xs
xsm
sm
md
lg

‘จีน’บุกหนัก‘ยุโรป’และ‘ชาติอาหรับ’ ก่อนหน้าเวทีประชุม‘เส้นทางสายไหมใหม่’ปลายเม.ย.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เปเป้ เอสโคบาร์


(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

China’s road to a win-win ahead of BRI forum
By Pepe Escobar
19/04/2019

จีนเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในการชักชวนสนับสนุนให้ชาติยุโรปและชาติอาหรับเข้าร่วมใน “เส้นทางสายไหมใหม่” ก่อนหน้าการประชุมครั้งสำคัญว่าด้วยแผนการริเริ่มนี้ในตอนปลายเดือนเมษายน

กระแสโหมกระพือข่าวที่ระบุว่า เส้นทางสายไหมใหม่ (New Silk Roads) หรือ แผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative ใช้อักษรย่อว่า BRI) เป็นกับดักแห่งหนี้สินแบบจักรวรรดินิยมใหม่อันแสนฉ้อฉลขดในข้องอในกระดูก ซึ่งจัดสร้างขึ้นมาโดย “ภัยผิวเหลืองเวอร์ชั่น 2.0” (Yellow Peril 2.0) นั้น เป็นสิ่งที่เกินเลยความเป็นจริงไปไกลสุดกู่

ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก่อนจะถึงกำหนดจัดงานการประชุม BRI ฟอรั่มครั้งต่อไปในกรุงปักกิ่ง การสรุปทบทวนอย่างเร็วๆ ถึงสิ่งที่กำลังบังเกิดขึ้นในยุโรปและในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ บางทีอาจจะทำให้สามารถมองเห็นภาพและบังเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนเป็นอย่างดี

ภายหลังการประชุมซัมมิตจีน-สหภาพยุโรปครั้งที่ 21 ซึ่งประสบความสำเร็จมากในกรุงบรัสเซลส์ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.asiatimes.com/2019/04/article/eu-and-china-sign-a-mandate-of-trade-heaven/?_=4112778) เสร็จสิ้นลง ในทันทีหลังจากนั้นก็ต่อเนื่องด้วยการประชุม จีน-16+1 ครั้งที่ 8 ที่เมืองโบรฟนิก (Dubrovnik) ประเทศโครเอเชีย ซึ่งโฟกัสอยู่ที่บรรดาชาติในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก โดยที่เมื่อตอนปิดการประชุมลงก็เหมือนกับว่ามันกลายเป็นเวทีการหารือ จีน+17 ไปแล้ว เนื่องจากกรีซได้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดของเวทีประชุมนี้ ดังนั้นเวลานี้เราจึงมีรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป 12 ราย บวกกับชาติในแหลมบอลข่านอีก 5 ราย ซึ่งแสดงเจตจำนงเข้าผูกพันกับแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง และมีการเจรจาทำข้อตกลงทางธุรกิจในวงกว้างกว่านั้นอีกกับฝ่ายปักกิ่ง

การประกาศเจตจำนงผูกพันร่วมกันของ 17+1 (จีนกับอีก 17 ประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก) ซึ่งอยู่ในรูปของเอกสาร “แนวทางปฏิบัติแห่งดูโบรฟนิกเพื่อความร่วมมือกันระหว่างจีนกับบรรดาประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก (The Dubrovnik Guidelines for Cooperation between China and Central and Eastern European Countries) ซึ่งออกมาหลังการประชุมคราวนี้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chinaembassy.or.th/eng/zgyw/t1655224.htm) ควรต้องถือว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์แห่ง “ชัยชนะของทุกๆ ฝ่าย” (win-win) อยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว และทุกๆ คนต่างให้ความสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นแก่ ข้อตกลงการลงทุนอย่างรอบด้านอียู-จีน (EU-China Comprehensive Investment Agreement) ซึ่งบรัสเซลส์กับปักกิ่งได้ให้คำมั่นเรียบร้อยแล้วที่จะลงนามให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นสุดปี 2020

