xs
xsm
sm
md
lg

ศัตรูร่วมอย่าง‘อเมริกา’ ทำให้‘จีน-รัสเซีย’ยิ่งจับมือเป็นพันธมิตรกันทางนาวี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เบอร์ทิล ลินต์เนอร์

<i>นาวิกโยธินรัสเซียและจีนร่วมการซ้อมรบ “จอยต์ซี” ปี 2015 </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Eye on America China Russia flex naval muscles
By Bertil Lintner
06/04/2019

จีนกับรัสเซียกับเพิ่มพูนความพยายามในการร่วมมือกันเพื่อต่อสู้ทัดทานฐานะความเป็นเจ้าเหนือน่านน้ำต่างๆ ในเอเชียของสหรัฐฯ ถึงแม้ความบาดหมางและความระแวงสงสัยกันและกันของประเทศทั้งสองเองยังดำรงคงอยู่

เชียงใหม่ - การมีผลประโยชน์ร่วมกันและมีศัตรูร่วมตัวเดียวกัน สามารถทำให้คู่ปรปักษ์เก่าแก่เปลี่ยนมาเป็นพันธมิตรกันได้ --และนี่คือสิ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้นในน่านน้ำด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

กองทัพเรือของรัสเซียและกองทัพเรือของจีน ได้ทำการฝึกร่วมทางทะเลแบบทวิภาคีอย่างต่อเนื่องเป็นชุดนับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ภายใต้ชื่อรหัสเรียกขานว่า “จอยต์ซี” (Joint Sea) โดยที่กระทำกันในน่านน้ำต่างๆ ซึ่งอยู่ติดต่อกันหรืออยู่ใกล้เคียงกันของสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan), ทะเลโอค็อตสค์ (Sea of Okhotsk), ทะเลเหลือง (Yellow Sea), ทะเลจีนตะวันออก (East China Sea), และทะเลจีนใต้ (South China Sea) ทั้งนี้เหตุผลข้ออ้างที่บอกแก่ผู้คนทั่วไปก็คือเพื่อปรับปรุงยกระดับความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกันในด้านการจัดองค์กร นอกจากนั้นกองทัพเรือของประเทศทั้งสองยังได้ดำเนินฝึกร่วมในเรื่องการป้องกันเพื่อต่อสู้อากาศยานและต่อสู้เรือดำน้ำ ตลอดจนในเรื่องซึ่งกองทัพรัสเซียเรียกว่า การฝึก “ช่วยเหลือปลดปล่อยเรือที่ถูกโจรสลัดยึดเอาไว้”

อย่างไรก็ดี เหตุผลที่แท้จริงแล้วคือเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ เจมส์ บราวน์ (James Brown) อาจารย์ผู้หนึ่งของมหาวิทยาลัยเทมเพิล วิทยาเขตญี่ปุ่น (Temple University’s Japan Campus) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว กล่าวย้ำจุดนี้เอาไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งเขียนให้โครงการเพื่อการตื่นรู้ทางนาวี (Maritime Awareness Project) l1] ดังนี้: “จีนกับรัสเซียถูกบีบคั้นให้ต้องร่วมมือกันจากความตึงเครียดที่ต่างฝ่ายต่างมีอยู่กับสหรัฐฯ และด้วยเหตุนี้เอง การซ้อมรบทางนาวีเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์สำหรับการสาธิตให้เห็นถึงจุดยืนร่วมของพวกเขาในการต่อต้านคัดค้านแรงกดดันของสหรัฐฯ”

ความเป็นพันธมิตรทางนาวีระหว่างจีน-รัสเซียเช่นนี้ ยังพุ่งเป้าโดยตรงไปที่การต่อต้านคัดค้านญี่ปุ่น ผู้เป็นพันธมิตรอันใกล้ชิดของวอชิงตันอีกด้วย ขณะเดียวกันความร่วมมือกันอย่างแนบแน่นและเพิ่มพูนยิ่งขึ้นดังกล่าวนี้ของกองทัพเรือจีน-รัสเซีย ก็บังเกิดขึ้นในเวลาที่ความตึงเครียดแบบพหุภาคีกำลังระอุดุเดือดในทะเลจีนใต้ โดยที่จีนยืนกรานกล่าวอ้างสิทธิ์ต่างๆ ของตนด้วยความแข็งกร้าวในน่านน้ำทางทะเลที่พิพาทช่วงชิงอยู่กับพวกประเทศเพื่อนบ้าน

