xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus: ซาอุฯ โวย ‘เรือสินค้า-ท่อส่งน้ำมัน’ ถูกโจมตี ขณะสัมพันธ์ ‘มะกัน-อิหร่าน’ ตึงเครียดหนัก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เรือบรรทุกน้ำมันดิบ “อัมจาด” ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือสองลำของซาอุดีอาระเบียที่ถูกก่อวินาศกรรมนอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 12 พ.ค.
กบฏฮูตีในเยเมนซึ่งเป็นพลพรรคของอิหร่านส่งอากาศยานไร้คนขับโจมตีสถานีสูบน้ำมันในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 พ.ค.) และก่อนหน้านั้นเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียยังถูกลอบก่อวินาศกรรมที่นอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นับเป็นพัฒนาการอันตรายที่เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการปิดกั้นการส่งออกน้ำมันอิหร่านอย่างจริงจัง และเสริมแสนยานุภาพทางทหารในอ่าวเปอร์เซีย

เหตุโจมตีสถานีสูบน้ำมันซึ่งอยู่ห่างจากกรุงริยาดไปทางตะวันตกมากกว่า 320 กิโลเมตรและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำนอกชายฝั่งรัฐฟูไจราห์ (Fujairah) ของยูเออีทำให้หลายฝ่ายหวั่นวิตกว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังเดินไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร

ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มชาติผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ระบุว่า สถานีสูบน้ำมัน 2 แห่งตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้ายเมื่อเช้ามืดวันอังคาร (14) โดยสถานีทั้งสองตั้งอยู่บนแนวท่อส่งน้ำมันอีสต์เวสต์ ซึ่งสามารถลำเลียงน้ำมันจากจังหวัดตะวันออกสู่ท่าเรือริมทะเลแดงได้วันละประมาณ 5 ล้านบาร์เรล

ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง กบฏฮูตีในเยเมนได้ประกาศส่งโดรนไปโจมตีสถาบันสำคัญต่างๆ ในซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบโต้ที่ริยาดนำกลุ่มชาติพันธมิตรอาหรับทำสงครามรุกรานฝ่ายตน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยูเออีเผยว่าเรือสินค้า 4 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันอัมจาด (Amjad) และเรืออัลมาร์ซอเกาะห์ (Al Marzoqah) ของซาอุดีอาระเบีย ได้ถูกโจมตีใกล้ชายฝั่งรัฐฟูไจราห์เมื่อวันอาทิตย์ (12) แต่ไม่ได้กล่าวโทษว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

รัฐฟูไจราห์เป็นที่ตั้งท่าเรือขนส่งน้ำมันแห่งเดียวของยูเออีที่อยู่บนฝั่งทะเลอาระเบีย และไม่จำเป็นต้องผ่านเข้าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่รัฐอ่าวอาหรับส่วนใหญ่ต้องขนส่งน้ำมันผ่าน และถูกรัฐบาลอิหร่านขู่จะปิดเส้นทางหากเกิดการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ

คอลิด อัล-ฟาลิห์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุฯ แถลงว่า บริษัทน้ำมันอารัมโก (Aramco) ได้ปิดท่อส่งน้ำมันอีสต์เวสต์ชั่วคราวเพื่อประเมินความเสียหาย แต่ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบ

เขาย้ำว่าทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นการก่อการร้ายที่ “ไม่ได้มุ่งทำลายเพียงซาอุดีอาระเบียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอุปทานน้ำมันโลกและเศรษฐกิจโลกโดยรวม”

“เหตโจมตีเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์อีกครั้งว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับองค์กรก่อการร้าย ซึ่งรวมถึงพวกนักรบฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน”

พันธมิตรอาหรับที่นำโดยซาอุดีอาระเบียได้ทำสงครามกวาดล้างกบฏฮูตีในเยเมนมานานกว่า 4 ปี เพื่อที่จะคืนสถานะให้แก่รัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ ซึ่งความขัดแย้งนี้ถูกมองว่าเป็น “สงครามตัวแทน” ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน

แม้พวกฮูตีจะเคยใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีเมืองต่างๆ ของซาอุดีอาระเบียมาแล้วหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขากล้าลงมือโจมตีสถานีสูบน้ำมันของรัฐวิสาหกิจอารัมโก

หน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เชื่อว่า กลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนหรือทำงานให้อิหร่าน เช่น กบฏฮูตีในเยเมนหรือพวกนักรบชีอะห์ที่มีฐานในอิรัก น่าจะเป็นผู้โจมตีเรือสินค้านอกชายฝั่งยูเออีมากกว่าจะเป็นกองทัพอิหร่านทำเอง ขณะที่เตหะรานยังปฏิเสธความเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น "น่าเป็นห่วงและน่ากังวล" และเรียกร้องให้มีการสืบสวน
คอลิด อัล-ฟาลิห์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย
เหตุโจมตีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร และการเสริมกำลังทหารอเมริกันในตะวันออกกลาง

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้มีการส่งเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก 1 ลำ และชุดขีปนาวุธต่อต้านการโจมตีทางอากาศ “แพทริออต” ไปเสริมความแข็งแกร่งให้แก่หมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี และเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52 ซึ่งได้ออกเดินทางไปอ่าวเปอร์เซียก่อนหน้านี้ เพื่อสำแดงแสนยานุภาพต่อสิ่งที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อกำลังพลอเมริกาในตะวันออกกลาง

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สรายงานเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสหรัฐฯ กำลังหารือแผนส่งทหารอเมริกัน 120,000 นายไปตะวันออกกลาง ในกรณีทีอิหร่านเปิดฉากโจมตีหรือเร่งรัดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ทว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รีบออกมาเบรกกระแสข่าวดังกล่าว

“มันคือข่าวปลอม โอเคไหม? เรายังไม่มีแผนที่จะทำแบบนั้น แต่ถ้าเราทำ เราก็จะส่งทหารเข้าไปมากมายกว่านั้นหลายเท่า” ทรัมป์ บอกกับสื่อมวลชน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มทวีความตึงเครียดหนักขึ้น หลังจากอิหร่านประกาศเมื่อวันพุธที่ 8 พ.ค. ว่าจะเลิกจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์ตามที่ได้ตกลงเอาไว้กับกลุ่มชาติมหาอำนาจ P5+1 โดยอ้างว่าจำเป็นต้องตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเตหะราน

สหรัฐฯ พยายามทำให้ยอดส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงเป็นศูนย์ เพื่อบีบให้เตหะรานต้องยอมรับข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ที่เข้มงวดกว่าเดิม และเลิกให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธตัวแทนในภูมิภาค

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้สั่งอพยพเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่มีภารกิจฉุกเฉินออกจากสถานทูตในกรุงแบกแดดและสถานกงสุลในเมืองเออร์บิลของอิรักเมื่อวันพุธ (15) ซึ่งเป็นการตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่าน

อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ยืนยันว่า “จะไม่มีสงครามกับสหรัฐอเมริกา” แม้ความสัมพันธ์จะเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ย้ำว่าเตหะรานจะไม่เจรจากับวอชิงตันในเรื่องข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ปี 2015 อีก

นักการทูตอาวุโสชาวยุโรปคนหนึ่งเตือนว่า อิหร่านคงไม่ยอมจำนนต่อยุทธศาสตร์ ‘กดดันขั้นสูงสุด’ ของ ทรัมป์ ง่ายๆ และหากอิหร่านตัดสินใจเดินหน้าพัฒนานุกเต็มสูบ สหรัฐฯ อาจไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากใช้กำลังทหารเข้ายับยั้ง

“ทรัมป์ คิดจะเปิดสงครามกับอิหร่านในปีที่เขาจะต้องหาเสียงเลือกตั้งจริงๆ อย่างนั้นหรือ?” เขาตั้งคำถาม
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...