เรื่องสำคัญที่สุดซึ่งออกมาในคราวนี้ก็คือ นับตั้งแต่บัดนี้ไป 17+1 จะทำงานด้วยการร่วมมือประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบรัสเซลส์ ในการต่อเชื่อมกันด้านต่างๆ ทุกๆ ด้าน โดยรวมไปถึงด้านการค้าและภาษีศุลกากรด้วย การร่วมมือประสานงานเช่นนี้น่าจะสามารถลดทอนความหวาดกลัวอย่างกับพวกป่วยเป็นโรคหวาดระแวง ที่มีความหวั่นไหวกันว่าปักกิ่งมีความสนใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือมุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิด “การแบ่งแยกแล้วปกครอง” ขึ้นภายในสหภาพยุโรป

แน่นอนทีเดียว นอกเหนือจากที่จีนกำลังลงทุนอย่างมีพลังในการทำข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพยุโรป เพื่อคลายความหวั่นไหวของบรัสเซลส์ในเรื่องนี้แล้ว แดนมังกรยังกำลังเดินหน้ากระทำเรื่องที่ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญของตนเองอีกด้วย โดยที่พวกเขากำลังโฟกัสเป็นพิเศษไปที่กรีซและโครเอเชีย ขณะเดียวกันการเกี้ยวพาอิตาลี ภายหลังจากแดนมักกะโรนีลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง ก็ยังคงเดินหน้าไปอย่างไม่มีการอ่อนแรงลง (ดูเพิ่มเติมเรื่องการลงนามของอิตาลีได้ที่ https://www.asiatimes.com/2019/03/article/all-roads-lead-to-rome-for-xi/?_=3101431)

จากทะเลบอลติกจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรนียน –หรือพูดให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นก็คือจากเอสโตเนียจนถึงกรีซ— จีนดูเหมือนกับกำลังช่วยทำให้เกิดกลุ่มข้ามทะเล (Intermarium) ทางการค้าในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกกลุ่มใหม่ที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นมา ราวกับเป็นภาพสะท้อนในกระจกของกลุ่มข้ามทะเลอีกกลุ่มหนึ่งที่องค์การนาโต้ปรารถนาอย่างแรงกล้าเหลือเกินให้ก่อตั้งขึ้นมา โดยมุ่งให้ครอบคลุมอาณาบริเวณจากทะเลบอลติกถึงทะเลดำ และจะต้องเป็นกลุ่มซึ่งมุ่งต่อต้านรัสเซียอย่างแข็งขัน

หากมองดูอย่างเร็วๆ บนแผนที่ ก็จะเผยให้เห็นยุทธศาสตร์ของจีน นั่นคือ เส้นทางสายด่วนทั้งบกและทะเลระหว่างจีนกับยุโรป (China-Europe Land Sea Express Line) กำลังจะขยายต่อออกไปจากกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ (ท่าเรือไพรีอัส Pireus port ของเอเธนส์ เวลาอยู่ในความควบคุมของ คอสโค (COSCO ย่อมาจาก China Ocean Shipping Company บริษัทเดินสมุทรแห่งประเทศจีน) รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านการเดินเรือและโลจิสติกส์ของแดนมังกร ) โดยที่จะรุดหน้าไปยังเมืองฮัมบูร์ก (Hamburg) ในเยอรมนี ด้วยการผ่านไปทางกรุงสโกเปีย ของมาซิโดเนียเหนือ, กรุงเบลเกรด ของเซอร์เบีย, และกรุงบูดาเปสต์ ของฮังการี

บูดาเปสต์ถือเป็นชุมทางสำคัญ โดยที่มีทางหลวงสำคัญไม่ต่ำกว่า 7 สาย รุดหน้าจากที่นี่ต่อไปถึงทั่วทุกซอกทุกมุมของยุโรป

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเส้นทางสายระเบียงรวมยุโรป (Pan-European corridor) ซึ่งกำลังต่อเชื่อมเมืองบารี (Bari) ในอิตาลี ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังเมืองบาร์ (Bar) ในมอนเตเนโกร แล้วต่อไปอีกถึงกรุงเบลเกรด ของเซอร์เบีย และเมืองทิมิโซอารา (Timisoara) ในโรมาเนีย

