xs
xsm
sm
md
lg

บิ๊กทัพอากาศมะกันบอก เครื่องบินขับไล่ ‘สเตลธ์’ จี-20 ของจีน กำลังจะ ‘ออกปฏิบัติการจริง’ ได้แล้ว

เผยแพร่:   โดย: กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์

<i> เจ-20 เครื่องบินขับไล่สเตลธ์เจเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งก้าวหน้าล้ำยุคที่สุดของจีน </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

PLA J20 stealth fighters ‘operational soon’
By Asia Times staff
03/05/2019

ผู้บัญชาการกองกำลังทางอากาศภาคแปซิฟิกของสหรัฐฯแสดงความกังวลว่า เครื่องบินขับไล่เจเนอเรชั่นที่ 5 ใช้เทคโนโลยี “สเตลธ์” แบบ เจ-20 ของจีน น่าจะสามารถออก “ปฏิบัติการจริง” ได้ภายในปีนี้ นอกจากนั้นปักกิ่งยังกำลังทดสอบบินเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลแบบใหม่

ปักกิ่งอาจจะสามารถประกาศศักดาว่ามีกองบินเครื่องบินขับไล่เทคโนโลยีหลบหลีกเรดาร์ (สเตลธ์) ที่ออกปฏิบัติการได้จริงๆ เป็นกองบินแรกแล้ว โดยอย่างเร็วที่สุดก็ภายในปีนี้แหละ กองบินนี้น่าที่จะประกอบไปด้วย เครื่องบินขับไล่แบบ เจ-20 ที่จีนผลิตเอง นอกจากนั้นแล้ว จีนยังกำลังทดสอบบินเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลของตน นั่นคือแบบ เอช-20 ซึ่งจะมีศักยภาพในการลำเลียงอาวุธนิวเคลียร์ไปตลอดเส้นทางจนถึงที่มั่นด่านนอกของสหรัฐฯบนเกาะกวม หรือกระทั่งไปจนถึงฮาวาย

ข่าวนี้ปรากฏออกมาในรูปคำพูดคำแถลงเมื่อสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ของ พลอากาศเอก ชาร์ลส์ บราวน์ (Charles Brown) ผู้บัญชาการของกองบัญชาการกำลังทางอากาศภาคแปซิฟิก (US Pacific Air Forces) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย

บราวน์ บอกกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า เครื่องบินขับไล่แบบ เจ-20 ที่ใช้เทคโนโลยีสเตลธ์ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จะสามารถออกปฏิบัติการได้ในปีนี้ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่เขากล่าวว่า จะเป็นสัญญาณของ “ภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงยิ่งขึ้น ศักยภาพที่ใหญ่หลวงยิ่งขึ้น” ของจีนในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เขาบอกด้วยว่าสหรัฐฯจะตอบโต้เรื่องนี้ด้วยการเพิ่มเครื่องบิน เอฟ-35 เข้าประจำการมากขึ้น และด้วยการใช้วิธีการบินผ่านพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้งหลายอย่างเช่นทะเลจีนใต้ อย่างต่อเนื่องต่อไป

“ความรู้สึกของผมในเรื่องวิธีการปฏิบัติการของฝ่ายจีนก็คือ ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจะเดินหน้าขยายขอบเขตจากที่มีอยู่เดิมออกไปเรื่อยๆ เพื่อหยั่งเชิงว่ามีใครคนไหนพูดหรือทำอะไรบ้างหรือเปล่า แล้วถ้าคุณไม่ผลักดันกลับ พวกเขาก็จะขยายออกไปเช่นนี้เรื่อยๆ” บราวน์บอก พร้อมกับระบุด้วยว่า ในระยะหลังๆ มานี้ เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนได้สาธิตให้เห็นว่ามีความชื่นชอบเพิ่มมากขึ้นเหลือเกิน ในการบินให้ไกลออกไปจากน่านน้ำชายฝั่งทะเลของประเทศตนเอง

บราวน์ ซึ่งเป็นนักบินประสบการณ์เพียบโดยมีประวัติผ่านชั่วโมงบินมา 2,900 ชั่วโมง ในจำนวนนี้เป็นการบินในการสู้รบมากกว่า 130 ชั่วโมง อยู่ระหว่างเดินทางไปยังแถบอีสต์โคสต์ของสหรัฐฯ เพื่อถกเถียงอภิปรายร่วมกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชีย เกี่ยวกับความท้าทายต่างๆ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากองบัญชาการของเขา ทั้งนี้กองบัญชาการกำลังทางอากาศภาคแปซิฟิก มีฐานะเป็น 1 ในกองบัญชาการสำคัญ (Major Command ใช้อักษรย่อว่า MAJCOM) ของกองทัพอากาศอเมริกัน และก็เป็นกองบัญชาการของส่วนกำลังทางอากาศ ของกองบัญชาการทหารภาคพื้นอินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ (United States Indo-Pacific Command ใช้อักษรย่อว่า USINDOPACOM) ด้วย

ด้วยการมีเครื่องบิน เจ-20 ที่สามารถใช้ในการปฏิบัติการได้ ก็จะเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นอีกมากให้แก่กองกำลังทางอากาศของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียอยู่แล้ว ตามรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ (US Defense Intelligence Agency) กองทัพปลดแอกประชาชนจีนในปัจจุบันมีเครื่องบินมากกว่า 2,500 ลำ ในจำนวนนี้ 1,700 ลำเป็นเครื่องบินขับไล่สู้รบ, เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธวิธี, และเครื่องบินรบอเนกประสงค์ทางยุทธวิธีและเครื่องบินรบโจมตี

