xs
xsm
sm
md
lg

‘36 นาทีอันโหดเหี้ยม’ ในวันดำมืดที่สุดของ ‘นิวซีแลนด์’

เผยแพร่:   โดย: สำนักข่าวเอพี

<i>ภาพมัสยิด อัล นูร์ ในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ถ่ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม  โดยจะเห็นตำรวจยืนรักษาการณ์อยู่ตรงบริเวณด้านหน้า  ทั้งนี้หลังจากคนร้ายผิวขาวขวาจัดมุ่งเข้ามากราดยิงสังหารที่มัสยิดแห่งนี้ สังหารผู้คนไป 42 คนในวันที่ 15 มีนาคม </i>
New Zealand's darkest day: 36 minutes of terror
By NICK PERRY, KRISTEN GELINEAU and JULIET WILLIAMS Associated Press
19/03/2019

36 นาทีที่คนร้ายผิวขาวขวาจัดเข้าโจมตีมัสยิดชาวมุสลิม 2 แห่งในเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม สำนักข่าวเอพีสอบถามรวบรวมกลั่นกรองพวกคำบอกเล่าของบรรดาพยานและวิดีโอไลฟ์สตรีม และรายงานให้เรารู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ไครสต์เชิร์ช, นิวซีแลนด์ - วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่นิวซีแลนด์เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่โตมโหฬาร บางคนเรียกมันว่าคือการสูญเสียความไร้เดียงสา เป็นสิ่งที่เตือนให้ระลึกว่าระยะทางซึ่งห่างไกลไม่ได้เป็นเครื่องปกป้องคุ้มครองให้ปลอดพ้นจากความรุนแรงได้ นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ประกาศให้สัญญาว่าจะยกเครื่องแก้ไขกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และสอบสวนให้กระจ่างว่ามีความผิดพลาดบกพร่องอะไรที่ตรงไหนและเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ช่วงเวลา 36 นาที ซึ่งคนร้ายชาตินิยมผิวขาวขวาจัดสุดโต่งชาวออสเตรเลีย ใช้ไปในการเข้าโจมตีมัสยิดของชาวมุสลิม 2 แห่ง และสังหารสาธุชนผู้ศรัทธาประกอบกิจพิธีทางศาสนาอย่างสันติจนเสียชีวิตไปรวม 50 คนนั้น ได้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง สำนักข่าวเอพีได้ติดตามสอบถามรวบรวมกลั่นกรองทั้งจากการบอกเล่าของบรรดาพยานและวิดีโอไลฟ์สตรีม ผู้แปลจึงขอเก็บความนำมาเสนอในที่นี้ดังนี้:


13.32 น.

นายกฯ จาซินดา อาร์เดิร์น และคนอื่นๆ อีกราว 30 คน ได้รับอีเมลชวนให้รู้สึกหนาวยะเยือกจาก เบรนตัน ทาร์แรนต์ เขาแนบ “คำประกาศ” มาด้วยฉบับหนึ่งซึ่งบรรจุไว้ด้วยข้อความแห่งการเหยียดเชื้อชาติและแสดงความเกลียดชัง ขณะที่เขาพยายามอ้างความชอบธรรมสำหรับการสังหารหมู่ที่เขากำลังจะลงมือกระทำ

เนื้อหาเรื่อยเจื้อยน้ำท่วมทุ่ง 74 หน้าของเอกสารนี้อุดมไปด้วยข้อความที่ขัดแย้งกันเอง เขาพูดถึงช่วงเวลาหลายปีที่เขาใช้ไปในการตระเวนท่องเที่ยวประเทศต่างๆ ในโลก และ “วัฒนธรรมอันหลากหลายของโลกได้ต้อนรับผมด้วยความอบอุ่นเป็นมิตรและด้วยความความเมตตากรุณา”

ถัดเข้าไปข้างใน 12 หน้า เขากล่าวว่าเขาเล็งเป้าหมายที่จะเข้าโจมตีมัสยิดในไครสต์เชิร์ช (Christchurch) และที่ ลินวู้ด (Linwood) ตอลดจนอีกแห่งหนึ่งที่ตำบลแอชเบอร์ตัน (Ashburton) ถ้าหากเขาสามารถไปได้ไกลขนาดนั้น ทาร์แรนต์ ชายชาวออสเตรเลียวัย 28 ปีซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักของหน่วยข่าวกรองหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศ มาก่อน อีกทั้งถือใบอนุญาตมีอาวุธปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เขียนว่าเขาวางแผนและฝึกฝนตัวเองเพื่อการเข้าโจมตีมาเป็นเวลาสองสามปีแล้ว ภายหลังโยกย้ายไปพำนักที่เมืองดูเนดิน (Dunedin) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองไครสต์เชิร์ชไปทางใต้เป็นระยะทางขับรถราว 5 ชั่วโมง