สำหรับในตอนนี้ ท่าเรือไพรีอัส ในกรีซ อาจจะมีฐานะเป็นศูนย์โลจิสติกส์ระดับท็อปในย่านเมดิเตอร์เรเนียมของแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง ทว่าความสำคัญของมันในอนาคตข้างหน้าต้องขึ้นอยู่กับว่าการเชื่อมต่อด้วยทางรถไฟชั้นหนึ่งจากที่นี่ไปยังแหลมบอลข่าน และเชื่อมต่อไกลออกไปอีกกับพวกโครงสร้างพื้นฐานของยุโรปเหนือนั้น จะสำเร็จเสร็จสิ้นหรือไม่ ทั้งนี้ แผนบีของจีนก็คือ ไปลงทุนในท่าเรือของอิตาลีที่เมืองตรีเอสเต (Trieste) และ เจนัว (Genoa)

เนื่องจากยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเป็นดินแดนที่คร่อมอยู่ตรง “กลุ่มข้ามทะเล” (ระหว่างทะเลบอลติกกับทะเลดำ) ดังนั้นดินแดนนี้จึงไม่สามารถที่จะเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากมีฐานะความสำคัญลำดับต้นๆ ในทางยุทธศาสตร์สำหรับจีน และกำลังมีบทบาทอำนวยความสะดวกในการกระจายสินค้าจีนที่นำเข้ามา ต่อไปยังยุโรปเหนือ

คงไม่ต้องเอ่ยกันหรอกว่า การที่จีนไปลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกนั้น กำลังเป็นตัวชดเชยให้แก่ภาวะการลงทุนขาดแคลนไม่เพียงพออย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นของสหภาพยุโรปซึ่งโซซัดโซเซอยู่ตรงขอบของภาวะเศรษฐกิจถดถอย กระนั้นปริมาณการค้าในเวลานี้ระหว่าง 17+1 ยังคงน้อยกว่าราวๆ 10 เท่าตัวของการค้าระหว่างจีนกับอียู ขณะที่ทางด้านการลงทุน จีนเข้าไปลงทุนราวๆ 9,000 ล้านยูโรในอาณาบริเวณที่เป็น 16+1 เมื่อนับจนถึงปีที่แล้ว แต่การลงทุนของจีนในอียูทั้งหมดโดยรวมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้น ขึ้นไปจนถึงหลัก 280,000 ล้านยูโรทีเดียว

บีอาร์ไอกับโลกอาหรับ

ในแนวรบด้านเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เรื่องราวเช่นนี้โฟกัสอยู่ที่เวทีประชุมจีน-อาหรับว่าด้วยการปฏิรูปและการพัฒนาครั้งที่ 2 (2nd China-Arab Forum on Reform and Development) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

ปักกิ่งนั้นตัดสินใจที่จะตกลงทำดีลตามแผนการริเริ่มแถบและเส้นทางอย่างมากมายชนิดที่เรียกได้ว่าเทกระหน่ำ กับ 17 ชาติอาหรับ ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีทั้งอียิปต์, เลบานอน, และโอมาน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่เวทีประชุมของปีนี้ใช้ชื่อว่า “สร้างแถบและเส้นทาง แลกเปลี่ยนการพัฒนาและความเจริญมั่งคั่ง” (Share Development and Prosperity) นับถึงปี 2018 มีชาติอาหรับ 21 รายแล้วที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ BRI

ชาติเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หุ้นส่วนของ BRI เท่านั้น แต่ 12 รายในจำนวนนี้ยังก้าวต่อไปเพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับจีน และพวกเขาก็กำลังจะมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์หน้าเพื่อเข้าร่วมเวทีประชุมของแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง

คอลิล ตอวาดี (Khalil Thawadi) ผู้ช่วยเลขาธิการของสันนิบาตอาหรับ (Arab League) ชี้ว่า จีนในเวลานี้คือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกอาหรับ โดยมีมูลค่าการซื้อขายระหว่างกัน 190,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามตัวเลขข้อมูลในปี 2017 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่หาข้อมูลเรื่องนี้ได้