ความตึงเครียดในภูมิภาคแถบนี้ยังขยับขยายเข้าสู่ทะเลจีนตะวันออก ซึ่งรัสเซียแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตนเข้าข้างจีนมากกว่าญี่ปุ่น

บราวน์เขียนเอาไว้ว่า ในเดือนมิถุนายน 2016 เรือรัสเซีย 3 ลำได้แล่นเข้าสู่น่านน้ำรอบๆ กลุ่มเกาะเล็กๆ ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า เซงกากุ-โชโต (Senkaku-shoto) และเรียกขานกันในภาษาจีนว่า เตี้ยวอี๋ว์-เต่า (Diaoyu-dao) หลังจากนั้นไม่นาน เรือรบแบบเรือฟริเกตลำหนึ่งของจีนก็เข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวด้วย และเข้าสมทบชุมนุมกับหมู่เรือรัสเซียนี้ ซึ่งเรือลำหนึ่งเป็นเรือพิฆาต

นี่เป็นครั้งแรกที่เรือของกองทัพเรือจีนแล่นเข้าไปใกล้ เซงกากุ/เตี้ยวอี๋ว์ ถึงขนาดนี้ กลุ่มเกาะไม่มีผู้คนอาศัยที่ปักกิ่งกับโตเกียวพิพาทช่วงชิงกันอยู่แห่งนี้ ญี่ปุ่นเป็นผู้ที่กำลังควบคุมอยู่ มันจึงเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนต่อญี่ปุ่นว่า รัสเซียกับจีนเป็นพันธมิตรกัน และญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นคู่ปรปักษ์

ผู้สังเกตการณ์ทั้งหลายสามารถเปรียบเทียบเรื่องนี้ กับการพิพาทที่รัสเซียมีอยู่กับญี่ปุ่นในกรณีการกล่าวอ้างช่วงชิงกรรมสิทธิ์เหนือกลุ่มหมู่เกาะหลายๆ หมู่เกาะซึ่งตั้งเรียงรายอยู่ทางตอนเหนือของเกาะฮอกไกโด โดยที่กลุ่มหมู่เกาะเหล่านี้ได้ตกอยู่ในความควบคุมของรัสเซียนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่าญี่ปุ่นยังคงกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์อยู่บางส่วน และเรียกขานรู้จักกันในชื่อว่า “ดินแดนทางตอนเหนือ” (the Northern Territories)

เอกสารทางทหารของรัสเซียชิ้นหนึ่ง ซึ่งบราวน์นำมาอ้างอิงเอาไว้ในบทวิเคราะห์ของเขา ระบุอย่างเจาะจงว่า การเอ็กเซอร์ไซส์ประจำปีระหว่างกองทัพเรือจีน-รัสเซีย แต่ละครั้งจะมีเรือชั้นต่างๆ หลายหลากเข้าร่วมระหว่าง 10 ถึง 25 ลำ รวมทั้งยังสมทบด้วยเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์

การฝึกเหล่านี้กำกับดูแลโดยกองบัญชาการทหารร่วมระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นมาโดยให้อยู่ในจีนหรือรัสเซียสลับกันไป และเรื่องนี้ย่อมยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าความเป็นพันธมิตรของประเทศทั้งสองนี้มีความใกล้ชิดสนิทสนมแค่ไหนแล้วในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้

