xs
xsm
sm
md
lg

Wrap Up: “กูเกิล” สนองนโยบาย “ทรัมป์” ตัดสัมพันธ์ “หัวเว่ย” กระทบหนักผู้ใช้สมาร์ทโฟนเบอร์ 1 จีนทั่วโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รอยเตอร์/เอเจนซีส์ – “กูเกิล” สนองนโยบาย “ทรัมป์” ประกาศในวันอาทิตย์ (19 พ.ค.) ตัดสัมพันธ์ “หัวเว่ย” ส่งผลให้ผู้ใช้อุปกรณ์หัวเว่ยไม่สามารถเข้าถึงบริการที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของกูเกิล เช่น จีเมล, กูเกิล แมป และยูทูปได้อีกต่อไป และหัวเว่ยจะใช้แอนดรอยด์ได้เฉพาะเวอร์ชันโอเพนซอร์สเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ผลิตชิปหลายแห่งของอเมริกายังระงับการทำธุรกิจกับบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่แดนมังกรแห่งนี้เช่นกัน ทางด้านหัวเว่ยเองประกาศเดินหน้าจัดหาอัปเดตโปรแกรมรักษาความปลอดภัยและบริการต่างๆ ให้ลูกค้า ขณะที่ปักกิ่งแถลงว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะให้การสนับสนุนบริษัทท้องถิ่นในการใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรม

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา (16) คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกิจกับบริษัทต่างชาติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งแม้ไม่ได้ระบุชื่อประเทศหรือบริษัท แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าหมายถึงหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ นอกจากนั้นในวันเดียวกันนั้น หัวเว่ยยังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ ห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกิจด้วยโดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าและมีผลบังคับใช้ทันที โดยการแบนดังกล่าวครอบคลุมการแลกเปลี่ยนแบ่งปันเทคโนโลยีด้วย

ในวันอาทิตย์ (19) โฆษกของกูเกิล บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ในเครือ “อัลฟาเบต”ของอเมริกา แถลงว่า บริษัทกำลังปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลและตรวจสอบผลสืบเนื่องต่างๆ ที่ตามมา

“สำหรับผู้ใช้บริการของเรา กูเกิล เพลย์ และการปกป้องความปลอดภัยจากกูเกิล เพลย์ โปรเท็กต์ จะยังคงทำงานในอุปกรณ์หัวเว่ยรุ่นปัจจุบัน” โฆษกกูเกิลแถลง

เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีทั้งหมด กูเกิลใช้วิธีร่วมมือโดยตรงกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเพื่อให้แน่ใจว่า ระบบของบริษัทสามารถใช้งานร่วมกันได้กับสมาร์ทโฟนเหล่านั้น

แต่เมื่อวอชิงตันมาตรการแบน ก็มีผลให้กูเกิลต้องระงับกิจกรรมธุรกิจกับหัวเว่ย ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งการถ่ายโอนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการทางเทคนิคที่ไม่ได้เปิดให้ใช้งานโดยทั่วไป เท่ากับว่า หัวเว่ยจะใช้ได้เฉพาะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชันโอเพนซอร์สเท่านั้น

จากการเปิดเผยของกูเกิล ปัจจุบันทั่วโลกมีอุปกรณ์ที่ใช้แอนดรอยด์ทั้งหมดราว 2,500 ล้านเครื่อง

แหล่งข่าวคนหนึ่งเผยว่า แอปกูเกิล เช่น จีเมล และแมปส์ จะยังคงใช้ได้บนโทรศัพท์หัวเว่ยอย่างน้อยในระยะแรก

แต่ขณะที่มาตรการแบนการแบ่งปันเทคโนโลยียังคงบังคับใช้ หัวเว่ยจะต้องเข้าถึงโปรแกรมอัพเดตซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมปรับปรุงการรักษาความปลอดภัย จากแอนดรอยด์ โอเพน ซอร์ส โปรเจ็กต์ (เอโอเอสพี) ซึ่งเป็นรหัสที่โปรแกรมเมอร์ภายนอกทั้งหมดสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงต้องจัดหาโปรแกรมอัพเดตให้แก่ผู้ใช้เอง

นอกจากนั้นกูเกิลจะระงับการจัดหาการเข้าถึงการสนับสนุนและการร่วมมือทางเทคนิคเกี่ยวกับแอปและบริการที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของบริษัทให้แก่หัวเว่ย

การระงับธุรกิจครั้งนี้ คาดกันว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยนอกประเทศ เนื่องจากบริษัทโทรคมนาคมเบอร์หนึ่งของจีนแห่งนี้จะไม่สามารถเข้าถึงโปรแกรมอัพเดตระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิลนับแต่บัดนี้ ขณะที่สมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นต่อๆ ไปที่รันแอนดรอยด์จะไม่สามารถเข้าถึงบริการยอดนิยมซึ่งรวมถึงกูเกิล เพลย์ สโตร์, จีเมล และยูทูป

แหล่งข่าวเพิ่มเติมว่า กูเกิลกำลังหารือเป็นการภายในเกี่ยวกับบริการที่เฉพาะเจาะจงที่จะได้รับผลกระทบจากการระงับธุรกิจกับหัวเว่ย ขณะที่ทนายความของหัวเว่ยกำลังศึกษาผลกระทบจากการขึ้นบัญชีดำ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังไม่สามารถติดต่อเพื่อขอความคิดเห็นจากหัวเว่ยได้