ในบรรดาชาติอาหรับเหล่านี้ กาตาร์เป็นกรณีที่น่าสนใจมาก ตามคำบอกเล่าของเทรดเดอร์แถบอ่าวเปอร์เซียหลายราย กาตาร์น่าจะเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติให้จีนสูงถึงราว 40% ของทั้งหมดที่แดนมังกรนำเข้าทีเดียว ขณะเดียวกัน กาตาร์ก็นำเข้าสินค้าจำนวนมากจากจีน โดยเดินทางออกมาจากเซี่ยงไฮ้และกว่างโจว ซึ่งจำนวนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทั้งหมดเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นดินแดนของเส้นทางสายไหมทางทะเลนั่นเอง

เกี่ยวกับแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง กาตาร์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับจีนในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว รวมทั้งยังเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งรายหนึ่งของธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asia Infrastructure Investment Bank ใช้อักษรย่อว่า AIIB) นอกจากนั้นกาตาร์ยังจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับสกุลเงินหยวน ซึ่งกำลังให้บริการไม่เฉพาะแค่ตะวันออกกลางโดยองค์รวมเท่านั้น หากแต่ยังไปถึงหลายๆ ส่วนของแอฟริกาเหนืออีกด้วย

นักวิเคราะห์ชาวรัสเซีย ดมิตริ ออร์ลอฟ (Dmitry Orlov) ชื่นชอบที่จะเปรียบเทียบสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐกิจในยุโรปในปัจจุบันว่าเหมือนๆ กับตุ๊กตาแม่ลูกดก มาโตรชก้า (matryoshka) ซึ่งเป็นตุ๊กตาแบบรัสเซียที่มีตุ๊กตาตัวเล็กกว่าเรียงซ้อนอยู่ข้างในหลายๆ ชั้น

สหรัฐฯนั้นเป็นเหมือนเปลือกนอกสุดที่แตกร้าวแล้ว ข้างในนั้น จะเป็นองค์การนาโต้ ซึ่งเป็นกองกำลังผู้ยึดครองในทางพฤตินัยที่เวลานี้ขยายเข้าประชิดพรมแดนรัสเซียแล้ว และถัดเข้าไปอีกชั้นหนึ่งคือสหภาพยุโรป –“เวทีสำหรับการพูดจาบ้าน้ำลายในทางการเมือง บวกด้วยระบบราชการที่กางแขนกางขาแผ่ออกไปกว้างขวางซึ่งคอยสำรอกกฎระเบียบกติกาต่างๆ ออกมามากมายท่วมท้น”

ผมเองได้คอยเฝ้าติดตามอียูและนาโต้อย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ในการสนทนากันใหม่อีกคำรบหนึ่งกับพวกนักการทูตในบรัสเซลส์นั้น ผมพบว่ามีปัจจัย 3 ประการที่เวลานี้กำลังปรากฏขึ้นมาให้เห็น ได้แก่ 1)ฝรั่งเศสกับเยอรมนีกำลังอภิปรายถกเถียงกันอย่างจริงจังในเรื่องการจัดตั้งกองทัพยุโรปขึ้นมา เพื่อจะได้กำจัดองค์การนาโต้ทิ้งไป, 2)ทุกๆ คนต่างรู้สึกเต็มกลืนกับลัทธิทำตามอำเภอใจฝ่ายเดียวของคณะบริหารทรัมป์, และ 3) ทุกๆ คนอาจจะค้นหาหนทางซึ่งจะ “ชนะด้วยกันทุกฝ่าย” เพื่อทำธุรกิจกับจีนเพิ่มมากขึ้น

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า ในการประชุมว่าด้วย BRI ที่ปักกิ่ง
<i>นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีน ขณะร่วมในการแถลงข่าวที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมซัมมิต สหภาพยุโรป-จีน </i>
หมายเหตุผู้แปล

[1] ข้อเขียนของเปเป้ เอสโคบาร์ เกี่ยวกับการประชุมซัมมิตจีน-สหภาพยุโรป ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีเนื้อหาดังนี้