การฝึกร่วมทางทหารระหว่างจีน-รัสเซีย ยังไม่ได้จำกัดเฉพาะในทะเล เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว รัสเซียได้เปิดการซ้อมรบทางทหารครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของตนเท่าที่ได้เคยดำเนินการมา โดยมีกำลังทหารเข้าร่วม 300,000 คน ยานยนต์ทหาร 36,000 คัน เรือ 80 ลำ และอากาศยานทั้งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และโดรน 1,000 ลำ

ชื่อรหัสเรียกขานของการเอ็กเซอร์ไซส์เป็นเวลา 1 สัปดาห์คราวนั้น คือ “วอสต็อค 2018” (Vostok-2018) ซึ่งเป็นการบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่าง “วอสต็อค” เป็นภาษารัสเซียที่แปลว่า “ตะวันออก” และการซ้อมรบครั้งนั้นจีนส่งทหารมาเข้าร่วม 3,500 คน ขณะที่มองโกเลียก็เข้าร่วมเช่นกันด้วยการส่งกำลังทหารขนาดเล็กกว่านั้น นี่ถือเป็นครั้งแรกซึ่งจีนเข้ามีส่วนในการฝึกทางทหารครั้งใหญ่ของฝ่ายรัสเซียที่กระทำทางภาคพื้นดิน

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ไปตรวจเยี่ยมการซ้อมรบ “วอสต็อค 2018” ด้วย หลังจากเขาเป็นเจ้าภาพของฟอรั่มการประชุมพูดคุยทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศประจำปีที่เมืองวลาดิวอสต็อค เมืองเอกในดินแดนภาคตะวันออกไกลของรัสเซียแล้ว โดยที่ในเวทีการประชุมดังกล่าว แขกผู้มีเกียรติคนหนึ่งก็คือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เมื่อปีที่แล้วรัสเซียกับจีนไม่ได้มีการจัดฝึกร่วมประจำปี “จอยต์ซี” แต่ในเมื่อมีการซ้อมรบทางภาคพื้นดินขนาดมหึมาไปแล้วเช่นนี้ หากยังขืนจัดการฝึกร่วมทางทะเลขึ้นมาอีก ก็คงดูเป็นการสำแดงแสนยานุภาพทางทหารอย่างพร่ำเพรื่อเกินเหตุ
<i>กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จัดพิธีต้อนรับ ขณะเรือรบรัสเซียมาถึงท่าเรือเมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง ทางภาคใต้ของจีน (ภาพถ่ายเมื่อ 12 ก.ย. 2016) </i>
ภายหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายลงไปในปี 1991 กองเรือภาคแปซิฟิก (Pacific Fleet) ของรัสเซีย ซึ่งตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองวลาดิวอสต็อค ก็ตกอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากขาดไร้การซ่อมบำรุง และขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ ทั้งสำหรับเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธ (missile cruiser), เรือพิฆาต, ตลอดจนเรือดำน้ำทั้งที่ใช้เครื่องยนต์นิวเคลียร์และที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล-พลังงานไฟฟ้า

แต่ในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ พร้อมๆ กับที่รัสเซียฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากกองขี้เถ้าของสหภาพโซเวียตในอดีต หมู่เรือรบใหม่ๆ ก็ได้ถูกนำเข้าประจำการหรือกำลังจะนำเข้าประจำการในอนาคตที่วลาดิวอสต็อค เป็นต้นว่า เรือดำน้ำติดขีปนาวุธนำวิถี และเรือลาดตระเวนขนาดใหญ่

ในเดือนกันยายน 2016 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้สั่งต่อเรือดำน้ำใช้เครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้า ชั้นกิโล (Kilo-class) จำนวน 6 ลำ ที่อู่ต่อเรือแห่งกองทัพเรือ (Admiralty Shipyards) ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อนำเข้าประจำการในกองเรือแปซิฟิกที่ปรับปรุงยกระดับขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 28 มีนาคม 2019 เรือดำน้ำเหล่านี้ลำแรกก็ได้ถูกปล่อยลงน้ำ

จีนกับรัสเซียนั้นมีทัศนะความคิดเห็นร่วมกันในประเด็นทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแค่กรณีพิพาทช่วงชิงกรรมสิทธิ์หมู่เกาะกับญี่ปุ่นเท่านั้น

