xs
xsm
sm
md
lg

ลัทธิบูชาการถล่มโจมตีทางอากาศของ‘สหรัฐฯ’กำลังทำให้เกิดสงครามที่ไม่รู้จบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: วิลเลียม แอสทอร์

<i>สภาพความเสียหายในเมืองร็อกเกาะห์  “เมืองหลวง” ของกลุ่มรัฐอิสลาม  ภายหลังการถล่มโจมตีของกองทัพสหรัฐฯและพันธมิตร  ยังคงมองกันกันได้ทั่วไปถึงแม้สงครามที่นั่นยุติมา 2 ปีแล้ว </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

The US cult of bombing and endless war
By William Astore
07/06/2019

พวกผู้วางนโยบายในวอชิงตันและนายทหารใหญ่อเมริกันมองเห็นการถล่มโจมตีทางอากาศเป็นอาวุธวิเศษเลิศล้ำของสหรัฐฯ แต่ลัทธิบูชาการถล่มโจมตีทางอากาศ ถึงแม้ทำให้ทหารอเมริกันล้มตายในสงครามต่างแดนน้อยลง และดังนั้นสาธารณชนก็ใม่ค่อยตื่นตัวคัดค้าน ทว่ามันก็เป็นปัจจัยทำให้สงครามเหล่านี้ดำเนินไปเรื่อยโดยไม่รู้จบสิ้น

จากซีเรียไปถึงเยเมนในตะวันออกกลาง, ลิเบียไปจนถึงโซมาเลียในแอฟริกา, อัฟกานิสถานไปจนถึงปากีสถานในเอเชียใต้, ม่านแห่งแสนยานุภาพทางอากาศของอเมริกันได้แผ่กางกว้างขวางปกคลุมทั่วแผ่นผืนอาณาบริเวณใหญ่โตมหึมาของโลกใบนี้ จุดประสงค์ที่ประกาศออกมาของมันคือ การสู้รบปราบปรามลัทธิก่อการร้าย ขณะที่วิธีการสำคัญที่สุดของมันคือ การตรวจตราเฝ้าระวังและเข้าโจมตีถล่มทางอากาศอย่างสม่ำเสมอ –แต่กระนั้นก็ยังต้องคอยโจมตีถล่มเพิ่มเติมขึ้นอีกอยู่เรื่อยๆ สำหรับประโยชน์ทางการเมืองของมันนั้น ได้แก่การลดจำนวนกำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ซึ่งย่อมส่งผลทำให้จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายชาวอเมริกันใน “สงครามต่อสู้การก่อการร้าย” ที่ไม่เคยทำท่าจะจบสิ้นลงเสียที ก็จะลดลงเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ไปด้วย เฉกเช่นเดียวกับความรู้สึกไม่พอใจใดๆ ของสาธารณชนอเมริกันเกี่ยวกับสงครามความขัดแย้งอันมากมายหลากด้านเหลือเกินของวอชิงตัน [1] ส่วนประโยชน์ทางเศรษฐกิจของมันนั้นเล่า ก็คือธุรกิจกำไรงามจำนวนมากมายสำหรับพวกบริษัทผู้ผลิตอาวุธ[2] ผู้ซึ่งในเวลานี้กำลังมีโอกาสลู่ทางอันสดใสยิ่งขึ้นไปอีก จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในปัจจุบันมีอำนาจสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินทางด้านความมั่นคงแห่งชาติเมื่อใดก็ตามที่เขาปรารถนา แล้วจัดแจงขายเครื่องบินรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไปให้แก่ระบอบปกครองเผด็จการใดๆ ก็ตามทีที่พึงปรารถนาในตะวันออกกลาง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการขอให้รัฐสภาสหรัฐฯพิจารณาอนุมัติเสียก่อนอีกต่อไป[3] ในสภาวการณ์เช่นนี้ ความเป็นจริงซึ่งประชาชนต่างชาติหลากหลายกำลังเผชิญอยู่ ก็คือ ม่านแห่งแสนยานุภาพทางอากาศอันน่าสะพรึงของอเมริกา กำลังคอยหว่านโปรยลูกระเบิดและจรวดขีปนาวุธ “เมดอินยูเอสเอ” ลงมาอย่างสม่ำเสมอ[4] ก่อให้เกิดเสียงตูมตามบิ๊กบึ้มขึ้นที่นี่ ที่นั่น และทุกหนทุกแห่ง

ลองขบคิดพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ว่ามันเป็น ลัทธิพิธีแห่งการโจมตีถล่มทางอากาศ (cult of bombing) [5] ในระดับโลกดูซิครับ นี่คือความเป็นจริงซึ่งทำให้ลู่ทางโอกาสที่จะยุติมันดูยิ่งหดหู่หมดหวังมากขึ้นไปอีก คำถามที่จะต้องถามกันก็คือ อะไรคือแรงจูงใจที่กำลังขับดันกระบวนการดังกล่าวนี้?

สำหรับพวกผู้วางนโยบายจำนวนมากของอเมริกาแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าแสนยานุภาพทางอากาศกลายเป็นอะไรบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นยกเว้นแต่กรณีการโจมตีโดยฝีมือของพวกที่ยึดเครื่องบินโดยสาร 4 ลำในเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 แล้ว ชาวอเมริกันก็ไม่ได้เคยตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางอากาศเอาเลยนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา[6] ในสมรภูมิตลอดทั่วทั้งมหาภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของวอชิงตันนั้น แสนยานุภาพทางอากาศแทบจะเรียกได้ว่าเป็นกิจการอันกระทำอยู่เพียงข้างเดียวเสมอมา ฝ่ายข้าศึกศัตรูไม่ได้มีกองกำลังทางอากาศใดๆ หรือกระทั่งกำลังป้องกันทางอากาศที่สำคัญใดๆ เลย น่านฟ้าท้องนภากลายเป็นทรัพย์สมบัติอันสงวนไว้ให้เฉพาะกองทัพอากาศอเมริกัน (และกองทัพอากาศของเหล่าชาติพันธมิตร) ซึ่งนี่หมายความว่า เราไม่ได้กำลังพูดถึง “สงคราม” ในความหมายความเข้าใจตามปกติธรรมดากันอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าพิศวงอะไรเลยสำหรับการที่พวกผู้วางนโยบายในกรุงวอชิงตันและพวกนายทหารใหญ่ทั้งหลายมองแสนยานุภาพทางอากาศว่า เป็นชุดไพ่ศักดิ์สูงทีเด็ดของเรา, เป็นความได้เปรียบอย่างชนิดอสมมาตร (asymmetrical advantage) ของเรา [7], เป็นวิถีทางสำหรับใช้จัดการเล่นงานพวกปีศาจชั่วร้ายทั้งหลาย ทั้งที่เป็นจริงและทั้งที่อยู่ในจินตนาการของเรา

ถล่มโจมตีทางอากาศให้มันพังพินาศไปเสีย !

