xs
xsm
sm
md
lg

สื่อนอกอ้างนักวิเคราะห์ฟันธง'บิ๊กตู่'คืนสู่อำนาจหลังเลือกตั้ง ไทยแตกต่างมาเลเซียไร้'สึนามิทางการเมือง'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ทูเดย์ออนไลน์ - สื่อต่างประเทศรายงานในวันพุธ(20มี.ค.) ว่าศึกเลือกตั้งทั่วไปของไทยในวันอาทิตย์(24มี.ค.) จะเป็นจับตาว่าจะมี'สึนามิทางการเมือง'ซัด "บิ๊กตู่'พ้นจากอำนาจหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วอ้างความเห็นนักสังเกตการณ์ทางการเมืองรายหนึ่งฟันธงว่าจะไม่เกิด "สึนามิในไทย" เหมือนดังที่เกิดขึ้นกับมาเลเซีย

ในรายงานที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทูเดย์ออนไลน์ สื่อมวลชนของมาเลเซีย อ้างความเห็นของเติมศักดิ์ เฉลิมพลานุภาพ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองและความมั่นคง สำนักเลขาธิการอาเซียน และนักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ยูซอฟ อิสฮะก์ แห่งประเทศสิงคโปร์ ไม่คาดหมายว่าจะเห็นเหตุการณ์ซ้ำรอยกับศึกเลือกตั้งทั่วไปในมาเลเซียเมื่เดือนพฤษภาคมปีก่อน ที่ตอนนั้นเรียกกันว่า "สึนามิมาเลย์" โค่นรัฐบาลอัมโน(United Malay National Organisation) ของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค พ้นจากอำนาจ และนำพารัฐบาลใหม่ก้าวเข้าสู่อำนาจเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 ทศวรรษ

โดย เติมศักดิ์ ให้ความเห็นผ่านทูเดย์ออนไลน์ มองว่าสถานการณ์ในไทยแตกต่างจากมาเลเซียอยู่ 6 แง่มุม อย่างแรกเลยคือในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ของไทย ไม่พบเห็นใครที่เหมือนอย่างดอคเตอร์มหาเธร์ โมฮาหมัด ที่จะดลบันดาลให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวไทยแห่แหนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงอย่างเต็มกำลังเพื่อต่อต้านพลเอกประยุทธ์

เติมศักดิ์ บอกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร อาจยังคงครองใจผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทางภาคเหนือของประเทศ แแต่เขาก็ไม่อาจช่วยพรรคเพื่อไทยและเหล่าพรรคสาขาหาเสียงได้อย่างเปิดเผย เพราะมันผิดกฎหมาย โดยในฐานะผู้หลบหนีคดี ทักษิณถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในไทย

อย่างที่ 2 ที่ เติมศักดิ์ ยกมาสนับสนุนความคิดเห็นของตนเองก็คือ ไม่มีความเป็นอันหนึ่งเดียวกันเหล่าพรรคฝ่ายค้านในไทย ในขณะที่ในมาเลเซียมีแนวร่วมแห่งความหวัง(Pakatan Harapan) ซึ่งรวบรวมพรรคต่างๆซึ่งมีประวัติการต่อสู้กับอัมโนมาช้านาน โดยนอกเหนือจากพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังมีพรรคอื่นๆที่ต่อต้านคณะรัฐประหาร ในนั้นรวมถึงอนาคตใหม่และพรรคเสรีรวมไทย แต่พรรคเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของทักษิณ

ทูเดย์ออนไลน์ อ้างความเห็นของเติมศักดิ์ ระบุต่อว่าอย่างที่ 3 คือกองทัพไทยซึ่งมีอำนาจทางการเมืองมหาศาล มีจุดยืนต่อต้านการคืนสู่อำนาจของพรรคเพื่อไทย ส่วนในมาเลเซีย ไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองของทหารมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1957

