่างสองประเทศในสหภาพยุโรป

ในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งเริ่มแรกทีเดียวเผยแพร่อยู่ใน “โพลิติโค” (Politico) เขียนโดย จอห์น วิโนเคอร์ (John Vinocur) [4] คอลัมนิสต์ของวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) เขาแสดงความคิดเห็นว่า หากเยอรมนีเข้าร่วมทางการทหารในลักษณะเช่นนี้ ก็จะได้รับการยอมรับจากทรัมป์ และกำจัด “ความดูหมิ่นที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในทุกหนแห่งเกี่ยวกับกิจวัตรที่เอาแต่หลบซ่อนอยู่ใต้เตียง” ของฝ่ายเยอรมัน เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า “การเปิดฉากปฏิบัติการทางนาวีให้เห็นกันซึ่งหน้าบริเวณนอกชายฝั่งของไต้หวัน” ยังสามารถที่จะใช้ต่อสู้ทำลายความคิดเห็นของฝ่ายสหรัฐฯที่ว่า เยอรมนีเป็นพันธมิตรที่ไม่มีความรับผิดชอบและไม่มีความมุ่งมั่นผูกพันจริงจังอะไร

วิโนเคอร์ยังหยิกยกอ้างอิงคำวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายฝรั่งเศสที่ระบุว่า เบอร์ลินกำลังเลี้ยงกองทัพ “ที่ไม่ทำการสู้รบ” โดยที่ ซากิ ไลดิ (Zaki Laidi) ศาสตราจารย์แห่งสถาบันรัฐศึกษาปารีส (Institut d'Études Politiques de Paris หรือ Paris Institute of Political Studies นิยมเรียกชื่อย่อ ว่า Sciences Po) เขียนเอาไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล “ไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ” ในการเปลี่ยนแปลงบทบาทของเยอรมนี จากการเป็นแค่เพียงคนยืนมุงดูระดับโลกผู้มั่งคั่งร่ำรวย ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยการพิทักษ์คุ้มครองของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี การขุดหลุมหลอกล่อให้เบอร์ลินชิงดีชิงเด่นกับปารีสในการประกวดประขันความงามเพื่อเอาชนะใจได้รับการยอมรับจากทรัมป์เช่นนี้ แถมยังกำลังใช้ช่องแคบไต้หวันให้เป็นเวทีสำหรับการแข่งขันทางการทหารระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีอีกด้วย ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรอย่างแท้จริงสำหรับประชาชนชาวไต้หวันหรอก

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้พวกมหาอำนาจยุโรปมีความสนใจและมองเห็นผลประโยชน์ในการป้องกันคุ้มครองตลาดส่งออกทางเอเชียของพวกตน ตลอดจนเสาะแสวงหาหนทางเข้าเกี่ยวข้องมีบทบาททางการทหารเพื่อธำรงรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคนี้เอาไว้ ทว่าการเดินตามหลังวอชิงตันอย่างเซื่องๆ ในการแสดงท่าทีต่อต้านจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไม่น่าจะใช่จุดตำแหน่งอันถูกต้องเหมาะสมสำหรับที่เยอรมนีหรือฝรั่งเศสจะใช้เพื่อเข้าสู่ปริมณฑลแห่งการเดินเรือในเอเชียเลย ตรงกันข้าม สหภาพยุโรปอาจมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างพื้นที่พิเศษเฉพาะของตนเองขึ้นมามากกว่า บางทีอาจจะด้วยการเข้าแสดงบทบาทเป็นตัวกลางระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง

ช่วงห่างทางด้านความรับรู้ในเรื่องภัยคุกคาม

นอกจากนั้นแล้ว ระหว่างไทเปกับวอชิงตัน ยังดูเหมือนมีช่วงห่างทางด้านความรับรู้ความเข้าใจ ในเรื่องเกี่ยวกับภัยคุกคาม จากปักกิ่ง

ภายหลังการเดินทางไปไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้ โดยที่ได้ไปเยือนทั้งกรุงไทเปซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือ และเมืองเกาสง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ผู้เขียนผู้นี้ (คริสตินา ลิน) ไม่ได้เกิดความรู้สึกขึ้นมาเลยว่า ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันนั้นชาวไต้หวันให้ความใส่ใจขบคิดอย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องที่จีนจะเข้ารุกรานเกาะไต้หวัน เศรษฐกิจของที่นั่นค่อนข้างเข้มแข็ง และประชาชนก็สาละวนวุ่นวายอยู่กับการทำงานและการชื่นชมกับชีวิตของพวกตน เอาเข้าจริงแล้ว ดูเหมือนว่าพวกสื่อมวลชนตะวันตกและชาวไต้หวัน-อเมริกันต่างหากคือพวกที่มีความวิตกกังวลมากมายกว่าชาวไต้หวันโดยเฉลี่ย ในเรื่องที่จีนจะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองเกาะแห่งนี้