หากพิจารณากันจากมุมมองอันแปลกประหลาดวิตถาร คุณกระทั่งอาจจะสามารถพูดได้ว่า ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 การนับจำนวนระเบิดและขีปนาวุธที่ถูกใช้ไป ได้กลายเป็นมาตรวัดความก้าวหน้า (จอมปลอม) ของสงคราม แทนที่การนับจำนวนศพที่เคยใช้กันอยู่ในช่วงสงครามเวียดนามแล้ว สภาว่าด้วยความสัมพันธ์ต่างประเทศ (Council on Foreign Relations หน่วยงานคลังความคิด (Think Tank) ทรงอิทธิพลทางด้านนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯและกิจการระหว่างประเทศทั้งหลาย ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก -ผู้แปล) ใช้ข้อมูลตัวเลขที่ได้จากฝ่ายทหารสหรัฐฯ นำมาคำนวณประมาณการว่า สหรัฐฯได้ทิ้งระเบิดไปอย่างน้อยที่สุด 26,172 ลูกใน 7 ประเทศเมื่อปี 2016 [8] โดยที่จำนวนมากทีเดียวใช้ถล่มโจมตีในอิรักและซีเรีย เฉพาะการโจมตีใส่เมืองร็อกเกาะห์ (Raqqa) “เมืองหลวง” ในทางพฤตินัยของกลุ่มรัฐอิสลาม (Islamic State อักษรย่อที่นิยมใช้กันเพื่อหมายถึงกลุ่มนี้ มีหลายอย่าง เช่น IS, ISIS, ISIL โดยที่บางชื่อย่อ เป็นอักษรย่อจากชื่อเดิมๆ ที่เคยเรียกขานกันของกลุ่มนี้ –ผู้แปล) สหรัฐฯกับเหล่าชาติพันธมิตรได้หย่อนระเบิดถล่มใส่มากกว่า 20,000 ลูกเมื่อปี 2017 [9] จนทำให้เมืองเอกของจังหวัดในประเทศซีเรียแห่งนี้กลายสภาพเป็นกองซากปรักหักพังอย่างแท้จริง [10] เมื่อผสมผสานกับกระสุนปืนใหญ่ที่พ่นคำรามเข้าใส่ด้วยแล้ว การถล่มโจมตีเมืองร็อกเกาะห์ได้สังหารพลเรือนไปมากกว่า 1,600 คน ทั้งนี้ตามตามตัวเลขข้อมูลขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) [11]

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าครองตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกัน ภายหลังจากประกาศอวดอ้างว่าเขาจะนำพาพวกเราชาวอเมริกันให้หลุดพ้นออกมาจากสงครามไม่รู้จักจบจักสิ้นอันหลากหลายนานาของเรา ปรากฏว่าการถล่มโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯกลับพุ่งสูงขึ้น ไม่เพียงเฉพาะในการเล่นงานกลุ่มรัฐอิสลามในซีเรียและอิรักเท่านั้น หากยังในอัฟกานิสถานอีกด้วย [12] และการใช้แสนยานุภาพจากฟากฟ้าเช่นนี้แหละก็ได้ทำให้ตัวเลขจำนวนพลเรือนที่สูญเสียชีวิต ณ ที่นั้นเพิ่มพรวดตามไปด้วย [13] แม้กระทั่งกองกำลังอาวุธชาวอัฟกัน “ที่เป็นมิตร” บางครั้งก็ยังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฝ่ายศัตรูและถูกเข่นฆ่าสังหารเช่นกัน [14] ในด้านอื่นๆ ก็เช่นกัน การโจมตีทางอากาศตั้งแต่ที่โซมาเลีย [15] ไปจนถึงเยเมน [16] ล้วนขยับสูงขึ้นทั้งนั้นในยุคของทรัมป์ ขณะที่ตัวเลขพลเรือนซึ่งบาดเจ็บล้มตายสืบเนื่องจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯยังคงไม่ค่อยได้รับความสนใจรายงานกันจากสื่อมวลชนอเมริกัน [17 อีกทั้งถูกลดทอนความสำคัญจากคณะบริหารทรัมป์ [18]

