xs
xsm
sm
md
lg

รัฐมนตรีกลาโหมจีนประกาศพร้อม “สู้รบจนถึงที่สุด” กับอเมริกา

เผยแพร่:   โดย: ไซมอน รัฟนีน, รายงานจากสิงคโปร์

<i>รัฐมนตรีกลาโหม เว่ย เฟิ่งเหอ ของจีน กล่าวปราศรัยในเวทีประชุม แชงกรีลา ไดอะล็อก ที่สิงคโปร์ วันที่ 2 มิถุนายน </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

China’s Wei threatens ‘fight to the end’ with US
By Simon Roughneen, Singapore
02/06/2019

รัฐมนตรีกลาโหม เว่ย เฟิ่งเหอ ของจีน ประกาศกร้าวในเวทีประชุมความมั่นคงที่สิงคโปร์ว่า ประเทศของตนจะ “สู้รบจนถึงที่สุด” กับสหรัฐฯในการพิพาททางการค้าซึ่งกำลังขยายตัวบานปลายออกไปทุกทีของพวกเขา และจะ “ต่อสู้โดยทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง” เพื่อนำเอาไต้หวันมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแผ่นดินใหญ่ พร้อมกับยืนกรานการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของปักกิ่ง

เจ้าหน้าที่ระดับท็อปทางด้านความมั่นคงของจีน ประกาศอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ถึงจุดยืนด้านกลาโหมอันไม่มีการประนีประนอมอ่อนข้อของประเทศของตนว่าด้วยทะเลจีนใต้ซึ่งกำลังมีการแข่งขันช่วงชิงกันอยู่ในเวลานี้ อีกทั้งยังข่มขู่คุกคามที่จะบุกเข้ายึดไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งมองว่าเป็นมณฑลกบฎของตน ระหว่างที่เขาไปกล่าวปราศรัย ณ การประชุมระดับสูงทางด้านความมั่นคงซึ่งจัดขึ้นที่สิงคโปร์

“การสร้างสิ่งปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขึ้นมาบนดินแดนของตนเองย่อมไม่ใช่การเพิ่มแสนยานุภาพทางทหาร” พลเอก เว่ย เฟิ่งเหอ (Wei Fenghe ผู้เขียน ไซมอน รัฟนีน ระบุว่า นายพลผู้นี้มียศพลโท Lieutenant General แต่ถ้าดูจากการจัดชั้นยศนายทหารของสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว นายพลผู้นี้มียศพลเอก ถึงแม้ติดดาวบนบ่าเพียงข้างละ 3 ดวงก็ตามที ดูเพิ่มเติมได้ที่https://en.wikipedia.org/wiki/Jiang_(rank) -ผู้แปล) รัฐมนตรีกลาโหมของจีน [1] กล่าว ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ว่าจีนได้นำเอาเกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้มาใช้งานทางการทหารและเพิ่มแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพสำหรับการเข้าควบคุมสิ่งที่สหรัฐฯและชาติอื่นๆ ถือว่าเป็นน่านน้ำระหว่างประเทศ

เว่ยยังกล่าวเตือนด้วยว่า จีนจะ “สู้รบจนถึงที่สุด” กับสหรัฐฯในการพิพาททางการค้าซึ่งกำลังขยายตัวบานปลายออกไปทุกทีของพวกเขา และจะ “ต่อสู้โดยทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง” เพื่อนำเอาไต้หวันมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแผ่นดินใหญ่ ทั้งนี้หลังจากในช่วงหลังๆ มานี้สหรัฐฯได้เพิ่มพูนยกระดับความสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ของตนซึ่งให้แก่เกาะที่มีการปกครองตนเองแห่งนี้ และสร้างความหงุดหงิดขุ่นเคืองให้แก่ปักกิ่งเป็นอย่างมาก