ดิฉันได้สอบถามทั้งชาวไต้หวันท้องถิ่นและ “ชาวแผ่นดินใหญ่” (外省人 wàishěngrén) ถึงความคิดเห็นของพวกเขาที่มีต่อจีน –ผู้คนที่ดิฉันพูดคุยด้วยนั้นมีหลากหลายกว้างขวางตั้งแต่คนขับแท็กซี่ไปจนถึงเจ้าของแผงขายอาหารริมถนนยามค่ำคืน, พวกพนักงานเก็บเงินของร้านรวงต่างๆ, พวกผู้บริหารบริษัท, และอดีตเจ้าหน้าที่กลาโหมผู้หนึ่งในคณะบริหารของอดีตประธานาธิบดีเฉิน สุยเปี่ยน (Chen Shui-bian administration) — และปรากฏว่าพวกเขาส่วนข้างมากมีความเห็นเกี่ยวกับจีนไปในทางเบิกบานใจและมองแง่ดีมีความหวัง ซึ่งออกจะน่าประหลาดใจเอาการ

มีบางคนไปไกลจนถึงขั้นพูดว่า ถ้าจีนจะเข้ามาครอบครองไต้หวันกันจริงๆ แล้ว ทั้งหมดที่พวกเขาควรจะต้องทำก็คงจะแค่การเปลี่ยนธงชาติ จากนั้นชีวิตก็จะดำเนินต่อไปอย่างเคยๆ ขณะที่คนอื่นๆ แสดงความชื่นชมดอกผลต่างๆ จากการก้าวผงาดในาทางเศรษฐกิจของจีน แต่กระนั้นก็แสดงความระแวดระวังในเรื่องที่จะต้องสงวนรักษาการปกครองแบบประชาธิปไตยบนเกาะไต้หวันเอาไว้

อย่างที่มีการพูดเอาไว้ในรายงานข่าวชิ้นหนึ่งเมื่อปีที่แล้วในหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post) [5] ความรับรู้ความเข้าใจของชาวไต้หวันในเรื่องความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ (cross-Strait relations ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่) นั้นกำลังปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผันผ่านไป จีนไม่ได้เป็นประเทศที่ยากจนและล้าหลังอย่างที่เคยเป็นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ข้ามช่องแคบครั้งหลังสุดในปี 1995 – 96 [6] อีกต่อไปแล้ว และฝีก้าวอันรวดเร็วน่าประทับใจของกระบวนการปรับปรุงสู่ความทันสมัยของจีน รวมทั้งมาตรฐานการครองชีพที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ, การแลกเปลี่ยนทางการพาณิชย์ การศึกษา และวัฒนธรรมซึ่งเพิ่มทวีขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็ทำให้จีนดูมีเสน่ห์ดึงดูดเพิ่มมากขึ้นในสายตาของประชากรบนเกาะแห่งนี้

ต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า ปักกิ่งนั้นยังคงมีความมุ่งมั่นผูกพันที่จะนำเอาไต้หวันกลับคืนสู่อ้อมอกภายในระยะเวลา 25 ปีข้างหน้านี้ และขณะที่พวกเขาอาจชื่นชอบมากกว่าที่จะทำเช่นนี้ด้วยวิธีการสันติ ทว่าทางเลือกทุกๆ อย่างก็ยังคงวางแบอยู่บนโต๊ะให้ปักกิ่งเลือกหยิบใช้ ถ้าหากความความรู้สึกชอบต่อสู้ทะเลาะวิวาทกลับพุ่งแรงขึ้นในช่วงทศวรรษ 2040 กระนั้นก็ตามที ในช่วง 2 ทศวรรษถัดจากนี้ ปักกิ่งยังน่าจะเน้นหนักไปที่การใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถของตน เพื่อหว่านโปรยมนตร์เสน่ห์, เกลี้ยกล่อมโน้มน้าว, และชักชวนไทเป ให้กลับเข้ามารวมกับแผ่นดินใหญ่อย่างสงบ

นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมเลย เมื่อพิจารณาว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไต้หวันในที่สุดแล้วอาจนำไปสู่การรวมชาติเป็นเอกภาพด้วยความสมัครใจ อย่างที่มีชาวไต้หวันบางคนตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองกระเตื้องดีขึ้น ... ผมคิดว่าพวกเราจะปิดฉากลงด้วยการพากันกระโจนเข้าไปที่นั่น (จีนแผ่นดินใหญ่) ด้วยตัวพวกเราเอง” [7]