ตามข้อเขียนของ เอลิซาเบธ วิชนิค (Elizabeth Wishnick) ซึ่งเขียนให้แก่ สำนักงานแห่งชาติเพื่อการวิจัยเอเชีย (Nation Bureau of Asian Research) [2] ในเดือนมีนาคมปีนี้ ระบุว่า “วิกฤตการณ์นิวเคลียร์เกาหลีเหนือได้เร่งรัดให้เกิดความร่วมมือประสานกันงานกันระหว่างรัสเซียกับจีนอย่างชนิดไม่เคยปรากฏให้เห็นกันมาก่อน” และ “รัสเซียกับจีนยังเข้าร่วมในการซ้อมรบทางทหารหลายต่อหลายครั้งซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับวิกฤตการณ์นี้”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศทั้งสองต่างคัดค้านอย่างแรงกล้าต่อการนำเอาระบบต่อต้านขีปนาวุธนำวิถี เทอร์มินัล ไฮ อัลติจูด แอเรีย ดีเฟนซ์ (Terminal High Altitude Area Defense ใช้อักษรย่อว่า THAAD) ของอเมริกัน เข้าไปตั้งประจำการในเกาหลีใต้ ฝ่ายจีนนั้นเชื่อว่าระบบต่อสู้ขีปนาวุธนี้ ซึ่งมีระบบเรดาร์ที่เมื่อติดตั้งในเกาหลีใต้ จะสามารถสอดส่องครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ของจีน เป็นอาวุธที่มีเป้าหมายต่อต้านตนโดยตรง ไม่ใช่เกาหลีเหนืออย่างที่กรุงโซลระบุ

ระบบ THAAD อาจจะไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงใดๆ ต่อรัสเซีย เนื่องจากพวกสถานที่ตั้งทางทหารของแดนหมีขาวทั้งหลายนั้น ตั้งอยู่นอกขอบเขตทำการของเรดาร์ระบบต่อสู้ขีปนาวุธเมดอินยูเอสเอที่ประจำการในแดนโสมขาวนี้อยู่แล้ว แต่ข้อเขียนของวิชนิคก็ชี้ว่า ทั้งฝ่ายรัสเซียและฝ่ายจีน “ต่างคัดค้านมาตรการใดๆ ก็ตามที่จะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่การปรากฏตัวทางทหารของสหรัฐฯ” ในภูมิภาคแถบนี้

ทั้งรัสเซียและจีนต่างไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับจุดยืนของอเมริกาที่ดำเนินการแซงชั่นคว่ำบาตรอย่างแข็งกร้าวต่อเปียงยาง และต่างได้ใช้อำนาจวีโต้ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติของพวกตน ในการทำให้มาตรการลงโทษเหล่านี้บางอย่างบางประการ รวมทั้งในเรื่องการค้าของโสมแดงด้วย มีอันลดทอนน้ำหนักความเข้มข้นลงไป

ขณะที่ทั้งรัสเซียและจีนต่างแสดงความชื่นชอบให้มีเกาหลีเหนือที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์เฉกเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯเคลื่อนไหวเรียกร้อง แต่พวกเขาก็โต้แย้งด้วยเหมือนกันว่า อเมริกาเองควรที่จะต้องสนองตอบ ด้วยการระงับการร่วมซ้อมรบทางทหารกับเกาหลีใต้ ตลอดจนควรถอนระบบ THAAD ออกไปจากคาบสมุทรเกาหลี

ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯกำลังกล่าวหาว่า พวกบริษัทบังหน้าทั้งของรัสเซียและของจีน ได้ละเมิดมติแซงก์ชั่นโสมแดงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ด้วยการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้แก่การค้าแบบตลาดมืด และการทำธุรกรรมทางการเงินแบบผิดกฎหมาย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือให้เกาหลีเหนือยังอาจประคับประคองตัวเองได้ไม่ถึงกับล่มจม