เขาบอกว่าเขาตกลงเลือกไครสต์เชิร์ชเป็นเป้าหมายโจมตี เพราะมัสยิดที่นั่นซึ่งมีโดมสีทองเป็นจุดเด่น มีความจอแจคับคั่งมากกว่าและดูเป็นต่างชาติอย่างเตะตามากกว่า

สมาชิกคนหนึ่งในคณะทำงานของอาร์เดิร์นเห็นอีเมลฉบับนี้ และอีก 2 นาทีหลังจากที่มันส่งมาถึง ก็จัดแจงฟอร์เวิร์ดไปยังหน่วยงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยของรัฐสภา ทว่าในตอนนั้นแผนการของทาร์แรนต์กำลังเริ่มต้นเดินหน้าเรียบร้อยแล้ว

เขากำลังนั่งอยู่ในรถสเตชั่นแวกอน “ซูบารุ” สีทองของเขาในลานจอดรถแห่งหนึ่ง โดยแต่งกายในชุดทหารพรานสีดำ เขาเปิดกล้องซึ่งติดตั้งอยู่ที่หมวกกันน็อกให้ทำงาน และเริ่มต้นการไลฟ์สตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต

“มาเริ่มเปิดงานปาร์ตี้นี่กันเถอะ” เขากล่าว
<i>กามัล เกาดา อิหม่ามของมัสยิด อัล นูร์  (ถ่ายเมื่อวันที่ 18 มี.ค.) เมื่อวันที่ 15 มี.ค. เกาดาเพิ่งเสร็จสิ้นการบรรยายคุตบะห์ ซึ่งเป็นการเทศน์เป็นภาษาอาหรับ  เขากำลังเริ่มต้นส่วนต่อไปซึ่งเขาจะแปลถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ  คนร้ายที่เป็นมือปืนกราดยิงก็บุกเข้ามา </i>
13.41 น.

มัสยิด อัล นูร์ (Al Noor) กำลังมีละหมาดวันศุกร์ และมีสาธุชนผู้ศรัทธาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อิหม่าม กามัล เฟาดา (Gamal Fouda) เพิ่งเสร็จสิ้นการบรรยายคุตบะห์ (Khutbah) ซึ่งเป็นการเทศน์เป็นภาษาอาหรับ เขากำลังเริ่มต้นส่วนต่อไปซึ่งเขาจะแปลถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ คุตบะห์ถือเป็นส่วนที่จริงจังเน้นหนักที่สุดของการละหมาด ซึ่งเรียกร้องให้ต้องตั้งอกตั้งใจ ขณะที่สาธุชนผู้ฟังก็จะต้องสำรวมสงบเงียบ

คำเทศน์คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการร่วมมือกับคนอื่นๆ , ทำความดี, และหยุดยั้งความชั่วร้าย

ขณะที่มือปืนผู้นี้เดินเข้าไปยังมัสยิด ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่ตรงประตูทางเข้าร้องเรียกทักทายอย่างร่าเริงยินดี ว่า “เฮลโล่ พี่น้อง” ทาร์แรนต์ปล่อยกระสุนยิงออกไป 9 นัด นัดหนึ่งแล้วก็อีกนัดหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวผ่านชายผู้นี้ที่กลายเป็นศพแรก

อิหม่ามเฟาดาได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางห้องโถง และเห็นผู้คนกำลังเริ่มต้นวิ่งหนี เขาจึงหยุดบรรยาย “มันสับสนวุ่นวายไปหมด” เขากล่าว

ไลฟ์สตรีมของมือปืนผู้นี้แสดงให้เห็นว่า เขากำลังเคลื่อนตัวเข้าไปในห้องละหมาดหลัก และยิงใส่ทุกๆ คนที่เขาพบเห็น มันเป็นห้องขนาดใหญ่และมีทางออกอยู่ไม่กี่ทาง เฟาดาเล่าว่ามีชายชาวแอลจีเรียผู้หนึ่งทุบหน้าต่างกระจกบานหนึ่งที่บริเวณด้านข้างของห้อง แล้วจากนั้นผู้คนก็เริ่มทะลักออกไปผ่านแก้วกระจกซึ่งแตกหัก อีกด้านหนึ่งของห้อง ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นพยายามทำอย่างเดียวกัน ทว่าร่างที่ล้มคว่ำลงของผู้คนเริ่มกองสุมกันตรงทางออกชั่วคราวเหล่านั้น