อียูกับจีนเข้าร่วมสร้างสวรรค์ทางการค้า
โดย เปเป้ เอสโคบาร์

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

EU and China sign a Mandate of Trade Heaven
By Pepe Escobar
11/04/2019

ในการประชุมซัมมิตอียู-จีนเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปักกิ่งให้สัญญาที่จะจัดทำข้อตกลงซึ่งเปิดกว้างให้แก่การลงทุนจากยุโรปภายในปีหน้า รวมทั้งจะตัดลดการอุดหนุนที่ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของตนเอง ตลอดจนจะไม่มีการบังคับการถ่ายโอนเทคโนโลยี เวลาเดียวกันนั้นฝ่ายสหภาพยุโรปก็ให้คำมั่นสัญญาเรื่องเครือข่ายการคมนาคมขนส่งของอียูเอง

ระหว่างการประชุมซัมมิตสหภาพยุโรป-จีน ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มีประกายไฟแลบแปลบปลาบพลุ่งพล่านสะเทือนขวัญ แต่ถึงตอนท้ายแล้ว อียูกับจีนก็ใช้ความพยายามจนได้คำแถลงร่วมที่ทรงความสำคัญฉบับหนึ่งออกมาจากการพบปะหารือคราวนี้ โดยผู้ที่ร่วมกันลงนามได้แก่ หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน, ฌอง-โคลด จุงเกอร์ ประธานของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ที่เป็นองค์กรบริหารของอียู, และ โดนัลด์ ทุสก์ ประธานของคณะมนตรียุโรป (European Council) อันเป็นที่ประชุมของบรรดาผู้นำรัฐสมาชิกอียู (ดูรายละเอียดคำแถลงร่วมนี้ได้ที่ http://europa.eu/rapid/press-release_IP-19-2055_en.htm)

ในทางทฤษฎีแล้ว มีการทำความตกลงกันได้ในด้านต่างๆ ที่ค่อนข้างอ่อนไหวทีเดียวรวม 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ข้อตกลงการลงทุนอียู-จีนซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมซับซ้อนหลากหลาย โดยมีกำหนดที่จะลงนามกัน “ภายในสิ้นปีหน้า หรือก่อนหน้านั้น” ทั้งนี้ตามคำพูดของนายกฯหลี่ สำหรับด้านที่ 2 คือการที่ปักกิ่งตกลงรับพันธะผูกพันเพิ่มมากขึ้นในการกำจัดการอุดหนุนทางด้านอุตสาหกรรมและในการกำจัดเงื่อนไขข้อผูกมัดให้ต้องมีการถ่ายโอนเทคโนโลยี ส่วนด้านที่ 3 ได้แก่การเปิดตลาดจีนให้กว้างยิ่งขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังสำหรับการเข้าถึงของพวกบริษัทอียู

สหภาพยุโรปนั้นเป็นตลาดรวมซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และก็เป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ที่สุดในด้านการค้าของจีน เวลาเดียวกันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอียู ด้วยเหตุนี้ การประชุมซัมมิตอียู-จีนในวันที่ 9 เมษายน จึงเป็นการทำความตกลงกันที่มีความหมายจริงๆ ไม่เหมือนกับละครน้ำเน่าเบร็กซิตซึ่งยืดเยื้อกันไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น

ทางฝ่ายสหภาพยุโรปนั้นถอยห่างออกมาจากการเข้าสู่วงตรงกลางของการวางมาดเข้มแสดงท่า ดังเห็นได้จากการที่อียูไม่ได้แม้กระทั่งโจมตีเรียกขานจีนว่าเป็น “ปรปักษ์ในเชิงระบบ” –อย่างที่ระบุเอาไว้ในรายงานเรื่อง อียู-จีน: ทิศทางแนวโน้มทางยุทธศาสตร์ (EU-China: A Strategic Outlook) ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อไม่นานมานี้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.asiatimes.com/2019/03/article/eu-dilemma-how-to-deal-with-china/ หรือฉบับที่เก็บความเป็นภาษาไทยดูได้ที่เรื่อง ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ‘อียู’ เมื่อ‘จีน’มีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะ‘สหรัฐฯ’ก็เพิ่มแรงบีบคั้น https://mgronline.com/around/detail/9620000027940) นอกจากนั้นบรัสเซลส์ก็ไม่ได้มีการโยนข้อกล่าวหาเรื่องการค้า “ไม่เป็นธรรม” เข้าใส่ปักกิ่ง