ในเวลาเดียวกันนั้น บางทีสหภาพยุโรปอาจจะสามารถขบคิดพิจารณาถึงวิธีการในการสถาปนาการปรากฏตัวทางการเดินเรือทะเลในเอเชีย-แปซิฟิก และแสดงบทบาทด้านความร่วมมืออย่างชนิดร่วมไม้ร่วมมือกับมหาอำนาจต่างๆ ของภูมิภาคเพื่อป้องปรามการแสดงความก้าวร้าวรุกรานทางทหารใดๆ ก็ตามทีที่อาจะเกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะในช่องแคบไต้หวัน หรือในที่อื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม การไปเข้าร่วมวอชิงตันในเวลานี้เพื่อเพิ่มความตึงเครียดให้มากยิ่งขึ้นอีกในช่องแคบไต้หวันนั้น จะกลายเป็นการไปรื้อฟื้นชุบชีวิตความทรงจำของจีนเกี่ยวกับศตวรรษแห่งความอัปยศอดสูอย่างไม่ได้มีความจำเป็นเลย และสร้างอันตรายให้แก่ความปลอดภัยของประชากรชาวไต้หวันที่จะต้องกลายเป็นเป้าถูกเล็งยิง ในเมื่อความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐฯกำลังเลวร้ายลงไปทุกที

ถ้าหากฝ่ายตะวันตกมีความกังวลใส่ใจเกี่ยวกับไต้หวันอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องยุติการมองไม่เห็นคุณค่าชีวิตผู้คน 23 ล้านคนบนเกาะแห่งนี้ ด้วยการพาดพิงมองเห็นพวกเขาเป็นเพียงแค่ “เบี้ยสำหรับการต่อรอง”, “ไพ่”, หรือ “ตัวหมากรุก” [8] สำหรับใช้เล่นงานจีน และระลึกเอาไว้ว่าประชาชนเหล่านี้แหละจะต้องเป็นผู้เผชิญหน้ากับดาบปลายปืน ตรงสุดทางของนโยบายจีนอันหุนหันพลันแล่นใดๆ ก็ตามทีที่คณะบริหารทรัมป์พยายามผลักดันดำเนินการ

(ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)

ดร.คริสตินา ลิน เป็นนักวิเคราะห์นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย เธอมีประสบการณ์ในการทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯอย่างกว้างขวางในประเด็นปัญหาความมั่นคงอันเกี่ยวกับจีน เป็นต้นว่า การวางแผนด้านโยบายที่กระทรวงกลาโหม, สภาความมั่นคงแห่งชาติ, และกระทรวงการต่างประเทศ ความสนใจของเธอในปัจจุบันโฟกัสที่เรื่องความสัมพันธ์จีน-ตะวันออกกลาง-เมดิเตอร์เรเนียน

เชิงอรรถ

[1] http://ghdi.ghi-dc.org/sub_document.cfm?document_id=755
(ในเอกสารบันทึกพระราชดำรัสของพระเจ้าไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 ในครั้งนั้น ช่วงที่ทรงพูดถึง อัตติลา เดอะ ฮัน (Attila the Hun) พระองค์ตรัสว่า “ถ้าพวกท่านเผชิญหน้ากับศัตรู พวกศัตรูจะต้องพ่ายแพ้ปราชัย! ไม่มีส่วนใดๆ ทั้งสิ้นซึ่งจะได้รับการยกเว้น! จะไม่มีการจับกุมเชลยศึกใดๆ ทั้งสิ้น! ผู้ใดก็ตามที่ตกมาอยู่ในเงื้อมมือของพวกท่านจะต้องถูกปรับถูกริบทรัพย์ ทำนองเดียวกับเมื่อ 1,000 ปีก่อน ตอนที่ชาวฮันภายใต้กษัตริย์อัตติลาของพวกเขาได้สร้างชื่อให้แก่พวกเขาเอง เป็นชื่อเสียงซึ่งแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังคงทำให้พวกเขาดูมีความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์และตำนาน บางทีชื่อของชาวเยอรมันจะได้รับการย้ำยืนยันโดยพวกท่าน ในวิถีทางทำนองเดียวกันนี้ในประเทศจีน เพื่อที่ว่าจะไม่มีชาวจีนคนไหนกล้าที่จะประสานสายตากับชาวเยอรมันอีกต่อไป”)

[2] https://www.facinghistory.org/resource-library/image/nanjing-atrocities-map-spheres-influence-1850-1914

[3] https://en.wikipedia.org/wiki/Eight_Nation_Alliance

[4] https://meerverstehen.net/2019/06/06/germanys-military-maneuvers/

[5] https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/2156238/taiwan-warming-mainland-china-beijing-turns-heat

[6] https://en.wikipedia.org/wiki/Third_Taiwan_Strait_Crisis

[7] https://www.latimes.com/world/asia/la-fg-taiwan-kaohsiung-economy-20190208-story.html

[8] https://www.cnbc.com/2019/06/11/as-us-china-relations-sour-taiwans-value-as-a-chess-piece-may-rise.html


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...