“เขากำลังยืนอยู่ข้างหลังคนเหล่านี้เลยก็ว่าได้ และเขาก็ยิงเอา ยิงเอา ยิงเอาแล้วก็ยิงเอา” เฟาดาบอก “เรื่องเศร้าเลวร้ายที่สุด เรื่องเศร้าเลวร้ายที่สุด”

นาอีม ราชิด (Naeem Rashid) วัย 50 ปี ครูสอนหนังสือที่อพยพจากปากีสถานมาอยู่นิวซีแลนด์พร้อมครอบครัวของเขาตั้งแต่เขาอายุ 11 วิ่งถลันไปที่ด้านหลังของทาร์แรนต์ และพยายามคว้าแย่งปืนของเขา ทาร์แรนต์หันกลับมาและยิงเขาเสียชีวิต

อาซิฟ ชัยค์ (Asif Shaikh) วัย 44 ปี พยายามวิ่งหนีแต่ล้มลงในกองของผู้ที่นอนจมกองเลือดอยู่ เขาคิดที่จะพยายามหาวิธีไปยังทางออก เมื่อเขาเห็นคนอื่นๆ บางคนซึ่งก็พยายามทำเช่นนั้นแล้วถูกยิง ดังนั้นเขาจึงนอนอยู่ที่นั่น ข้างๆ ชายชราผู้หนึ่งซึ่งถูกยิงที่หน้าขา พวกเขานอนแผ่โล่งโจ้งไม่มีอะไรกำบังเลย แต่แล้วพวกเขากลับรอดชีวิตมาได้ ถึงแม้เวลาผ่านไปแล้วหลายวัน แต่ตอนนี้เขายังคงนอนไม่หลับ เสียงของปืนที่สาดกระสุนยังคงดังก้องอยู่ในศีรษะของเขา
<i>คอตอร์ อบูลาบัน ผู้รอดชีวีตจากเหตุกราดยิงที่มัสยิด อัล นูร์ ในเมืองไครสต์เชิร์ช ในภาพถ่ายเมื่อ 18 มี.ค. ขณะที่เธอเล่าให้สื่อมวลชนฟังว่าหลบหนีออกจากมัสยิดแห่งนี้อย่างไรในตอนที่คนร้ายกำลังเข้ามากราดยิง </i>
คอตอร์ อบูลาบัน (Kawthar Abulaban) วัย 54 ปี อยู่ในพื้นที่ละหมาดสำหรับผู้หญิงพร้อมกับผู้หญิงคนอื่นๆ อีก 20-30 คน เธอได้ยินเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่งในตอนแรก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเธอบางคนลุกพรวดขึ้นมาและถามกันว่า “เกิดอะไรขึ้น” จากนั้นก็มีช่วงหยุดไปนิดหนึ่งแล้วก็ตามมาด้วยเสียงยิงปืนครั้งที่ 2 และความตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ช้าไม่นาน ก็มีเสียงสาดกระสุนปืน เสียงกระสุนรัวเป็นสิบๆ เป็นสิบๆ เป็นสิบๆ

ผู้หญิงเหล่านี้หลบหนีกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง มีอยู่ 3 คนเบียดเสียดกันอยู่ในตู้ใบหนึ่งภายในห้องน้ำห้องหนึ่ง แต่มือปืนดูเหมือนกำลังเพ่งความสนใจไปที่การกราดยิงใส่ผู้ชาย อบูลาบันบอก เธอจึงวิ่งออกมาจากมัสยิด

ทาร์แรนต์เดินออกมาข้างนอก โดยเขาได้ยิงใส่ผู้คนที่อยู่ตรงทางเท้า เด็กๆ กรีดร้องในจุดที่อยู่ห่างออกไป ขณะที่เขากลับไปยังรถของเขาเพื่อเอาปืนอีกกระบอกหนึ่งออกมา เขาเดินกลับเข้าไปข้างในมัสยิดและกราดยิงอีกครั้งใส่กองร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงบนพื้น สาดกระสุนเข้าไปในร่างของพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจ

เขาเดินออกมาอีกครั้งแล้วยิงใส่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังมาที่เขาตามถนนสายนั้น เธอล้มคว่ำอยู่ที่ทางเท้าและร้องวิงวอนว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” ก่อนที่เขาจะยิงเธอซ้ำอีก