สิ่งที่ทรงความสำคัญยิ่งยวดก็คือ บรัสเซลส์กับปักกิ่งดูเหมือนจะเข้ามีปฏิสัมพันธ์กันในท้ายที่สุดเสียที ในเรื่องการทำให้เกิดการเสริมส่งกันบางอย่างบางประการ ระหว่างเส้นทางสายไหมใหม่ (New Silk Roads) ซึ่งริเริ่มโดยจีน หรือที่เรียกชื่อกันอย่างเป็นทางการในเวลานี้ว่า แผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative ใช้อักษรย่อว่า BRI) กับโครงการการต่อเชื่อมยุโรปกับเอเชีย ของอียู (EU Connecting Europe and Asia project) ซึ่งเป็นอะไรที่คนทั่วไปไม่เคยได้ยินและดูเหมือนมีแต่พวกข้ารัฐการของอียูในกรุงบรัสเซลส์เท่านั้นที่รู้ว่าโครงการนี้มีอยู่จริงๆ โดยที่อย่างน้อยที่สุดในทางทฤษฎีแล้ว โครงการการต่อเชื่อมยุโรปกับเอเชีย ควรที่จะคืบหน้าไปด้วยการโยงใยต่อเชื่อมกับเครือข่ายการขนส่งทั่วยุโรป (Trans-European Transport Network) อันเป็นโครงการที่มุ่งให้ทั่วทั้งยุโรปมีการเชื่อมต่อกันทั้งด้วยทางรถไฟ, ถนน, และทางอากาศ (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โครงการการต่อเชื่อมยุโรปกับเอเชีย ได้ที่ http://europa.eu/rapid/press-release_MEMO-18-5804_en.htm)

พวกนักการทูตในบรัสเซลส์เอ่ยปากพูดแบบขอไม่ให้ระบุชื่อเสียงเรียงนามผู้ให้ข่าวว่า กว่าที่จะทำความตกลงกันและออกคำแถลงร่วมของการประชุมซัมมิตสหภาพยุโรป-จีนในคราวนี้ได้ หนทางก็ช่างวกวนขรุขระราวกับเป็นเส้นทางเดินในที่ราบสูงทิเบต พวกคณะผู้เจรจาของฝ่ายอียูถึงกับได้พยายามทดลองเดินผละออกจากโต๊ะเจรจาหารือ ถึงแม้ยังไม่ได้พูดจาต่อรองกับคณะผู้เจรจาของฝ่ายจีน จากการที่ปักกิ่งให้สัญญาเอาไว้มากมาย แต่ก็มักชะลอ “การปฏิรูปตลาด” ของแดนมังกรอยู่เรื่อยมา

มันดูราวกับว่า อียู –หรือในทางปฏิบัติก็คือ ฝรั่งเศส-เยอรมนี ซึ่งเป็น 2 คู่หูที่เป็นผู้นำของสหภาพยุโรป กำลังพยายามที่จะทำตามอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเลียนแบบวิธีใช้แรงกดดันแบบฮาร์ดคอร์เพื่อบีบคั้นให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนข้อ --ปรากฏว่ามันได้ผลเสียด้วย

ก่อนหน้าการประชุมซัมมิต ขณะที่ระดับเจ้าหน้าที่เตรียมการประชุมกำลังทำศึกกันอย่างโกรธเกรี้ยว ด้วยการที่แต่ละฝ่ายต่างเรียกร้องให้แก้ไขถ้อยคำในข้อตกลงและคำแถลงร่วม ตรงกันตรงนี้ ปรากฏว่า จาง หมิง (Zhang Ming) เอกอัครราชทูตจีนประจำอียู และก็เป็นหัวหน้าคณะผู้เจรจาฝ่ายจีน ได้ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ลบทิ้งแนวความคิดของอียูที่ระบุว่า จีนเป็น “ปรปักษ์ในเชิงระบบ” รายหนึ่ง ทั้งนี้มีการอ้างคำพูดของเขาที่พูดว่า “ในวัฒนธรรมจีนนั้น ปรปักษ์เป็นผู้ซึ่งมุ่งหมายหาทางอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง”