“ความพยายามใดๆ ก็ตามทีที่จะแบ่งแยกจีนนั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ การแทรกแซงใดๆ ก็ตามทีในปัญหาไต้หวันมีแต่จะเดินไปสู่ความล้มเหลวเท่านั้น” นี่เป็นคำสำทับของเว่ย ซึ่งแต่งกายในชุดเครื่องแบบพลเอกแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ขณะขึ้นกล่าวปราศรัย

เว่ยพูดเรื่องนี้ ณ เวทีประชุม “แชงกรีลา ไดอะล็อก” (Shangri-La Dialogue) เวทีแสดงความคิดเห็นด้านกลาโหมชั้นนำของเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่สิงคโปร์ โดยเจ้าภาพคือ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อยุทธศาสตร์ศึกษา (International Institute for Strategic Studies ใช้อักษรย่อว่า IISS) องค์การคลังความคิด (think tank) ที่ตั้งฐานอยู่ในอังกฤษซึ่งมีชื่อเสียงเก่าแก่ยาวนาน

เกี่ยวกับทะเลจีนใต้ สหรัฐฯกล่าวอ้างว่า การที่จีนเพิ่มการถมทะเลสร้างเกาะเทียมและปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางการทหารต่างๆ บนเกาะเหล่านั้นในระยะไม่กี่ปีหลังมานี้ คือ “ความพยายามที่จะเข้าควบคุมในทางพฤตินัยเหนือดินแดนต่างๆ ที่ยังมีข้อพิพาทช่วงชิงอยู่กับชาติอื่นๆ” เอกสารว่าด้วยยุทธศาสตณ์อินโด-แปซิฟิกฉบับใหม่ของกระทรวงกลาโหมอเมริกัน (เพนตากอน) ซึ่งนำออกมาเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (1 มิ.ย.) ระบุ

เอกสารฉบับใหม่นี้ กล่าวย้ำอีกครั้งถึงข้อกล่าวหาของสหรัฐฯที่ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้ตระบัดสัตย์ไม่ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในเรื่องไม่เพิ่มแสนยานุภาพทางทหารในทะเลจีนใต้ ซึ่งปักกิ่งกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์แบบกวาดเรียบเป็นพื้นที่กว้างขวาง และทับซ้อนกับดินแดนน่านน้ำซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์โดยหลายชาติเพื่อนบ้านอย่างเช่นฟิลิปปินส์และเวียดนาม

สหรัฐฯมองว่าการที่จีนกำลังเพิ่มแสนยานุภาพทางการทหารในน่านน้ำแถบนี้ คือภัยคุกคามต่อเส้นทางการค้าอันสำคัญยิ่งยวด ซึ่งมีเรือสินค้าถึงประมาณหนึ่งในสามของโลกผ่านไปมาในแต่ละปี

ตั้งแต่กลางปี 2016 สหรัฐฯได้เพิ่มทวีกิจกรรมทางทหารของตนที่เรียกชื่อว่า การปฏิบัติการสำแดงเสรีภาพในการเดินเรือ (freedom of navigation operation ใช้อักษรย่อว่า FONOP) ในทะเลจีนใต้ รวมแล้ว 15 ครั้ง โดยเป็นการนำเอาเรือรบของตนเข้ามาแล่นเฉียดใกล้เกาะแก่งแนวปะการังต่างๆ ซึ่งจีนอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนโต้แย้งกับชาติอื่นๆ ทั้งในเครือข่ายกลุ่มเกาะสแปรตลีย์ และเครือข่ายกลุ่มเกาะสพาราเซล ตลอดจนดินแดนที่จีน “ถมทะเลสร้างเป็นเกาะขึ้นมา” รอบๆ แนวปะการัง มิสชีฟ รีฟ (Mischief Reef) ซึ่งทรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์

เมื่อวันเสาร์ (1 มิ.ย.) รักษาการรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แพทริก แชนาแฮน (Patrick Shanahan) ระบุในคำปราศรัยที่เวทีประชุมเดียวกันนี้ว่า สหรัฐฯจะไม่ “เกรงอกเกรงใจ” ต่อพฤติกรรมของจีนในพื้นที่น่านน้ำทางทะเลต่างๆ และประณามติเตียนถึงกิจกรรมต่างๆ ที่อเมริกันเห็นว่าเป็นการยั่วยุของฝ่ายจีน พร้อมกับบอกว่ากิจกรรมยั่วยุเหล่านี้จักต้องยุติลง