การรณรงค์ทางอากาศของสหรัฐฯทุกวันนี้ ถึงแม้ยังคงก่อให้เกิดความตายไม่ผิดแผกจากสมัยก่อนๆ กระนั้นก็ต้องถือว่าไม่ได้ดุดันสร้างความเสียหายในระดับเดียวกับครั้งใหญ่โตมโหฬารซึ่งเคยเกิดขึ้นมาในอดีต [19] อย่างเช่น การทิ้งระเบิดที่ทำให้เกิดไฟไหม้ร้ายแรงในกรุงโตเกียวเมื่อปี 1945 ซึ่งสังหารผลาญชีวิตพลเรือนไปมากกว่า 100,000 คน, การทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ในเวลาต่อมาของปีเดียวกันนั้น (ประมาณคร่าวๆ มีคนตายไป 250,000 คน), จำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนชาวเยอรมันจากการถล่มทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (อย่างน้อยที่สุด 600,000 คน), หรือจำนวนพลเรือนที่ตายไปในสงครามเวียดนาม (มีการให้ตัวเลขประมาณการที่แตกต่างกันอยู่มาก แต่เมื่อนำเอาระเบิดนาปาล์ม (napalm) และผลกระทบระยะยาวของพวกระเบิดดาวกระจาย (cluster munitions) [20] ตลอดจนพวกสารที่ทำให้ใบไม้ร่วม (defoliants) อย่าง ฝนเหลือง (Agent Orange) [21] มารวมกับพวกระเบิดแรงสูงธรรมดาด้วยแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะสูงเกินกว่า 1 ล้านคน [22]) การโจมตีทางอากาศในทุกวันนี้ถึงอย่างไรก็มีขนาดขอบเขตที่จำกัดกว่าในการรณรงค์สู้รบสมัยก่อนเหล่านี้ รวมทั้งยังอาจจะมีความแม่นยำสูงกว่า แต่อย่าได้สับสนหลงคิดเปรียบเทียบไปว่าระเบิดขนาด 500 ปอนด์ จะมีความแม่นยำแน่นอนเหมือนๆ กับมีดผ่าตัดของศัลยแพทย์นะครับ แม้กระทั่งการใช้ภาษาถ้อยคำในลักษณะนี้ก็ไม่พึงกระทำเลย ทั้งนี้เมื่อนำเอาการถล่มโจมตีทางอากาศในทุกวันนี้ซึ่งมีอุปกรณ์เสริมทั้งเลเซอร์นำทาง, ระบบจีพีเอส, ตลอดจนเทคโนโลยีนำทางความแม่นยำสูงชนิดอื่นๆ มาเทียบเคียง แล้วเราก็เลยใช้คำบรรยายว่า มัน“เฉียบขาดแม่นยำเหมือนการผ่าตัด” (surgical) แล้ว[23] ก็จะกลายเป็นการปิดบังอำพรางสร้างความคลุมเครือให้แก่ความโหดเหี้ยมนองเลือดที่เกิดขึ้นกับมนุษย์จริงๆ จากระเบิดและจรวดขีปนาวุธเมดอินอเมริกาเหล่านี้เท่านั้นเอง

การที่อเมริกามีความโน้มเอียงที่จะเชื่อว่า ความสามารถของตนในการสาดโปรย “ไฟนรก"” [24] จากฟากฟ้า ทำให้ตนเองมีระเบียบวิธีอันเลอเลิศในการเอาชนะสงครามที่เข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันด้วยนั้น ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นมาหลายครั้งแล้วว่าเป็นเพียงความเพ้อฝันฟุ้งซ่านแห่งยุคสมัยของเราเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นในเกาหลีเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1950, เวียดนามในทศวรรษ 1960, หรือถัดเข้ามาอีกเมื่อไม่นานมานี้ทั้งในอัฟกานิสถาน, อิรัก, และซีเรีย สหรัฐฯอาจจะสามารถควบคุมน่านฟ้าเอาไว้ได้ ทว่าเพียงแค่ฐานะครอบงำเหนือล้ำทางอากาศเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จในท้ายที่สุดแต่อย่างใด ในกรณีของอัฟกานิสถาน พวกอาวุธอย่าง ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast bomb หรือ MOAB ซึ่งเป็นลูกระเบิดชนิดไม่ใช่นิวเคลียร์ แบบที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุดในคลังแสงของสหรัฐฯ จนมีฉายาเรียกขานกันว่า Mother of All Bombs (ใช้อักษรย่อ MOAB เหมือนกัน) [25] ได้รับการยกย่องเฉลิมฉลองว่าเป็นอาวุธชนิดที่สามารถพลิกผันเปลี่ยนเกมการต่อสู้ได้ (game changer) แต่แล้วมันก็ไม่ได้สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย (แท้ที่จริงแล้ว พวกตอลิบานในอัฟกานิสถานกลับยังคงเติบโตขยายตัวอย่างแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ [26] เฉกเช่นเดียวกับสาขาของกลุ่มรัฐอิสลามในอัฟกานิสถาน) ขณะเดียวกัน ในเรื่องแสนยานุภาพทางอากาศของสหรัฐฯนั้น บ่อยครั้งทีเดียวอำนาจการทำลายล้างขนาดนั้น ไม่ได้นำไปสู่ชัยชนะ หรือนำไปสู่การปิดฉากปิดเกมไม่ว่าในลักษณะไหนทั้งนั้น มันมีแต่จะนำไปสู่การทำลายล้างเพิ่มมากขึ้นๆ

ผลลัพธ์ดังกล่าวนี้ มันตรงกันข้ามเลยกับหลักเหตุผลสำหรับการใช้แสนยานุภาพทางอากาศอย่างที่ผมซึมซับมาในตอนที่เป็นทหารอาชีพอยู่ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ (ผมปลดเกษียณจากกองทัพในปี 2005) หลักการพื้นฐานของกำลังรบทางอากาศ [27] ตามที่ผมได้เรียนรู้มา ซึ่งก็ยังคงถูกสอนกันอยู่จวบจนถึงทุกวันนี้นั้น พูดถึงเรื่องความเด็ดขาดแน่นอน พวกเขาให้คำมั่นว่า แสนยานุภาพทางอากาศ ซึ่งถูกนิยามจำกัดความว่า เป็นกำลังรบที่ “ยืดหยุ่นและคล่องตัว” นั้น จะก่อให้เกิด “ผลในทางส่งเสริมเพิ่มเติม” การปฏิบัติการทางการทหารอย่างอื่นๆ เมื่อการถล่มโจมตีทางอากาศอยู่ในลักษณะ “รวมศูนย์”, “ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง”, และ “ปฏิบัติ” อย่างถูกต้องเหมาะสม (หมายความว่าไม่ได้ถูกพวกนักการเมืองซึ่งไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เข้ามาบริหารจัดการอย่างชนิดลงรายละเอียดยิบย่อย) แล้ว แสนยานุภาพทางอากาศก็ควรเป็นปัจจัยรากฐานให้แก่ชัยชนะในท้ายที่สุด อย่างที่พวกเราในกองทัพอากาศเคยยืนกรานเสมอมานั่นแหละ จริงๆ แล้ว การนำเอาระเบิดไปหย่อนใส่เป้าหมายนั่นแหละคือทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องแสนยานุภาพทางอากาศ ทำเพียงเท่านี้เองก็เป็นอันหมดเรื่องจบข่าว—และขณะเดียวกันก็เป็นการปิดความคิดอ่านของเราไปด้วย