บรัสเซลส์เรียกร้องเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า การปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายใดๆ ก็ตามที ควรต้องได้รับการรับรองโดยอ้อมจากคณะผู้นำในปักกิ่ง –ซึ่งปรากฏว่าไม่ต้องใช้เวลาอะไรเลยก็มีความเข้าอกเข้าใจเป็นอันดีว่าทิศทางแนวโน้มในทางบวกจะให้ผลในทางภูมิเศรษฐกิจซึ่งทรงพลังขนาดไหน โดยเฉพาะเมื่อให้ภาพที่ตัดแย้งตรงกันข้ามกับสงครามการค้าซึ่งยังคงไม่ได้รับการคลี่คลายระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และนี่เองที่นำไปสู่การผ่าทางตันซึ่งในท้ายที่สุดก็ทำให้อียูถึงกับแทบสลบ เนื่องจากมีการออกตารางเวลาที่จริงจังชัดเจนเกี่ยวกับ “การปฏิรูปต่างๆ” ซึ่งเมื่อก่อนฝ่ายจีนเคยแต่ให้สัญญาเอาไว้อย่างลอยๆ

คำแถลงร่วมที่ออกมาในท้ายที่สุดนั้น อ่านดูแล้วช่างให้ความสดชื่นเหมือนกับอยู่ในสวนกุหลาบ โดยที่มีการใช้ถ้อยคำดังนี้: “ความมุ่งมาดปรารถนาในระดับสูง จะสะท้อนให้เห็นในเรื่องการเข้าถึงตลาดที่ได้รับการปรับปรุงยกระดับขึ้นมาอย่างมีสาระสำคัญ (และ) การกำจัดยกเลิกข้อเรียกร้องตลอดจนการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นไปในทางแบ่งแยกกีดดัน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบกระเทือนนักลงทุนต่างประเทศ” อย่างไรก็ดี ยังจะต้องติดตามกันต่อไปว่า ผลที่เป็นจริงจะออกมาอย่างไรกันบ้าง เพราะต้องไม่ลืมคำพังเพยของชาวตะวันตกที่ว่า ความชั่วร้ายนั้นซ่อมอยู่ในรายละเอียด

วิ่งฉิวต่อไปสู่การประชุม 16+1

จากทัศนะมุมมองของปักกิ่งนั้น ชัยชนะทางการค้าและทางการทูตอย่างพิเศษโดดเด่นครั้งนี้ เป็นการแผ้วถางเส้นทางอันราบรื่นเพื่อไปสู่การประชุมซัมมิตระหว่างจีนกับบรรดาชาติยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก 16 ราย หรือที่เรียกกันว่า 16+1 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเมืองโบรฟนิก (Dubrovnik) ประเทศโครเอเชียในวันที่ 12 เมษายน ทั้งนี้ในบรรดา 16 ชาติยุโรปเหล่านี้ มีอยู่ถึง 11 รายที่เป็นรัฐสมาชิกอียู ขณะที่อีก 5 รายที่เหลือเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก (Western Balkans)

ถึงแม้นายกฯหลี่พยายามย้ำแล้วย้ำอีกไม่ขาดสายว่า ผลประโยชน์อันหนักแน่นมั่นคงของจีนนั้นอยู่ที่สหภาพยุโรปต้องสามัคคีมีความเป็นเอกภาพกัน แต่ก็ยังมีคนซึ่งหวั่นไหวว่าหัวใจในวิธีการของฝ่ายจีน ยังคงเป็นการเดินหมากตามตำราพิชัยสงครามของซุนวู ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีเพลเยอร์อียูบางรายเฝ้าแต่บ่นอย่างไม่ขาดปากว่า จีนกำลังใช้ยุทธวิธี “แบ่งแยกแล้วปกครอง” กับสหภาพยุโรป

ลองใช้ทัศนะเช่นนี้มามองดูกรณีของโครเอเชียก็ได้ โครเอเชียนั้นจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับบริษัทหัวเว่ย เวลาเดียวกัน กิจการโครงสร้างพื้นฐานด้านรางรถไฟโครเอเชีย (Croatian Railway Infrastructure) กับกลุ่มวิศวกรรมเอ้อหยวนทางรถไฟจีน (China Railway Eryuan Engineering Group) ก็จะทำความตกลงกันเพื่อจัดสร้างระเบียงแห่งการขนส่งขึ้นมา เหล่านี้อาจแปลความได้ว่า การค้าจะดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ระหว่างจีนกับยุโรปกลางและพวกเมืองท่าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยผ่านสายทางคมนาคมต่อเชื่อมอย่างรวดเร็วซึ่งจีนจะจะสร้างขึ้นในกรีซ, อิตาลี, และโครเอเชีย