ในการตอบโต้ลักษณะตาต่อตา ฟันต่อฟัน เว่ยพูดในวันอาทิตย์ (2 มิ.ย.) ว่า “เป็นสิทธิอันถูกต้องชอบธรรมของรัฐอธิปไตยหนึ่งๆ ที่จะดำเนินการก่อสร้าง” ในดินแดนของตนเอง และบรรยายถึงสิ่งปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เกาะเหล่านี้ว่าเป็น “การป้องกันตัวเอง” เพื่อต้านทานการปฏิบัติการทางนาวีของสหรัฐฯ ซึ่งปักกิ่งมองเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่มีความถูกต้องชอบธรรม และละเมิดอธิปไตยของตน

“บางประเทศจากภายนอกภูมิภาคนี้ เข้ามายังทะเลจีนใต้เพื่ออวดเบ่งกล้ามในนามของการสำแดงเสรีภาพทางการเดินเรือ” เว่ยกล่าวด้วยภาษาถ้อยคำซึ่งแทบไม่ได้ปิดบังเลยว่ากำลังหมายถึงสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ (1 มิ.ย.) แชนาแฮนก็ได้ใช้ภาษาถ้อยคำที่แทบไม่ได้ปิดบังเลยว่ากำลังกล่าวหาจีนมาแล้วเช่นกัน โดยบอกว่ามีประเทศซึ่งเขาไม่ได้เอ่ยนาม “ติดตั้งประจำการระบบอาวุธอันก้าวหน้าเพื่อเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารในพื้นที่พิพาทต่างๆ” และเตือนด้วยว่า การกระทำเช่นนี้จะทำให้บางประเทศ “ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติซึ่งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (exclusive economic zone) ของพวกตนได้”

เวียดนามกับฟิลิปปินส์น่าที่จะอยู่ในหมู่ประเทศผู้อ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกับจีน ซึ่งแชนาแฮนกำลังกล่าวเน้นย้ำอยู่ โดยที่รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ เดลฟิน ลอเรนซานา (Secretary Delfin Lorenzana) ได้พูดถึงเสรีภาพในการเดินเรือ ว่าเป็น “สิ่งจำเป็นที่ไม่อาจขาดหายไปได้” และบอกด้วยว่า ฟิลิปปินส์ซึ่งจวบจนถึงบัดนี้ยังคงใช้ท่าทีปฏิเสธไม่ติดตามเร่งรัดให้เกิดผลตามที่ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ตัดสินเมื่อปี 2016 ให้แดนตากาล็อกเป็นฝ่ายชนะในคดีฟ้องร้องจีนเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ นั้น สนับสนุนเรื่องการสำแดงเสรีภาพทางการเดินเรือที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นำในทะเลแห่งนี้

“ไม่ควรมีมหาอำนาจหนึ่งมหาอำนาจใดดำเนินการควบคุมตามอำเภอใจฝ่ายเดียวเหนือน่านน้ำระหว่างประเทศที่ทรงความสำคัญยิ่งยวดทั้งหลาย” เขากล่าว

แต่จีนนั้นมีทัศนะว่า การสนับสนุนเรื่องการสำแดงเสรีภาพในการเดินเรือ ก็คือการเลือกข้างโดยปริยาย “จีนไม่ได้บังคับฝ่ายต่างๆ ในทะเลจีนใต้ให้ต้องเลือกข้าง มันเป็นสหรัฐฯต่างหากซึ่งกำลังบังคับให้พวกเขาต้องทำเช่นนี้ ด้วยการบีบบังคับให้พวกเขาให้ร่วมการสำแดงเสรีภาพในการเดินเรือ” นี่เป็นคำกล่าวของ พันเอกอาวุโส โป๋ โจว (Senior Colonel Bo Zhou) เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมจีน ณ เวทีประชุมที่สิงคโปร์ครั้งนี้