เมื่อพิจารณาจากความซื่อบื้อน่าเบื่อและความว่างเปล่าของหลักการอย่างเป็นทางการของกองทัพอากาศสหรัฐฯเหล่านี้ และเมื่อคำนึงถึงประวัติศาสตร์แห่งการลุยนรกของแสนยานุภาพทางอากาศยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 รวมทั้งอิงอาศัยประสบการณ์ของตัวผมเองในการสอนประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ทั้งในและนอกกองทัพ ผมจึงใคร่ขอเสนอหลักการบางประการแห่งแสนยานุภาพทางอากาศของตัวผมเอง หลักการเหล่านี้เป็นสิ่งที่กองทัพอากาศสหรัฐฯไม่ได้เคยสอนผมหรอก แต่มันเป็นสิ่งที่พวกผู้นำของเราควรต้องพิจารณาไตร่ตรอง ก่อนที่จะเปิดฉากการรณรงค์ทางอากาศ “อย่างเด็ดขาดแน่วแน่” ครั้งต่อไปของพวกเขา
<i>ระเบิดขนาดยักษ์ GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast bomb  ซึ่งกองทัพอากาศสหรัฐฯนำมาอวดเมื่อปี 2017 โดยระบุว่านี่เป็นระเบิดซึ่งมิใช่นิวเคลียร์ที่ทรงพลังที่สุดของอเมริกา และได้ใช้ทิ้งใส่ที่มั่นของพวกไอเอสในอัฟกานิสถาน  </i>
หลักการ 10 ประการที่พึงขบคิดอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับแสนยานุภาพทางอากาศ

1. เพียงเพราะเครื่องบินรบของสหรัฐฯและอากาศยานไร้นักบิน (โดรน) ของสหรัฐฯ สามารถเข้าถล่มโจมตีใส่สถานที่ใดๆ ก็ได้แทบทุกหนทุกแห่งบนโลกใบนี้ โดยที่ค่อนข้างจะพูดได้ว่าไม่ได้ถูกลงโทษตอบโต้เลยนั้น มันไม่ได้หมายความว่าควรที่จะนำเอาแสนยานุภาพทางอากาศเหล่านี้มาใช้งาน ยิ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของการใช้แสนยานุภาพทางอากาศนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาด้วยแล้ว การเข้าถึงได้อย่างสะดวกง่ายดายนั้นไม่ควรเลยที่จะเข้าใจผิดไปว่าหมายถึงการที่จะได้รับผลตามที่พึงประสงค์

2. การถล่มโจมตีทางอากาศโดยลำพังอย่างเดียวนั้น ไม่เคยเลยที่จะกลายเป็นกุญแจไปสู่ชัยชนะได้ ถ้าหากว่าการใช้กำลังรบทางอากาศเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะคว้าชัยชนะได้แล้ว สหรัฐฯก็ควรที่จะมีชัยอย่างง่ายดายในเกาหลีและเวียดนาม ตลอดจนในอัฟกานิสถานและอิรัก แสนยานุภาพทางอากาศของอเมริกันนั้นได้บดขยี้ทั้งเกาหลีเหนือและเวียดนามเหนืออย่างยับเยิน (ยังไม่ต้องพูดถึงพวกชาติเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา [28]) แต่กระนั้นสงครามเกาหลีกลับยุติลงในสภาพชะงักงันกินกันไม่ลง และสงครามเวียดนามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของอเมริกา (ผู้ที่สนใจเรื่องความจำกัดของแสนยานุภาพทางอากาศอเมริกันในสงครามเวียดนาม ขอเชิญอ่านหนังสือเรื่อง The Limits of Air Power: The American Bombing of North Vietnam ของ
Mark Clodfelter [29] มันบอกเล่าให้คุณทราบถึงโลกที่มีการขบคิดกันแบบพวกคลั่งไคล้แสนยานุภาพทางอากาศ พวกซึ่งยังคงพยายามขบคิดพิจารณากันใหม่เกี่ยวกับความพังพินาศในเวียดนาม โดยมีความโน้มเอียงที่จะโต้แย้งว่า อันที่จริงแล้วสหรัฐฯควรที่จะทิ้งบอมบ์ที่นั่นให้หนักหน่วงกว่าที่ได้กระทำไป หนักหน่วงกว่านั้นอย่างมากๆ ) ในสงครามอิรักซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ถึงแม้สหรัฐฯมีความเหนือล้ำกว่าทางอากาศอย่างสมบูรณ์ ทว่ามันก็ยังคงกลายเป็นความวิบัติอยู่นั่นเอง กระทั่งสงครามอัฟกานิสถานก็ยังลากยาวยืดเยื้ออย่างโซซัดโซเซจนก้าวสู่ปีแห่งความหายนะปีที่ 18 เข้าไปแล้ว

3. ไม่ว่าจะมีการป่าวร้องโฆษณากันมากมายขนาดไหน เกี่ยวกับ การทิ้งระเบิด (หรือการใช้ขีปนาวุธ เช่น โทมาฮอว์ก [30]) อย่าง “แม่นยำ”, “มีการจำแนกแยกแยะ”, และ “มีการควบคุมระมัดระวัง” แต่ในความเป็นจริงแล้วมีน้อยครั้งนักหนาที่จะกระทำกันเช่นนั้นได้จริงๆ การเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าคือเครื่องยืนยันเรื่องนี้ แสนยานุภาพทางอากาศและความตายเหล่านี้มีการเชื่อมต่อติดกันอย่างชนิดแยกกันไม่ออก เวลาเดียวกันนั้นการสังหารเช่นนี้ก็มีแต่ก่อให้เกิดความโกรธแค้นและการตอบโต้สะท้อนกลับ ด้วยเหตุนี้จึงกลับกลายเป็นการยืดเวลาของสงครามซึ่งพวกเขากำลังวาดหวังที่จะยุติปิดฉากลงให้ได้โดยเร็ว