อย่างที่ 4 คือพนันได้ว่าคงไม่มีพรรคการเมืองไหนคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในศึกเลือกครั้งนี้ โดยแม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)และรัฐบาลทหาร ซึ่งล้วนนำโดยพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้โดยตรง แต่พวกเขาเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งที่ออกแบบมาเพื่อลดความได้เปรียบของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมอย่างพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในผลลัพธ์ซึ่งเกิดโดยไม่ตั้งใจจากกฎเกณฑ์ใหม่นี้ก็คือการผุดขึ้นมาของพรรคการเมืองใหม่ขนาดเล็กจำนวนมาก

เติมศักดิ์ ระบุว่าพลเอกประยุทธ์ สามารถคว้าชัยชนะและรั้งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไว้ได้ต่อไป หากว่าพรรคพลังประชารัฐของเขา สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร 126 ที่นั่ง เนื่องจากเขามีเสียงสสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง 250 เสียงอยู่ในมือ

อย่างที่ 5 เติมศักดิ์บอกว่าทั้งพลเอกประยุทธ์และคสช. ไม่มีมลทินในข้อกล่าวหาคอรัปชันร้ายแรงเหมือนกับคดีกองทุน 1MDB ซึ่งกัดกร่อนความไว้วางใจของชาวมาเลเซียที่มีต่อตัวนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคและพรรคอัมโน โดยดูเหมือนว่าปัญหาค่าครองชีพสูงลิ่ว, ราคาพืชผลด้านการเกษตรตกต่ำ, หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มเติม, ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและคนว่างงาน ซึ่งคนไทยเรียกว่าปัญหาปากท้อง เป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวไทยให้ความสำคัญมากกว่าความกังวลเกี่ยวกับการคอรัปชัน

เติมศักดิ์ระบุว่าแน่นอนเขาไม่ได้บอกว่าปัญหาปากท้องไม่ใช่หนึ่งในความกังวลลำดับต้นๆของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวมาเลเซีย แต่ในกรณีของไทย มันไม่มีสายล่อฟ้าเหมือนกรณีอื้อฉาวกองทุน 1MDB ที่ฝ่ายค้านสามารถหยิบยกมาโจมตีรัฐบาลอย่างหนักหน่วง

นอกจากนี้แล้วพรรคของพลเอกประยุทธ์ ยังมีความได้เปรียบจากคำสัญญาเดินหน้าปรับปรุงผลประโยชน์ด้านสวัสดิการสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน แม้พรรคฝ่ายค้านอื่นๆพยายามเกทับด้วยคำสัญญาประโยชน์ด้านสวัสดิการสังคมที่มากกว่า แต่ก็ไม่ให้คำอธิบายอย่างชัดเจนว่าจะเอาเงินเหล่านั้นมาจากไหน

สิ่งสุดท้ายที่ เติมศักด์ มองความต่างระหว่างการเมืองไทยกับมาเลเซีย ก็คือในไทยไม่สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์เกณฑ์และระดมผู้มีสิทธิ์ออกเสียงให้ไปลงคะแนนในวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม โดยรัฐบาลประยุทธ์ ยังคุมเข้มสื่อสังคมออนไลน์และวางกฎระเบียบต่างๆที่จำกัดการหาเสียงบนสื่อสังคมออนไลน์

ตำรวจได้จับตาโลกไซเบอร์อย่างใกล้ชิดและพวกผู้กระทำผิดโพสต์ข่าวปลอมจะถูกไล่ล่าและดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามาตรการคุมเข้มดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเยาวชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเป็นครั้งแรก ราวๆ 7.1 ล้านคนมากน้อยแค่ไหน

เติมศักดิ์ แสดงความคิดเห็นปิดท้ายว่าคงจะไม่มีสึนามิทางการเมือง "แต่ผมเกรงว่าผลลัพธ์ที่สูสีและไม่ได้บทสรุปที่แน่ชัด อาจนำมาซึ่งความยุ่งเหยิงทางการเมืองที่ยืดเยื้อและอาจถึงขั้นก่อความไร้เสถียรภาพ ซึ่งหากเป็นกรณีนี้ ผมจะไม่แปลกใจเลยหากว่ารกองทัพจะยึดอำนาจจากรัฐบาลและเป็นการเมืองไทยจะถูกรีเซ็ตใหม่สู่ศูนย์อีกครั้ง"
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...