แน่นอนทีเดียวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-รัสเซียในปัจจุบัน อยู่ในลักษณะที่ผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกันลงไปอย่างมากมายมหาศาล จากช่วงยุคการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของจีนในทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 เมื่อตอนที่ฝ่ายจีนได้ติดตั้งระบบลำโพงกระจายเสียงขนาดมหึมาขึ้นที่บริเวณฝั่งแม่น้ำอามูร์ (Amur River) ที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นกั้นชายแดนระหว่างจีนกับรัสเซีย

ลำโพงกระจายเสียงเหล่านั้นได้แผดร้องป่าวประกาศคำโฆษณาชวนเชื่อทุกวันๆ ละ 24 ชั่วโมง ซึ่งมีเนื้อหามุ่งต่อต้านคัดค้าน “นักลัทธิแก้โซเวียต” (Soviet revisionists) ที่ฝ่ายจีนอ้างว่าคือพวกผู้นำของโซเวียตที่ได้ทรยศแก้ไขหลักการต่างๆ ของลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนินไปแล้ว

ในเดือนมีนาคม 1969 ทั้งสองฝ่ายกระทั่งได้เข้าทำสงครามชายแดนกันเป็นระยะเวลาสั้นๆ สืบเนื่องจากข้อพิพาทช่วงชิงหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในแม่น้ำอามูร์ บริเวณใกล้ๆ เมือง คาบารอฟสค์ (Khabarovsk) จวบจนกระทั่งเวลาผ่านเลยไปจนถึงปี 1991 นั่นแหละ จีนกับรัสเซียจึงได้ลงนามในข้อตกลงพรมแดนระหว่างกัน ซึ่งแก้ไขคลี่คลายข้อพิพาททางดินแดนนี้ไปได้ กระนั้นปัญหาอื่นๆ ก็ยังคงดำรงคงอยู่ รวมทั้งการที่ผู้คนในท้องถิ่นแถบภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย มีความขุ่นเคืองไม่พอใจต่อการที่จีนกำลังเพิ่มการปรากฏตัวในบริเวณนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

พวกผู้อพยพชาวจีนทั้งที่เข้ามาอาศัยอยู่ชั่วคราวและพวกที่พำนักยาวนานกว่านั้น ได้เข้าครอบครองเศรษฐกิจของพื้นที่แถบนี้ไปเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของพ่อค้าแม่ค้า, ผู้ขุดค้นทรัพยากรแร่ธาตุและทำป่าไม้นำเอาไม้ซุงออกไป, หรือว่าเป็นนักลงทุนในโครงการก่อสร้างร่วมทุนต่างๆ ซึ่งให้สิทธิผลประโยชน์ต่างๆ แก่คนงานชาวจีนเหนือกว่าผู้ใช้แรงงานชาวรัสเซีย

ยังเป็นที่ทราบกันด้วยว่า พวกผู้ประกอบชาวจีนที่ถนัดทางทำธุรกิจใต้ดิน กำลังเป็นผู้ดำเนินกิจการไนต์คลับและสถานกาสิโนในเมืองใหญ่หลายๆ แห่งทางภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย จนกำลังก่อให้เกิดความกังวลใจขึ้นมาว่าแก๊งอาชญากรชาวจีนกำลังสามารถปักหลักปักฐานกันในพื้นที่แถบนี้แล้ว

ชาวจีนที่กำลังพำนักอยู่ในภาคตะวันออกไกลของรัสเซียเวลานี้มีจำนวนเท่าใดกันแน่ๆ นั้นไม่เป็นที่ทราบกัน ถึงแม้ชาวรัสเซียจำนวนมากมีความโน้มเอียงที่จะขยายขนาดขอบเขตของการอพยพของชาวจีนจนเกินเลยความเป็นจริงไป แต่กระนั้น ความหวาดกลัวของพวกเขาในเรื่องที่กำลังจะถูกประชากรอันมากมายมหาศาลของจีนบุกเข้ามาท่วมทับ ก็ไม่ใช่ถึงกับเป็นสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างสิ้นเชิง