ในคืนวันอาทิตย์ สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่รู้เห็นความเคลื่อนไหวว่า ผู้ผลิตชิปของอเมริกา เช่น อินเทล, ควอลคอมม์, ซีลิงซ์ และบรอดคอม ได้แจ้งพนักงานว่าจะไม่จัดส่งซอฟต์แวร์และชิ้นส่วนสำคัญให้หัวเว่ยจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมต่อไป

อย่างไรก็ดี บริษัทชิปเหล่านี้ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้หัวเว่ยระบุว่า ได้เตรียมพร้อมแผนการฉุกเฉินด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองในกรณีที่ถูกห้ามใช้แอนดรอยด์ โดยเทคโนโลยีบางส่วนเหล่านี้มีการนำมาใช้แล้วในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในจีน

นอกจากนั้น ในการให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อิริก ซู ประธานกรรมการหัวเว่ยในขณะนั้น ยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการคาดการณ์ว่า บริษัทอเมริกันอาจดำเนินการตอบโต้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แอนดรอยด์ คอมมิวนิตี้ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการปิดกั้นหัวเว่ยจากการเข้าถึงใบอนุญาตแบบโอเพนซอร์ส

การดำเนินการของกูเกิลคาดว่าจะส่งผลน้อยมากในตลาดจีน เนื่องจากแอปบนมือถือของกูเกิลส่วนใหญ่ถูกแบน และมีแอปท้องถิ่นเป็นทางเลือก เช่น เทนเซ็นต์ และไป่ตู้

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในยุโรปซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของหัวเว่ย อาจได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากหัวเว่ยรับใบอนุญาตสำหรับบริการเหล่านั้นจากกูเกิลในยุโรป

เจฟฟ์ เบลเบอร์ รองประธานบริษัทวิจัย ซีซีเอส อินไซต์ ชี้ว่า แอปของกูเกิลสำคัญจำเป็นสำหรับการคงศักยภาพการแข่งขันของสมาร์ทโฟนในตลาดยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ

ไรอัน คูนต์ซ นักวิเคราะห์ของโรเซนแบลตต์ ซีเคียวริตี้ส์ มองว่า การที่หัวเว่ยพึ่งพิงเซมิคอนดักเตอร์ของอเมริกาอย่างมาก อาจทำให้บริษัทตกที่นั่งลำบาก และอาจถึงขั้นต้องชะลอแผนการสร้างเครือข่าย 5จีจนกว่าอเมริกาจะยกเลิกการแบน เท่ากับว่า ซัปพลายเออร์ชิ้นส่วนทั่วโลกหลายแห่งจะพลอยถูกหางเลขจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ครั้งนี้ไปด้วย

ในวันจันทร์ (20) โฆษกหัวเว่ยแถลงว่า บริษัทมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาและการเติบโตของแอนดรอยด์ทั่วโลก และยืนยันว่า จะยังคงจัดหาโปรแกรมอัพเดตระบบความปลอดภัยและบริการหลังการขายให้แก่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของหัวเว่ยที่มีอยู่ ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ขายไปแล้วและยังอยู่ในสต็อกทั่วโลก

“เราจะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก” แถลงการณ์ของหัวเว่ยระบุ

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยไม่ให้ระบุว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับสมาร์ทโฟนที่จะวางจำหน่ายในอนาคตซึ่งมีแนวโน้มว่า จะไม่สามารถเข้าถึงบริการยอดนิยมของกูเกิลอย่างยูทูบ จีเมล ฯลฯ นอกจากจะได้ใบอนุญาตพิเศษ

วันเดียวกัน ลู่ คัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า กระทรวงฯ รับทราบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกูเกิลแล้ว และกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสำทับว่า รัฐบาลจะให้การสนับสนุนบริษัทของจีนในการใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์อันชอบธรรม

แม้อุปกรณ์ในประเทศของหัวเว่ยไม่ได้ใช้แอปกูเกิล แต่เหตุการณ์นี้จะทำลายเสน่ห์ดึงดูดของแบรนด์ต่อผู้บริโภคในประเทศอื่นๆ อย่างรุนแรง

จากข้อมูลของบริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี ไอดีซี ปีที่ผ่านมาโทรศัพท์หัวเว่ยกว่าครึ่งของทั้งหมด 208 ล้านเครื่องถูกจัดส่งออกนอกจีน และยุโรปเป็นตลาดต่างแดนสำคัญที่สุดที่สมาร์ทโฟนหัวเว่ยครองส่วนแบ่งตลาดถึง 29%

นอกจากนั้นแม้เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี 5 จี และผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก แต่ด้วยโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หัวเว่ยจึงยังต้องพึ่งพิงซัปพลายเออร์ต่างชาติ โดยหนังสือพิมพ์นิกเกอิของญี่ปุ่นรายงานว่า หัวเว่ยจัดซื้อชิ้นส่วนต่างชาติปีละเป็นมูลค่าถึง 67,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นชิ้นส่วนจากซัปพลายเออร์สหรัฐฯราว 11,000 ล้านดอลลาร์

ที่ผ่านมา หัวเว่ยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของวอชิงตันที่พยายามล็อบบี้พันธมิตรให้กีดกันบริษัทแห่งนี้จากการเข้าร่วมเครือข่าย 5 จี โดยขณะนี้ หน่วยงานต่างๆ ของอเมริกาได้รับคำสั่งห้ามซื้ออุปกรณ์หัวเว่ยแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18) เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) หัวเว่ย ได้กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนญี่ปุ่น ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ทำสิ่งใดที่ละเมิดกฎหมาย และว่า มาตรการของอเมริกาจะส่งผลเพียงจำกัดเท่านั้น โดยที่บริษัทมีการเตรียมตัวพรักพร้อมเพื่อรับมือสถานการณ์เช่นนี้


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...