อย่างไรก็ดี ถึงแม้บรัสเซลส์จะค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ แต่ก็ไปจนถึงจุดหมายแน่ๆ มาถึงตอนนี้อียูตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะบูรณาการเข้ากับ 16+1 แท้ที่จริงแล้วพวกข้ารัฐการอียูในกรุงบรัสเซลส์ได้โอกาสตรวจสอบกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับร่างข้อตกลงต่างๆ ซึ่งกำหนดจะลงนามกันในซัมมิต 16+1 ที่เมืองโบรฟนิก เสียด้วยซ้ำ พวก 16 ชาติยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกนั้นไม่ได้เหมือนกับประเทศอย่างเช่นฝรั่งเศส พวกเขามีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมในแผนการริเริ่ม BRI –ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไรเลย เพราะ BRI กำลังกลายเป็นดาราของงานอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอิตาลีได้ลงนามในเอ็มโอยูเพื่อเข้าร่วมในโครงกางทางสายไหมใหม่ ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว

แม้กระทั่งในขณะที่อียูยังคงอ้อยสร้อยอยู่กับการออกแบบวางแผนเกี่ยวกับสิ่งซึ่งตนเองยังไม่สามารถมีได้ –อันได้แก่นโยบายด้านอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมรอบด้าน ปักกิ่งก็ไม่รอช้า กระโจนเข้ากดปุ่มที่จำเป็นต่างๆ กันแล้ว ทั้งเรื่อง การค้าเสรี, ลัทธิพหุภาคีนิยม, โลกาภิวัตน์ 2.0 –หรือกระทั่ง 3.0 หรือ 4.0 ปักกิ่งโดยสาระสำคัญแล้วไม่ได้หวาดกลัวเรื่องการแข่งขันกับพวกบริษัทกิจการของอียูแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทั้งนั้น แรงขับดันของปักกิ่งอยู่ที่การพยายามสร้างกิจการแชมเปี้ยนแห่งชาติขึ้นในทุกๆ ภาคอุตสาหกรรมและในทุกๆ ภาคที่อยู่เหนือขึ้นไปจากอุตสาหกรรม (post-industrial sector) รวมทั้งในภาคซึ่งทรงความสำคัญยิ่งยวดอย่าง 5จี และปัญญาประดิษฐ์ จุดสำคัญแห่งยุทธศาสตร์ของจีนนั้นไม่ใช่อยู่ที่สหรัฐฯ แต่คือการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับยุโรป ซึ่งมีโอกาสอันมากมายมหาศาลที่แดนมังกรจะสามารถได้รับทั้งเทคโนโลยีระดับเฟิร์สต์คลาสและการศึกษาระดับเฟิร์สต์คลาส ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความจริงที่ว่า ยุโรปนั้นเป็นจุดปลายปลายทางทรงอภิสิทธิ์ของแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง

การค่อยๆ มองเห็นการค่อยๆ รับรู้ จะทำให้มองเห็นถึงความเป็นจริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคณะผู้นำของปักกิ่ง มีความเข้าอกเข้าใจดีว่า เจ้าข้อตกลงระหว่างจีนกับอียูนี้ยังจะต้องเดินกันไปอีกไกล กว่าที่จะสามารถแสดงให้ระดับผู้นำของยุโรปมองเห็นว่า พวกเขากำลังรับมือกับอภิมหาอำนาจที่กำลังเกิดใหม่รายซึ่งมีความรับผิดชอบ ซึ่งมีการปฏิบัติที่แตกต่างตรงกันข้ามกับยุทธวิธีใช้ความเกรี้ยวกราดและการข่มขู่ที่แสดงให้เห็นอยู่โดยตลอด ในสงครามการค้าของสหรัฐฯ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...