ปัจจุบันมีชาวรัสเซียเพียงแค่ 8 ล้านคนเท่านั้นพำนักอาศัยอยู่ในเขตสหพันธ์ตะวันออกไกล (Far Eastern Federal District) [3] ซึ่งเป็นอาณาบริเวณขนาดมหึมาเกือบๆ 7 ล้านตารางกิโลเมตร ขณะที่มีประชาชนมากกว่า 100 ล้านคนพำนักอาศัยอยู่ในเนื้อที่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของเขตดังกล่าวนี้ เพียงแค่ข้ามชายแดนเข้าไปในมณฑลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 3 ของจีน อันได้แก่ จี้หลิน, เฮยหลงเจียง, และเหลียวหนิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักเรียกขานกันในชื่อว่า แมนจูเรีย (Manchuria)

ตามประวัติศาสตร์แล้ว เนื้อที่ผืนใหญ่ๆ หลายผืนของภาคตะวันออกไกลของรัสเซียนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นของจีนจวบจนกระทั่งเมื่อรัสเซียสมัยพระเจ้าซาร์เข้าพิชิตยึดเอาไปในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันแผนที่ฉบับต่างๆ ของจีนยังคงเรียกชื่อเมืองใหญ่น้อยทั้งหลายในภูมิภาคแถบนี้ด้วยชื่อจีนซึ่งเคยใช้กันมาแต่เดิมอยู่เลย

ในบทวิเคราะห์ของบราวน์แห่งมหาวิทยาลัยเทมเพิลวิทยาเขตญี่ปุ่น ยังได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาความไม่ลงรอยกันอื่นๆ อีก เป็นต้นว่า กรณีอื้อฉาวทางนาวีในระหว่างการซ้อมรบ วอสต็อค 2018 เมื่อฝ่ายจีนส่งเรือตรวจการณ์สอดแนมชั้นตงเตี้ยว (Dongdiao-class) ลำหนึ่งเข้าไปเก็บรวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับการเคลื่อนทัพทางนาวีของรัสเซีย

ในปี 2012 เรือตัดน้ำแข็ง (icebreaker) ของจีนที่มีชื่อว่า เซี่ยหลง (Xuelong) ได้แล่นเข้าไปในทะเลโอค็อตสค์ โดยไม่มีการแจ้งให้ฝ่ายรัสเซียทราบล่วงหน้า ในปีรุ่งขึ้น เรือรบจีน 5 ลำ ได้แล่นเข้าสู่ทะเลโอค็อตสค์ ภายหลังเข้าร่วมการฝึกซ้อม “จอยต์ซี” ในปีนั้นซึ่งจัดขึ้นในเขตทะเลญี่ปุ่น กลายเป็นครั้งแรกสุดที่เรือทหารจีนเข้าไปสู่น่านน้ำดังกล่าว

อีกด้านหนึ่ง การปฏิบัติการใดๆ ของกองเรือรัสเซียในภูมิภาคแถบนี้ ยังคงประสบกับข้อจำกัดหลายๆ ประการ กองทัพเรือของรัสเซียจะต้องเจอกับความยากลำบากทีเดียวเมื่อต้องการแล่นลุยเข้าสู่เขตทะเลเปิดต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ในเวลาที่เกิดสถานการณ์การสู้รบขัดแย้งใดๆ ขึ้นมา ทั้งนี้ เกาะเจจู (Jeju) ของเกาหลีใต้ และเกาะโอกินาวะ ของญี่ปุ่น ซึ่งต่างเป็นจุดที่สหรัฐฯเข้าไปตั้งฐานทัพเอาไว้ อยู่ในตำแหน่งอันเหมาะเหม็งสมบูรณ์แบบสำหรับการเฝ้าติดตาม และถ้าจำเป็นก็สามารถเข้าสกัดกั้นและปิดล้อมเรือรบรัสเซียไม่ให้แล่นลงมาจากเมืองวลาดิวอสต็อค ตลอดจนจากท่าเรือทางตอนเหนือแห่งอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม มอสโกกับปักกิ่งกำลังกลายเป็นสหายสนิทมิตรร่วมรบในท้องทะเลไปแล้วอย่างชัดเจน และขณะที่ยังคงมีประเด็นปัญหาระดับท้องถิ่นตลอดจนความคับข้องใจทางประวัติศาสตร์คุกรุ่นอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่น่าที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงความรับรู้ความเข้าใจอันมีอยู่ร่วมกันของประเทศทั้งสองที่ว่า สหรัฐฯกับพันธมิตรของอเมริกันอย่างญี่ปุ่นนั้น เป็นศัตรูร่วมซึ่งควรค่าแก่การสมทบรวมกำลังเข้าต่อสู้คัดค้าน