นับตั้งแต่ปล่อยกระสุนนัดแรก มือปืนผู้นี้อยู่ที่มัสยิดเป็นเวลา 6 นาที ไม่มีเสียงไซเรนเตือนภัยใดๆ ดังขึ้นมา ไม่มีทีมหน่วยสวาท (SWAT) กำลังเดินทางมา ผู้คนในประเทศนี้มีความภาคภูมิใจในความมีไมตรีจิตมิตรภาพของนิวซีแลนด์ ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ ตำรวจที่นี่ไม่พกปืนกัน พวกเขาเก็บอาวุธปืนเอาไว้ในรถของพวกเขาเผื่อใช้เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน

กรณีกราดยิงกลุ่มคนครั้งร้ายแรงที่สุดในนิวซีแลนด์ ถ้าไม่นับคราวล่าสุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อเกือบๆ 30 ก่อนในเมืองเล็กๆ ชื่อ อราโมอานา (Aramoana) ซึ่งมือปืนรายหนึ่งฆ่าคนตายไป 13 คนภายหลังมีเรื่องทะเลาะขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน

ทาร์แรนต์กลับมาที่รถของเขา เสียงเพลง “ไฟร์” (Fire) ของ อาร์เธอร์ บราวน์ (Arthur Brown) แผดก้องออกจากทางลำโพงรถ เสียงของนักร้องกำลังประกาศว่า “I am the god of hellfire!” (ข้าเป็นพระเจ้าแห่งไฟนรก!)

เมื่อ พอล เบนเนตต์ (Paul Bennett) คนขับรถพยาบาล เดินทางมาถึงในเวลาต่อมา เขามองเห็นเลือดกำลังไหลนองไปแผ่นกระเบื้องปูพื้น

“เหมือนกับแม่น้ำเลือดกำลังไหลออกมาจากมัสยิด” เขาบอก

13.48 น.

การไล่ฆ่าอย่างบ้าคลั่งของมือปืนผู้นี้ดำเนินต่อไป เมื่อเขาขับรถออกมาจากมัสยิด อัล นูร์ ยาซิร์ อามิน (Yasir Amin) และคุณพ่อของเขา มูฮัมหมัด อามิน นาซิร์ (Muhammad Amin Nasir) กำลังเดินไปตามทางเท้าเมื่อรถคันหนึ่งหยุดกึ๊ก และชายผู้หนึ่งเริ่มต้นสาดกระสุนเข้าใส่ พวกเขาพากันวิ่งหนี แต่ในวัย 67 ปี นาซิร์ไม่สามารถวิ่งตามทันบุตรชาย ขณะที่อามินหันกลับมาร้องบอกคุณพ่อของเขาให้หมอบลง เขาก็มองเห็นชายชราถูกยิงแล้วและกำลังล้มลง

มือปืนขับรถผละจากไป นาซิร์มองจ้องไปที่ลูกชายของเขา ไม่สามารถพูดจาอะไรได้ ขณะเลือดไหลทะลักอยู่รอบๆ ตัวของเขา อามินคว้าเอาโทรศัพท์ออกมาจากรถที่อยู่ข้างๆ และหมุนไปหาตำรวจ พ่อลูกคู่นี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งเวลานี้อาการบาดเจ็บสาหัสร้ายแรงของนาซิร์ เริ่มฟื้นตัวกระเตื้องขึ้นมา

เลน เพเนฮา (Len Peneha) ซึ่งบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ กับมัสยิด ช่วยเหลือผู้คนหลายคนที่เพิ่งหลบหนีออกจากมัสยิดแห่งนั้นให้เข้ามาหลบภัยภายในบ้านของเขาจนกระทั่งตำรวจมาถึง เขาเดินเข้าไปในมัสยิดและมองเห็นร่างคนล้มลงกับพื้นกลาดเกลื่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง

“มันบ้าบอคอแตกเหลือเชื่อมาก” เขากล่าว “ผมไม่เข้าใจเลยว่าคนเราจะทำเรื่องอย่างนี้กับคนเหล่านี้ กับใครคนไหนก็ตามที มันช่างบ้าบอสิ้นดี”

มือปืนผู้นี้เร่งความเร็วรถมุ่งหน้าไปยังมัสยิดลินวู้ด ยังคงไม่มีเสียงไซเรนเตือนภัย เขาหยุดรถขณะคน 2 คนข้ามถนนตรงบริเวณหน้ารถของเขา โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าอะไรบางอย่างซึ่งผิดธรรมดามากๆ กำลังเกิดขึ้น เขาบีบแตรใส่คนเหล่านั้นแล้วก็ขับรถต่อ

มีศพมากมายเหลือเกินกองกันอยู่ที่มัสยิด อัล นูร์ จนกระทั่งตำรวจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 วันเพื่อค้นหาใครสักคนในหมู่ผู้เสียชีวิตเหล่านั้น รวมทั้งหมดแล้วที่นั่นมีคนตายไป 42 คน

13.50 น.