รายงานชิ้นเดียวกันนี้ไฮไลต์ว่า เจ-20 ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีความจำเป็น สำหรับกระบวนการก้าวสู่ความทันสมัยทางการทหารของปักกิ่ง โดยมุ่งที่จะอุดช่องว่างที่ยังถูกทิ้งห่างในเรื่องเครื่องบินขับไล่เจเนอเรชั่นที่ 5 ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอากาศยานของจีนกับ เอฟ-35 ของสหรัฐฯแล้ว ก็จะพบความด้อยกว่าในตลอดทุกๆ ด้าน เป็นต้นว่า คุณสมบัติในด้านการหลบหลีกเรดาร์, ระบบการบัญชาการและควบคุม, และการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์
<i>พลอากาศเอกชาร์ลส์ บราวน์ ผู้บัญชาการของกองบัญชาการกำลังทางอากาศภาคแปซิฟิกของสหรัฐฯ </i>
นอกจากเรื่อง เจ-20 แล้ว บราวน์กล่าวในการให้สัมภาษณ์แก่บลูมเบิร์กด้วยว่า จีนอยู่ในกระบวนการพัฒนาสิ่งที่เขาเรียกว่า “เครื่องบินทิ้งระเบิดเพื่อใช้ใน 2 วัตถุประสงค์” (dual-use bombers) ได้แก่ การมีศักยภาพที่จะนำหัวรบนิวเคลียร์ และอาวุธนำวิถี-แม่นยำที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ ไปทำลายเป้าหมาย

ความเห็นเช่นนี้ของบราวน์ อยู่ในแนวเดียวกับเสียงเตือนคล้ายๆ กันจากรักษาการรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แพทริก แชนาฮาน (Patrick Shanahan) ผู้ซึ่งในช่วงสัปดาห์เดียวกัน ได้กล่าวในการแถลงต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยกลาโหม ในคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (US House Appropriations Subcommittee on Defense) ว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลของจีน “จะทำให้จีนกลายเป็น 1 ในจำนวนเพียง 3 ชาติ” ซึ่ง “ครอบครองสมรรถนะด้านอาวุธนิวเคลียร์ 3 ประเภท ได้แก่ประเภทที่ตั้งฐานทางภาคพื้นดิน, ทางทะเล, และทางอากาศ”

ความได้เปรียบเชิงอสมมาตร

มีผู้เชี่ยวชาญบางคนยืนยันว่า แม้กระทั่งหลังจากกองทัพปลดแอกประชาชนจีนนำเอา เจ-20 เข้าใช้งานในการปฏิบัติการแล้ว สหรัฐฯจะยังคงรักษาความได้เปรียบ “เชิงอสมมาตร” (asymmetric advantage) เหนือชาติที่มีศักยภาพจะเป็นศัตรูทั้งหลายในย่านแปซิฟิกตะวันตกเอาไว้ต่อไป

“การที่เรานำเอาเทคโนโลยีเจเนอเรชั่นที่ 5 มาใช้งานนั้น มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับแพลตฟอร์มอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบเป็นตระกูลๆ ทีเดียว ... มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเครือข่าย และนี่ทำให้เรามีความได้เปรียบเชิงอสมมาตร ดังนั้นเมื่อผมได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องการเปรียบมวยกันระหว่าง เอฟ-35 กับ เจ-20 แล้ว ผมก็เห็นว่ามันแทบจะเป็นคำถามที่ไม่สมควรหยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันหรอก” พลอากาศเอก เดวิด โกลด์ฟีน (David Goldfein) ผู้บัญชาการทหารอากาศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เจ-20

ผู้สังเกตการณ์หลายรายเห็นพ้องด้วย ถึงความจำเป็นที่จะพิจารณาเรื่องการใช้งานในลักษณะเชิงระบบ ซึ่งกุญแจสำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยงให้เป็นเครือข่าย และการคำนวณตลอดจนการแชร์ข้อมูลสลับซับซ้อนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะเอาแต่เกาะแน่นอยู่กับเรื่องผลงานของเครื่องบินรบแต่ละลำ

เดฟ มาจุมดาร์ (Dave Majumdar) บรรณาธิการด้านการทหารของนิตยสาร เนชั่นแนล อินเทอเรสต์ (National Interest) ก็ชี้เอาไว้เช่นเดียวกันว่า ขณะที่ข้อมูลข่าวสารอันถูกต้องเกี่ยวกับ เจ-20 ยังคงขาดแคลนมีกันอยู่น้อยนิด แต่ก็มีเครื่องบ่งชี้หลายประการว่า อากาศยานจีนรุ่นนี้ได้รับการติดตั้งทั้ง เรดาร์แบบ phased array radar, ระบบทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง, และเซนเซอร์ electro-optical/infrared sensor ซึ่งก็คือคล้ายๆ กันในทางแนวความคิด กับสิ่งที่ถูกติดตั้งเอาไว้ในเครื่อง เอฟ-35 อย่างไรก็ดี เจ-20 น่าจะขาดแคลน “การหลอมรวมของเซนเซอร์” (sensor fusion) และการจัดวางเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพอย่างที่มีอยู่ใน เอฟ-22 หรือ เอฟ-35

เขากล่าวต่อไปอีกว่า เอฟ-22 และ เอฟ-35 ต่างมีดิสเพลย์ในห้องนักบิน ซึ่งแสดงข้อมูลข่าวสารที่ช่วยให้นักบินหลบหลีกข้าศึก ด้วยการทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงจากบรรดาพื้นที่ซึ่งพวกเขาอาจถูกตรวจจับได้และอาจถูกพัวพัวสู้รบ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ยังไม่มีใน เจ-20


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...