หมายเหตุผู้แปล

[1] โครงการเพื่อการตื่นรู้ทางนาวี (Maritime Awareness Project หรือ MAP) เป็นโครงการร่วมของ สำนักงานแห่งชาติเพื่อการวิจัยเอเชีย (Nation Bureau of Asian Research) กับ มูลนิธิสันติภาพซาซากาวะสหรัฐฯ (Sasakawa Peace Foundation USA เรียกกันย่อๆ ว่า Sasakawa USA) ซึ่งมุ่งจัดทำแพลตฟอร์มอย่างมีนวัตกรรมบนเว็บไซต์ สำหรับใช้ในการวิเคราะห์และใส่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเล เว็บพอร์ทัลของ MAP ผสมสานเทคโนโลยีแผนที่แบบอินเทอร์แอคทีฟ เข้ากับการวิเคราะห์อย่างเข้มงวดแม่นยำจากพวกผู้เชี่ยวชาญทางนาวีชั้นนำของโลก เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งที่มาอันน่าเชื่อถือในประเด็นปัญหาต่างๆ ทางนาวี (ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://maritimeawarenessproject.org/)

[2] สำนักงานแห่งชาติเพื่อการวิจัยเอเชีย (Nation Bureau of Asian Research หรือ NBR) เป็นสถาบันวิจัยไม่มุ่งแสวงหากำไรของอเมริกา ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน และมีสำนักงานสาขาอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ภารกิจขององค์การนี้คือการให้ข้อมูลข่าวสารและเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่นโยบายเอเชีย-แปซิฟิก ของสหรัฐฯ NBR มุ่งนำเอาผู้ชำนาญพิเศษ, ผู้วางนโยบาย, และผู้นำทางธุรกิจ มารวมตัวกันตรวจสอบประเด็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ, ยุทธศาสตร์, การเมือง, โลกาภิวัตน์, สาธารณสุข, และพลังงาน ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ของสหรัฐฯกับเอเชียตะวันออก, เอเชียกลาง, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เอเชียใต้, และรัสเซีย (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย https://en.wikipedia.org/wiki/National_Bureau_of_Asian_Research)

[3] เขตสหพันธ์ตะวันออกไกล (Far Eastern Federal District) เป็นเขตที่ใหญ่ที่สุด (มีเนื้อที่ 6,952,000 ตารางกิโลเมตร)ในบรรดา 8 เขตสหพันธ์ (Federal District) ของรัสเซีย แต่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุด เพียงแค่ 8,371,257 คน (ตามการสำมะโนประชากรเมื่อปี 2010) พื้นที่ทั้งหมดของเขตสหพันธ์นี้ตั้งอยู่ภายในส่วนที่อยู่ทางตะวันออกสุดของเอเชีย และครอบคลุมดินแดนตะวันออกไกลของรัสเซีย (Russsian Far East) เอาไว้ทั้งหมด ในเดือนธันวาคม 2017 ที่ตั้งเมืองเอกของเขตสหพันธ์ตะวันออกไกล ได้ย้ายจากเมืองคาบารอฟสค์ (Khabarovsk) มาที่เมืองวลาดิวอสต็อค (Vladivostok) (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย https://en.wikipedia.org/wiki/Far_Eastern_Federal_District)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...