ลองพิจารณาดูนะครับ ตัวอย่างเช่น การถล่มโจมตี “เพื่อเด็ดหัว” ซึ่งเปิดขึ้นมาเพื่อมุ่งเล่นงาน ซัดดัม ฮุสเซน จอมเผด็จการของอิรัก และพวกเจ้าหน้าที่ระดับท็อปของเขา ในขณะเริ่มต้นการรุกรานและยึดครองประเทศนั้นของคณะบริหารจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2003 ถึงแม้มีการโหมประโคมกันอย่างเอิกเกริกเกรียวกราวว่ามันเป็นการเริ่มต้นของการรณรงค์สู้รบทางอากาศครั้งที่ประณีตแม่นยำที่สุดซึ่งเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ แต่กลับปรากฏว่าการโจมตีเหล่านี้ 50 ระลอก ซึ่งได้รับการทึกทักอวดอ้างว่าอิงอยู่กับข่าวกรองอย่างดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะสามารถเสาะหากันมาได้ กลับล้มเหลวไม่ได้ตัว ซัดดัม หรือพวกเจ้าหน้าที่ของเขาซึ่งถูกหมายหัวตกเป็นเป้าหมายเลยแม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ดี การถล่มโจมตีเหล่านี้กลับเป็นสาเหตุแห่งการสูญเสียชีวิตของพลเรือน “จำนวนหลายสิบคน” คิดดูซิครับ เหตุการณ์นี้อันที่จริงแล้วก็เป็นการซ้ำรอยอันเลวร้ายยิ่งของการโจมตีทางอากาศ “อย่างแม่นยำ” ซึ่งเปิดฉากถล่มใส่กรุงเบลเกรดในปี 1999 เพื่อมุ่งเล่นงาน สโลโบดัน มิโลเซวิช (Slobodan Milosevic) [31] และระบอบปกครองของเขา แต่แล้วกลับกลายเป็นการทิ้งระเบิดใส่สถานเอกอัครราชทูตจีนในเบลเกรด [32] สังหารนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ตายไป 3 คน

ตรงนี้เองทำให้เกิดคำถามอุกฉกรรจ์ขึ้นมา ทำไมมันจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ทั้งๆ ที่มีการพูดคุยอย่างเอิกเกริกมากมายถึง “ความแม่นยำ” ของมัน แต่แล้วอย่างดีที่สุดแสนยานุภาพทางอากาศก็กลับพิสูจน์ให้เห็นอยู่เป็นประจำว่าเป็นเครื่องมืออันโจ่งแจ้งชัดเจนแห่งการทำลายล้างผลาญ? คำตอบสำหรับปุจฉาข้อนี้ เริ่มต้นทีเดียวจะต้องตระหนักรับรู้กันว่า ข่าวกรองนั้นเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ถัดมาก็คือพวกระเบิดและจรวดขีปนาวุธทั้งหลาย แม้กระทั่งพวกที่ระบุกันว่าเป็นอาวุธ “สุดฉลาดสุดสมาร์ท” ก็ยังสามารถเกิดความผิดพลาดได้ ยิ่งกว่านั้นแม้กระทั่งเมื่อกำลังทางอากาศของสหรัฐฯสามารถสังหาร “เป้าหมายทรงคุณค่า” (high-value targets ใช้อักษรย่อว่า HVTs) [33] ได้สำเร็จขึ้นมาจริงๆ มันก็มักจะมีผู้คนซึ่งไม่ใช่ HVTs จำนวนมากมายกว่า อยู่ตรงนั้นและเจอลูกหลงไปด้วยเสมอ ปฏิทรรศน์ (paradox) หรือความรู้สึกว่าเกิดผลซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่คาดคิดเอาไว้ทีแรกนั้น เป็นสิ่งที่ปรากฏออกมาจาก “สงครามต่อสู้การก่อการร้าย” ที่ดำเนินมาร่วมๆ 18 ปีแล้ว นั่นคือ ความไม่แม่นยำของการโจมตีด้วยแสนยานุภาพทางอากาศ มีแต่นำไปสู่วงจรแห่งความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีก และแม้กระทั่งเมื่อการถล่มโจมตีได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นไปอย่างแม่นยำก็เถอะ มันก็ยังมักจะก่อให้เกิดเป้าหมายใหม่ๆ, ผู้ก่อการร้ายใหม่ๆ, และผู้ก่อความไม่สงบใหม่ๆ ซึ่งจะต้องทำการโจมตีกันต่อไปอีก

4. การใช้แสนยานุภาพทางอากาศเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งข้อความทางการเมือง โดยต้องการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและความจริงจังร้ายแรงนั้น น้อยครั้งนักที่จะได้ผลตามที่ตั้งใจ ถ้าหากมันได้ผลแล้ว สหรัฐฯก็ควรที่จะเดินหน้าสู่ชัยชนะในเวียดนามไปเรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น ยุทธการ โรลลิ่ง ธันเดอร์ (Operation Rolling Thunder) [34] ซึ่งบังเกิดขึ้นระหว่างปี 1965 – 1968 ในสมัยของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน นั้น การรณรงค์โจมตีทิ้งระเบิดเล่นงานเวียดนามเหนืออย่างมีการจัดลำดับเป็นขั้นเป็นตอนคราวนี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะโน้มน้าวกดดันให้ฝ่ายเวียดนามเหนือต้องยุติเป้าหมายของพวกเขาที่ต้องการขับไล่พวกผู้รุกรานต่างชาติ ซึ่งก็หมายถึงพวกเราชาวอเมริกันนี่แหละ ให้ออกไปจากเวียดนามใต้ ทว่ายุทธการนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หรือถ้าเร่งเวลาให้เคลื่อนไปอย่างเร็วจนมาถึงยุคสมัยของเรานี่ และลองพิจารณาถึงเรื่องที่คณะบริหารทรัมป์ส่งสัญญาณไปยังเกาหลีเหนือ [35] และอิหร่าน [36] เมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 ไปประจำการใกล้ๆ ประเทศเหล่านี้ นอกเหนือจากการส่ง “ข้อความ” ทางการทหารอย่างอื่นๆ แล้ว ปรากฏว่าไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่บ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือหรืออิหร่านได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามของเครื่องบินยุทธศาสตร์ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคเบบี้ บูมเมอร์ เหล่านี้[37]