ทั้งฟิลิปปินส์และเวียดนามต่างก็เคยเขยิบเข้าใกล้การสู้รบขัดแย้งกับจีน สืบเนื่องจากการอ้างสิทธิ์ในทะเลแห่งนี้ ทั้งสองประเทศต่างน่าที่จะ “รู้สึกกังวลใจจากการถูกมองว่ากำลังเลือกข้าง” ในขณะที่การพิพาทระหว่างสหรัฐฯกับจีนในเรื่องการค้าและเทคโนโลยีกำลังกระเพื่อมกระฉอกเข้าไปสู่กิจการทางการทหารด้วย นี่เป็นความคิดเห็นของ เล ฮอง เฮียป (Le Hong Hiep) แห่งสถาบันไอเซียส-ยูโซฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ในสิงคโปร์

เขากล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ฟิลิปปินส์กับเวียดนามรู้สึกวิตกก็คือ ความเป็นปรปักษ์กันระหว่างจีนกับสหรัฐฯจะทำให้ข้อพิพาทเรื่องทะเลจีนใต้ยิ่งลงลึก จนอาจจะกลายเป็น “ยุทธบริเวณ” (theater) แห่งหนึ่งไปเลย และบังคับให้ประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต้องเลือกข้าง เลบอกว่าสถานการณ์ดังกล่าวนี้จะ “ทำให้เป็นเรื่องลำบากสำหรับรัฐผู้อ้างกรรมสิทธิ์ซึ่งมีขนาดเล็กและขนาดกลางทั้งหลาย ในการบริหารจัดการประเด็นปัญหานี้”

ทางด้านรัฐมนตรีกลาโหม ลอเรนซานา ของฟิลิปปินส์ ก็กล่าวว่า จากการที่ 2 มหาอำนาจยิ่งใหญ่ที่ติดอาวุธเพียบพร้อมและมีความเป็นปรปักษ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดความไม่ลงรอยกันเหนือทะเลจีนใต้ จนกระทั่งเวลานี้ดูเหมือนกับเคลื่อนเข้าถึงจุดที่ต่างฝ่ายต่างพูดโดยไม่สนใจวาจาของอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิด “การเดินละเมอเข้าสู่สงครามความขัดแย้งทำนองเดียวกับสงครามโลกครั้งที่ 1”

จีนกับสมาคมอาเซียนซึ่งทั้งฟิลิปปินส์และเวียดนามต่างเป็นสมาชิก กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากัน เพื่อจัดทำ “แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Code of Conduct for the South China Sea ใช้อักษรย่อว่า COC)

รัฐมนตรีกลาโหม นายพล โง ซวน ลิก (General Ngo Xuan Lich) ของเวียดนาม กล่าวต่อเวทีประชุมเมื่อวันอาทิตย์ (2 มิ.ย.) ว่า เขาได้พบปะหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมจีนที่สิงคโปร์ และทั้งสองฝ่าย “เห็นพ้องกันว่า เวียดนามกับจีนมีความแตกต่างกันในเรื่องทะเลตะวันออก (East Sea)” ทั้งนี้เขาใช้คำเรียกขานทางภูมิศาสตร์ของฝ่ายเวียดนามในการเรียกทะเลจีนใต้

กระนั้นก็ตามที เวียดนามยังคงหวังที่จะ “มีข้อสรุปโดยเร็วเกี่ยวกับ COC ที่มีความหมาย” ลิก กล่าว

อย่างไรก็ดี ลิกดูเหมือนจะพูดอย่างอ้อมๆ ในเรื่องจุดยืนที่ยังไม่อาจรอมชอมกับได้ระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์กัน และความยากลำบากที่รัฐผู้อ้างกรรมสิทธิ์ทั้งหลายจะสามารถทำข้อตกลงกันได้ เมื่อเขากล่าวว่า “จีนจำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายามยิ่งกว่านี้อีกมาก” ในการเจรจาเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติ

การให้คำแนะนำของลิกเช่นนี้ เป็นการก้องสะท้อนข้อสังเกตที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ได้พูดเอาไว้ที่กรุงโตเกียวเมื่อวันศุกร์ (31 พ.ค.) ซึ่งเขาตั้งคำถามต่อการที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ และรบเร้าปักกิ่งออกแรงช่วยทำแนวปฏิบัติให้สำเร็จเสร็จสิ้น

“ยิ่งใช้เวลาในการจัดทำยาวออกไปเท่าใด” ก็มีโอกาสใหญ่หลวงขึ้นเท่านั้นที่ทะเลจีนใต้จะกลายเป็น “จุดปะทุของความยุ่งยากอลหม่าน” ดูเตอร์เต กล่าวเตือน
<i>พลเอก เว่ย เฟิ่งเหอ รัฐมนตรีกลาโหมของจีน วัทยาหัตถ์ก่อนขึ้นกล่าวปราศรัยในวันที่ 2 มิถุนายน </i>
หมายเหตุผู้แปล

[1] ประวัติย่อของ เว่ย เฟิ่งเหอ จากข้อมูลของกระทรวงกลาโหมจีนและของวิกีพีเดีย:
เว่ย เฟิ่งเหอ เกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1954 ที่อำเภอฉือผิง เมืองเหลียวเฉิง ของมณฑลซานตง ทางภาคตะวันออกของจีน เขาเข้าร่วมกองทัพปลดแอกประชาชนจีนในเดือนธันวาคม 1970 ขณะอายุ 16 ปี และเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนมกราคม 1972 เขาสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA National Defense University ใช้อักษรย่อว่า NDU) ด้วยวิชาเอกทางด้านการบังคับบัญชาทางยุทธการแบบร่วมมือประสานงาน (coordinated operations command)

เขาสำเร็จการศึกษาขั้นหลังปริญญาตรีจากส่วนบัญชาการของวิทยาลัยกองบัญชาการปืนใหญ่ที่ 2 (the Second Artillery Command Academy's Command Department) ในปี 1984 และเข้าประจำการเป็นทหารในเหล่าปืนใหญ่ที่ 2 (the Second Artillery Corps) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพจรวดแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA Rocket Force) จนกระทั่งได้รับยศนายพล เว่ยขึ้นเป็นผู้บัญชาการของเหล่าปืนใหญ่ที่ 2 ในเดือนตุลาคม 2012 และได้เลื่อนยศเป็นพลเอกในเดือนพฤศจิกายน 2012 ก่อนหน้าที่จะขึ้นเป็นกองบัญชาการของเหล่าทหารปืนใหญ่ที่ 2 นั้น เว่ยเคยดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการใหญ่ ในกรมเสนาธิการใหญ่แห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นนายทหารที่มาจากเหล่าปืนใหญ่ที่ 2 คนแรกที่ก้าวถึงตำแหน่งนี้ นอกจากนั้นเว่ยยังเคยครองตำแหน่งเสนาธิการของเหล่าปืนใหญ่ที่ 2, ผู้ช่วยเสนาธิการเหล่าปืนใหญ่ที่ 2, ผู้บัญชาการค่ายที่ 53, เสนาธิการค่ายที่ 54, และตำแหน่งระดับผู้บังคับบัญชาอื่นๆ ในเหล่าปืนใหญ่ที่ 2

สำหรับตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาได้เป็นสมาชิกสำรองของคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 17 และสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 18

เว่ยได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม และมนตรีแห่งรัฐ (State Councilor) จากสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติชุดที่ 13 ในวันที่ 19 มีนาคม 2018 นอกจากนั้นยังมีตำแหน่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการการทหารส่วนกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Central Military Committee of the People's Republic of China)

(เรียบเรียงจากข้อมูลของกระทรวงกลาโหมจีน http://eng.mod.gov.cn/Ministry/index.htm และข้อมูลจากวิกีพีเดีย https://en.wikipedia.org/wiki/Wei_Fenghe)



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...