xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus: ‘ทรัมป์’ จัดหนักสั่งแบน ‘หัวเว่ย’ กูรูศก.เตือนเสี่ยงทุบหม้อข้าวตัวเอง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ส่อเค้าทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจใช้มาตรการแบน ‘หัวเว่ย’ บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่แดนมังกร หวังตัดวงจรธุรกิจและยับยั้งการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเทคโนโลยี 5G ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปฏิบัติการเล่นงานหัวเว่ยครั้งนี้จะทำให้บริษัทอเมริกันเองโดนลูกหลงอ่วมอรทัย และยังเป็นการยุให้จีนลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมไฮเทคเพื่อปลดแอกตัวเองจากซิลิคอนแวลลีย์

นอกจากจะสั่งรีดภาษีสินค้านำเข้าจีนอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. แล้ว ล่าสุด ทรัมป์ ได้เปิดแนวรบใหม่ด้วยการประกาศ ‘สถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ’ และใช้อำนาจประธานาธิบดีสั่งขึ้นบัญชีดำบริษัทต่างชาติที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็ได้สั่งห้ามบริษัทอเมริกันจำหน่ายหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีให้แก่หัวเว่ย

ต่อมาในวันที่ 19 พ.ค. ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ต ‘กูเกิล’ ก็ออกมารับลูกด้วยการประกาศตัดสัมพันธ์กับหัวเว่ย ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ของหัวเว่ยในอนาคตไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและบริการที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของกูเกิล เช่น จีเมล, กูเกิล แมปส์ และยูทูบ ส่วนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ก็จะใช้ได้เฉพาะเวอร์ชันโอเพนซอร์สเท่านั้น

ท่าทีดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกต่อทั้งผู้ใช้หัวเว่ยและบริษัทโทรคมนาคมในอเมริกา จนในที่สุดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ก็ต้องประกาศในวันจันทร์ (20) ว่าจะชะลอคำสั่งแบนหัวเว่ยออกไป 90 วัน เพื่อให้ผู้ดำเนินการระบบโทรคมนาคมของสหรัฐฯ ที่พึ่งพาอุปกรณ์หัวเว่ยได้มีเวลาปรับตัว โดยกระทรวงจะประเมินอีกครั้งว่าสมควรยืดเวลาผ่อนผันออกไปอีกหรือไม่

เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารหัวเว่ย แสดงท่าทีไม่สะทกสะท้านกับแผนสกัดดาวรุ่งของสหรัฐฯ โดยให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคาร (21) ว่าวอชิงตันประเมินความแข็งแกร่งของหัวเว่ย “ต่ำเกินไป” พร้อมยืนยันว่าบทลงโทษเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อโครงการพัฒนา 5G ซึ่งตนเชื่อว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้าจะยังไม่มีบริษัทไหนไล่ตามหัวเว่ยได้ทัน

เหริน ย้ำว่าสหรัฐฯ จะชะลอคำสั่งแบนหรือไม่ก็ไม่มีผล เนื่องจากหัวเว่ยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อยู่แล้ว

ในแง่ของชิ้นส่วนไฮเทค เหริน อธิบายว่าหัวเว่ยใช้ชิปครึ่งหนึ่งที่นำเข้าจากอเมริกา และอีกครึ่งบริษัทผลิตเอง ซึ่งแม้จะสามารถผลิตชิปได้มาตรฐานเดียวกับสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวเว่ยจะเลิกซื้อชิปอเมริกัน

ประชาคมข่าวกรองอเมริกันกล่าวหาหัวเว่ยว่าได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจีน และอ้างความเป็นไปได้ที่อุปกรณ์ของบริษัทนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสอดแนมของปักกิ่ง

อย่างไรก็ดี ผู้สังเกตการณ์มองว่าสหรัฐฯ หวังสกัดไม่ให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีมากกว่า ทั้งยังต้องการกดดันพันธมิตรยุโรปให้กีดกันหัวเว่ยออกจากโครงการพัฒนาเครือข่าย 5G ซึ่งก็เป็นเรื่องยาก เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีผู้พัฒนารายอื่นๆ ให้เป็นตัวเลือกมากนัก

รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยืนยันว่าคำสั่งแบนหัวเว่ยไม่เกี่ยวกับสงครามการค้า และสหรัฐฯ อาจเพิกถอนบทลงโทษหากหัวเว่ยยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะทิ้งหัวเว่ยไปหาสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นๆ หากปัญหาการกีดกันเทคโนโลยีไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งในระยะยาวจะทำให้หัวเว่ยสูญเสียบัลลังก์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลกให้กับคู่แข่งจากแดนอินทรีอย่าง ‘แอปเปิล’

ยักษ์ใหญ่ของจีนรายนี้ก้าวสู่ความเป็นดาวรุ่งในธุรกิจสมาร์ทโฟนด้วยยุทธศาสตร์การเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และผลิตโทรศัพท์ออกมามากมายหลายรุ่น ทั้งรุ่นราคาถูกสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เรื่อยไปจนถึงสมาร์ทโฟนพรีเมียมที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนในจีนและยุโรป

ด้วยสูตรสำเร็จดังกล่าวทำให้หัวเว่ยมียอดขายสมาร์ทโฟนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยส่งออกสมาร์ทโฟนไปจำหน่ายมากถึง 59 ล้านเครื่อง แซงหน้ายอดขาย ‘ไอโฟน’ เกือบ 23 ล้านเครื่อง ตามข้อมูลสถิติจากบริษัทวิจัยไอดีซี

กระนั้นก็ดี โครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทำให้หัวเว่ยยังจำเป็นต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างชาติ หนังสือพิมพ์นิกเกอิของญี่ปุ่นระบุว่าหัวเว่ยนำเข้าชิ้นส่วนไฮเทคจากต่างประเทศปีละราวๆ 67,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์สหรัฐฯ 11,000 ล้านดอลลาร์

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านอุตสาหกรรมไฮเทคจึงเตือนว่ามาตรการแบนหัวเว่ยอาจก่อผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่อบริษัทในสหรัฐฯ เอง โดยผู้ผลิตอเมริกันที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักสุด ได้แก่ ไมครอน เทคโนโลยีส์, ควอลคอมม์, คอร์โว และ สกายเวิร์คส์ โซลูชันส์ ซึ่งล้วนแต่มีหัวเว่ยเป็นลูกค้ารายใหญ่

สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (CompTIA) คาดการณ์ว่า หัวเว่ยซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลกอยู่แล้วอาจตอบโต้สหรัฐฯ โดยการหันไปผลิตไมโครโปรเซสเซอร์และชิ้นส่วนอื่นๆ ใช้เองในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ต้องการทำให้จีนกลายเป็นชาติที่พึ่งพาตนเองในทางเทคโนโลยีให้ได้ภายในปี 2025

อินฟอร์เมชัน เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชัน ฟาวน์เดชัน เผยแพร่รายงานเมื่อวันจันทร์ (20) ว่า มาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อาจทำให้บริษัทอเมริกันสูญเสียยอดส่งออกถึง 56,300 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 5 ปี และคุกคามการจ้างงานในอเมริกาถึง 74,000 ตำแหน่ง

CompTIA ชี้ว่า สหรัฐฯ มีตำแหน่งงานในภาคเทคโนโลยีที่ผูกโยงโดยตรงกับการส่งออกสินค้าไปจีนมากกว่า 52,000 ตำแหน่ง

ผู้ผลิตอเมริกันหลายรายยังสุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญมาตรการแก้แค้นจากปักกิ่ง โดยเฉพาะ ‘แอปเปิล’ ซึ่งใช้โรงงานจีนเป็นฐานผลิตไอโฟน อีกทั้งจีนก็ยังเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของแอปเปิลรองจากสหรัฐฯ ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามการค้าที่ลุกลามบานปลายยังอาจทำให้ผู้บริโภคจีนหันมาบอยค็อตต์สินค้าอเมริกัน

“จีนอาจใช้คำสั่งแบนหัวเว่ยมาปลุกเร้ากระแสชาตินิยม จนนำไปสู่การประท้วงต่อต้านแบรนด์เทคโนโลยีของสหรัฐฯ” CompTIA เตือน

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...