5. แสนยานุภาพทางอากาศเป็นสิ่งที่มีราคาแพงลิบลิ่ว การใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบิน, เฮลิคอปเตอร์, และอาวุธยุทโธปกรณ์ของอากาศยานเหล่านี้ คิดเป็นราวๆ ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในสงครามเวียดนามทีเดียว ในทำนองเดียวกัน ณ ขณะปัจจุบัน เอฟ-35 เครื่องบินขับไล่ไอพ่นของบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ที่สิ้นเปลืองทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาอย่างมหาศาล [38] ถ้าหากต้องการทำให้มันออกปฏิบัติการได้และจากนั้นก็บำรุงรักษามันให้พรักพร้อมอยู่เสมอนั้น คาดหมายกันว่าในตลอดช่วงอายุการใช้งานของมันจะต้องใช้จ่ายเงินทองอย่างน้อยที่สุด 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ทีเดียว [39] สำหรับ บี-21 เครื่องบินทิ้งระเบิดเทคโนโลยีหลบหลีกเรดาร์รุ่นใหม่ [40] จะต้องใช้จ่ายมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์เฉพาะสำหรับการซื้อหามาเท่านั้น พวกฝูงเครื่องบินนาวีที่ประจำอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน แต่ละปีก็สิ้นค่าใช้จ่ายหลักพันล้านดอลลาร์สำหรับการบำรุงรักษาและการนำมันออกปฏิบัติการ ในวันเวลาที่งบประมาณซึ่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้รับอยู่ ไม่ค่อยมีข้อจำกัดอะไรนักหนาแล้ว [41] ค่าใช้จ่ายขนาดนี้อาจจะถือว่า (พอที่จะ) อดทนยอมรับได้ อย่างไรก็ดี เมื่อในท้ายที่สุดเงินทองก็จะต้องเริ่มขาดแคลนหดหาย ถึงเวลานั้นฝ่ายทหารของสหรัฐฯน่าที่จะต้องบาดเจ็บเสียหายแบบเจออาการเมาค้างอย่างร้ายแรงทีเดียว ภายหลังจากมีความเคยชินมานานปีในการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในเรื่องแสนยานุภาพทางอากาศ

6. การติดตามสอดแนมทางอากาศ (เช่นเดียวกับการใช้โดรน) ในขณะที่มีประโยชน์ แต่ก็สามารถถูกชักนำไปในทางที่ผิดพลาดได้เช่นกัน การเข้าควบคุมบังคับบัญชาอย่างได้เปรียบจากที่สูงนั้น ไม่ได้ทำให้คุณเกิด “ความตระหนักรับรู้ถึงสถานการณ์ทั้งหมดโดยรวม” [42] แบบพระเจ้าขึ้นมาหรอก ตรงกันข้ามเลย มันอาจจะกลับทำให้เกิดภาวะหลงผิดประเภทหนึ่งขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ เวลาเดียวกันนั้น จิตวิญญาณแห่งสงครามในทางปฏิบัติบ่อยครั้งทีเดียวมักกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้มากมายไปกว่าการดำเนินการเพื่อการทำลายล้างผลาญ เมื่อคุณกำลังอยู่ข้างบนสูงขึ้นมาจากพื้นที่ซึ่งอาจกลายเป็นสมรภูมิ คุณย่อมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถเจรจาทำข้อตกลงหยุดยิง หรือบอกให้ข้าศึกยอมจำนนและจับเป็นเชลยศึก หรือสนับสนุนให้เกิดทางเลือกอย่างอื่นๆ และเรื่องหลักๆ ที่คุณจะสามารถพึ่งพออาศัยได้ก็คือการถล่มโจมตีใส่ผู้คนและวัตถุสิ่งของต่างๆ

7. แสนยานุภาพทางอากาศนั้นโดยเนื้อแท้ตามธรรมชาติแล้วมีลักษณะเชิงรุก นี่หมายความว่ามันมีความสอดคล้องเข้ากันกับการวางแผนแผ่อำนาจแบบจักรวรรดิ มากกว่าเข้ากันกับการพิทักษ์ป้องกันประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นสิ่งที่กระตุ้นหล่อเลี้ยงอารมณ์ความรู้สึกแห่งการผจญภัยมุ่งขยายจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมสนับสนุนแนวความคิดประเภท “ไปถึงทั่วโลก ทรงอำนาจทั่วโลก (global reach, global power) [43] ซึ่งพวกนายพลแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯยึดมั่นถือมั่นกันอย่างเหนียวแน่นมั่นคงตลอดระยะเวลาหลายๆ ปีที่ผ่านมา

8. ถึงแม้เป็นความเพ้อฝันของพวกที่กำลังส่งเครื่องบินออกไปปฏิบัติการ แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่การใช้แสนยานุภาพทางอากาศ แทนที่จะเป็นปัจจัยลดทอนให้สงครามหดสั้นลงมา มันกลับขยายสงครามให้ยืดเยื้อออกไปเสียฉิบ ขอให้เราพิจารณาสงครามเวียดนามเป็นตัวอย่างอีกครั้งนะครับ เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1960 กองทัพอากาศสหรัฐฯเสนอว่าตนเองเพียงลำพังก็สามารถจัดการกับการสู้รบขัดแย้งในเวียดนามได้ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด (ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สำคัญ ย่อมหมายถึงจำนวนคนอเมริกันที่จะต้องบาดเจ็บล้มตาย) ด้วยการถล่มโปรยปรายลูกระเบิด, นาปาล์ม, และสารทำให้ใบไม้ร่วง ที่มีให้ใช้กันอย่างพอเพียง ชัยชนะก็จะเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน สำหรับกำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯนั้นเป็นสิ่งที่คิดกันในภายหลัง (ตอนแรกทีเดียว กำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯถูกส่งไปยังเวียดนาม โดยมีหน้าที่หลักคือการพิทักษ์คุ้มกันสนามบินต่างๆ เพื่อให้เครื่องบินรบสามารถทะยานขึ้นลงได้) แต่แล้วการโจมตีทิ้งระเบิดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ถัดจากนั้นกองทัพบกและเหล่านาวิกโยธินจึงตัดสินใจว่า ถ้าหากกองทัพอากาศไม่สามารถเอาชนะได้ แต่พวกเขานั้นสุดมั่นใจว่าสามารถมีชัยได้อย่างแน่นอน ผลก็คือการบานปลายขยายตัวและความวิบัติหายนะ ซึ่งได้ทอดทิ้งให้เวอร์ชั่นดั้งเดิมของหลักการทำสงคราม ที่ระบุเอาไว้ว่าชัยชนะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและด้วยค่าใช้จ่ายราคาถูก จากการมีฐานะเป็นเจ้าอากาศของอเมริกันนั้น จมคลุกอยู่ในกองฝุ่น

9. การใช้แสนยานุภาพทางอากาศ แม้กระทั่งประเภทสายพันธุ์ “ข่มขวัญให้ตกใจและหวาดกลัว” (shock-and-awe) [44] ผลกระทบของมันก็ยังคงจืดจางหดหายลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ขณะที่ฝ่ายข้าศึก ถึงแม้ขาดไร้แสนยานุภาพเช่นนี้ แต่ก็เรียนรู้ที่จะปรับตัวด้วยการพัฒนามาตรการตอบโต้ต่างๆ ขึ้นมารับมือ –ทั้งชนิดเป็นฝ่ายเข้ากระทำ (อย่างเช่นใช้ขีปนาวุธ) และทั้งชนิดเป็นฝ่ายถูกกระทำ (อย่างเช่น การพรางตัว และการกระจายกำลัง) แม้กระทั่งพวกที่กำลังถูกถล่มด้วยระเบิด ก็ยังมีความหยุ่นตัวมากขึ้นและมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเพิ่มขึ้น

10. การถล่มโจมตีใส่ชาวไร่ชาวนาจากบนฟ้าสูงขึ้นมาจากพื้นดิน 3 กิโลเมตรนั้น ย่อมไม่ได้เป็นหนทางอุดมคติอย่างแท้จริงที่จะยึดครองฐานะความเป็นฝ่ายที่มีศีลธรรมสูงส่งในสงคราม

ทางเดินสู่ความหายนะ

ถ้าหากผมจะต้องย่อหลักการเหล่านี้ลงมาให้เหลือแค่คติพจน์เตือนใจเพียงสั้นๆ แล้ว มันก็จะเป็นอย่างนี้ครับ: การพูดจาอย่างเริงรื่นชื่นชมทั้งหลายเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ทางเทคโนโลยีของแสนยานุภาพทางอากาศสมัยใหม่นั้น คือการอำพรางมิติต่างๆ ที่ดำมืดยิ่งกว่าของมันเอาไว้เท่านั้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ่อนเร้นความสามารถของแสนยานุภาพนี้ในการล็อกให้อเมริกาต้องเข้าสู่ประดาสงคราม ซึ่งเป็นสงครามโจมตีอยู่ข้างเดียวในทางเป็นจริง และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เอาเข้าจริงก็เป็นทางตันเท่านั้น

จากเหตุผลเช่นนี้แหละ การกล่าวถึง “สงครามแห่งความแม่นยำแน่นอน” แท้ที่จริงแล้วคือคำพูดปัญญาอ่อน สงครามนั้นไม่อาจที่จะแม่นยำแน่นอนได้หรอก มันทั้งน่าขยะแขยง, นองเลือด, และมุ่งเข่นฆ่าผลาญชีวิต คุณสมบัติที่ฝังแน่นของสงคราม –เป็นต้นว่า ความไม่สามารถที่จะทำนายคาดทายได้, ความโหดเหี้ยมอำมหิต, และความโน้มเอียงที่สงครามจะมีอายุยืดเยื้อยืนยาวเกินกว่าสาเหตุและเป้าหมายแรกเริ่มเดิมทีของมัน— ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเลย แม้เมื่อลูกระเบิดและจรวดขีปนาวุธทั้งหลายถูกนำทางโดยระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (จีพีเอส Global Positioning System) ยิ่งไปกว่านั้น พวกศัตรูของวอชิงตันใน “สงครามต่อสู้การก่อการร้าย” ยังเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ต่อสู้กับแสนยานุภาพทางอากาศ ในลักษณะมุ่งดิ้นรนอย่างไม่คำนึงถึงอะไรทั้งนั้นเพียงเพื่อให้พวกเขาอยู่รอดต่อไปได้ ตลอดจนทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบในการสู้รบบนพื้นที่ทรงอำนาจอิทธิพลของพวกเขาเอง

มีใครบ้างที่ยังไม่เคยได้ยินคำพังเพยเก่าๆ ที่ว่า ถ้าต้นไม้ต้นหนึ่งล้มลงในป่าลึก และไม่มีใครที่นั่นเลยที่ได้ยิน การโค่นล้มของมันจะเกิดเสียงอะไรขึ้นมาหรือ? หากนำคำพังเพยนี้มาปรับพลิกให้เข้ากับแสนยานุภาพทางอากาศยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 ก็คงได้ออกมาว่า ถ้าหากเด็กๆ ชาวต่างชาติล้มตายไปจากลูกระเบิดอเมริกัน แต่ไม่มีสื่อมวลชนสหรัฐฯใดๆ รายงานข่าวการเสียชีวิตของพวกเด็กๆ เหล่านี้เลย มันจะมีใครกันล่ะที่รู้สึกเศร้าโศกเสียใจ? บ่อยครั้งเกินไปแล้ว ซึ่งคำตอบในสหรัฐฯสำหรับคำถามนี้ก็คือ ไม่มีหรอก ไม่มีใครเศร้าเสียใจ และดังนั้นสงครามต่างๆ ของเราจึงเดินหน้าต่อไปในการย่างก้าวสู่อนาคตแห่งการทำลายล้างผลาญโลกอย่างไม่รู้จบสิ้น

ในความเป็นจริงแล้ว สหรัฐอเมริกาน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้เยอะแยะ เพียงแค่จอดนิ่งไม่นำพวกเครื่องบินขับไล่, เครื่องบินทิ้งระเบิด, และโดรน จำนวนมากมายทั้งหลายขึ้นบิน [45] ทว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลามันกลับเป็นตรงกันข้าม แทนที่เราซึ่งเป็นผู้กุมแสนยานุภาพทางอากาศ จักสามารถวางตนเป็นผู้อยู่สูงส่งทางด้านศีลธรรม แสนยานุภาพนี้กลับกำลังทำให้เราต้องก้าวไปตามทางเดินอันต่ำต้อยมุ่งหน้าสู่ความหายนะ

ข้อเขียนนี้ได้เคยเผยแพร่ก่อนหน้านี้ทางเว็บไซต์ “ทอมดิสแพตช์” (http://www.tomdispatch.com/post/176571/tomgram%3A_william_astore%2C_the_dark_side_of_air_power/#more)

(ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)

วิลเลียม เจ. แอสทอร์ เป็นนาวาอากาศโทที่ปลดเกษียณจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ และก็เป็นอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ เขาเป็นนักเขียนประจำคนหนึ่งของเว็บไซต์ทอมดิสแพตช์ และมีบล็อกของเขาเองชื่อ Bracing Views (https://bracingviews.com/)

เชิงอรรถ

[1] http://www.tomdispatch.com/post/175314

[2] http://www.tomdispatch.com/blog/175493

[3] https://www.nbcnews.com/politics/national-security/trump-bypasses-congress-push-through-arms-sales-saudis-uae-n1010116

[4] https://news.antiwar.com/2019/05/23/us-made-saudi-warplanes-bombs-still-killing-many-civilians-in-yemen/

[5] http://www.tomdispatch.com/post/175883

[6] http://www.tomdispatch.com/post/174928

[7] https://bracingviews.com/2013/07/02/asymmetrical-warfare-its-real-meaning/

[8] https://www.cfr.org/blog/how-many-bombs-did-united-states-drop-2016

[9] https://www.newyorker.com/news/dispatch/a-year-after-the-end-of-isis-control-in-raqqa-a-ruined-city-looks-to-rebuild

[10] https://www.npr.org/2018/10/26/658142688/u-s-plan-to-stabilize-raqqa-and-stop-return-of-isis-doesnt-appear-to-be-working

[11] https://www.amnestyusa.org/press-releases/unprecedented-investigation-reveals-us-led-coalition-killed-more-than-1600-civilians-in-raqqa-death-trap/

[12] https://foreignpolicy.com/2019/05/16/without-saying-so-u-s-raises-the-stakes-in-afghanistan-from-the-air/

[13] https://www.commondreams.org/views/2019/05/10/alarming-rise-civilian-deaths-war-terror?cd-origin=rss

[14] https://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/in-southern-afghanistan-nato-airstrikes-kill-up-to-18-police-officers/2019/05/17/f99c7d44-78a8-11e9-a7bf-c8a43b84ee31_story.html

[15] https://www.nytimes.com/2019/03/10/us/politics/us-somalia-airstrikes-shabab.html

[16] https://www.businessinsider.com/trump-has-expanded-obamas-drone-war-to-shadow-war-zones-2018-11

[17]https://www.nytimes.com/interactive/2017/11/16/magazine/uncounted-civilian-casualties-iraq-airstrikes.html?_r=0

[18] https://bracingviews.com/2017/11/19/u-s-air-strikes-and-civilian-deaths-in-the-war-on-terror/

[19] http://www.tomdispatch.com/post/175665

[20] https://www.bbc.com/news/world-asia-37286520

[21] https://www.pennlive.com/projects/2014/agent-orange/

[22] https://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam_War_casualties

[23] https://en.wikipedia.org/wiki/Surgical_strike

[24] https://www.military.com/equipment/agm-114-hellfire

[25] https://bracingviews.com/2017/05/15/icons-of-american-militarism/

[26] https://www.nbcnews.com/news/world/numbers-afghanistan-are-not-good-n842651

[27] http://www.au.af.mil/au/awc/awcgate/afdc/afdd1-chap3.pdf

[28] http://www.thebigchilli.com/feature-stories/americas-secret-war-and-the-bombing-of-southeast-asia

[29] https://www.amazon.com/The-Limits-Air-Power-American/dp/0803264542

[30] https://en.wikipedia.org/wiki/Tomahawk_(missile)

[31] https://en.wikipedia.org/wiki/NATO_bombing_of_Yugoslavia

[32]https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_bombing_of_the_Chinese_embassy_in_Belgrade

[33] https://en.wikipedia.org/wiki/High-value_target

[34] https://en.wikipedia.org/wiki/Operation_Rolling_Thunder

[35] https://www.cnn.com/2018/01/16/politics/north-korea-lunatic-trump-b-52-bombers/index.html

[36] https://www.theamericanconservative.com/articles/is-america-ready-for-john-boltons-war-with-iran/

[37] https://www.duffelblog.com/2019/05/baby-boomer-jet-realizes-it-may-never-be-able-to-retire/

[38] https://bracingviews.com/2014/02/18/the-f-35-fighter-program-america-going-down-in-flames/

[39] https://www.reuters.com/article/us-lockheed-fighter/exclusive-u-s-sees-lifetime-cost-of-f-35-fighter-at-1-45-trillion-idUSBRE82S03L20120329

[40] http://www.tomdispatch.com/post/176431

[41] https://theintercept.com/2019/05/23/defense-spending-bill-senate

[42] http://www.titan-vision.com/pages/hot-topics/total-situational-awareness.html

[43] https://bracingviews.com/2014/07/12/global-reach-global-power-has-deep-roots-in-americas-past/

[44] https://en.wikipedia.org/wiki/Shock_and_awe

[45] http://www.tomdispatch.com/post/175883


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...