ทาร์แรนต์กำลังเร่งความเร็วรถมุ่งหน้าไปยังมัสยิดลินวู้ด ฉวัดเฉวียนผ่านรถราที่วิ่งไปมา โดยเร่งลำโพงเสียงดนตรีของเขาแผดก้อง เวลาผ่านไป 9 นาทีแล้วตั้งแต่ที่เขาเริ่มยิงนัดแรก ในที่สุดเสียงไซเรนที่ยังมีอยู่แค่เสียงเดียวก็ดังขึ้นให้ได้ยินในจุดที่ห่างไกลออกไป

มือปืนพูดไปขณะขับไปว่า “พวกมันยังเหลืออยู่ตั้งเยอะ โชคร้ายจัง พวกมันทั้งหมดวิ่งหนีเร็วเหลือเกิน” เขากล่าว “เจ้าเสียงนี่ทำให้พวกมันกลัวกัน ยังไม่ได้จัดการผู้หญิงเลยนะ กูเล่นงานพวกผู้ชายก่อน” เขากล่าว ก่อนที่การไลฟ์สตรีมจะถูกตัด
<i>ในภาพที่ถ่ายเมื่อ 17 มี.ค. เอลเลียต ดอว์สัน ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งจากเหตุกราดยิงที่มัสยิดลินวู้ด ในเมืองไครสต์เชิร์ช กำลังพูดกับสำนักข่าวเอพี  ดอว์สันอยู่ในกลุ่มผู้เข้าร่วมการละหมาดราวๆ 80 คนที่มัสยิดแห่งนี้ เมื่อตอนที่คนร้ายบุกเข้ามาก่อเหตุ </i>
13.55 น.

มัสยิดลินวู้ด อยู่ห่างจากมัสยิด อัล นูร์ ประมาณ 5 กิโลเมตร ทว่าไม่ได้ดูอลังการเท่า มันเป็นอาคารธรรมดาๆ ในย่านที่พักอาศัยของคนยากจนย่านหนึ่ง ภายในมัสยิด เอลเลียต ดอว์สัน (Elliot Dawson) วัย 33 ปีกำลังละหมาดอยู่กับคนอื่นๆ อีกราว 80 คน เมื่อเขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นนัดแรก ไม่มีใครแสดงปฏิกิริยาอะไรในตอนแรกเพราะพวกเขาต่างกำลังดื่มด่ำอยู่กับการละหมาด

ลาเตฟ อลาบี (Latef Alabi) ซึ่งกำลังเป็นผู้นำการละหมาด เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อเขามองเห็นทาร์แรนต์ในชุดสีดำพร้อมหมวกกันน็อก ในมือกำลังถือปืนขนาดใหญ่กระบอกหนึ่ง เขายังคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไร จากนั้นเขาก็มองเห็นร่างที่ล้มฟุบและได้ยินเสียงชายคนนั้นกำลังตะโกนร้องด่าด้วยคำหยาบคายลาลก

“ผมก็ตระหนักขึ้นมาว่าว่านี่มันอะไรอย่างอื่นแล้ว นี่คือฆาตกร” เขากล่าว

เสียงยิงปืนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เพื่อนของดอว์สันออกไปข้างนอกแล้วก็วิ่งกลับเข้ามาข้างใน ตะโกนว่า “ทุกคน ก้มหัวให้ต่ำ! ก้มหัวให้ต่ำ!”

ดอว์สันรีบเข้าไปในห้องน้ำห้องหนึ่ง เร่งขึ้นไปบนม้านั่งสูง แล้วปีนต่อขึ้นไปอยู่บนโถส้วม เพื่อไม่ให้คนข้างนอกมองเห็นเท้าของเขา เขาพยายามแทรกตัวเองผ่านหน้าต่างบานหนึ่งแต่ไม่สำเร็จเพราะบานหน้าต่างเล็กเกินไป เขานึกสงสัยว่าชีวิตของเขาคงจะมาถึงนาทีจบสิ้นแล้ว
<i>อับดุล อาซิซ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงที่มัสยิดลินวู้ด ขณะให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพี  (ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 16 มี.ค.) อาซิซกำลังได้รับการยกย่องชมเชยว่าเป็นฮีโร่ จากการพยายามดึงความสนใจและต่อสู้กับคนร้าย  จนเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้มีถูกคนร้ายฆ่าตายจำนวนมากไปกว่าที่เป็นอยู่ </i>
ชายอีกคนหนึ่งซึ่งในมัสยิด ที่มีชื่อว่า อับดุล อาซิซ (Abdul Aziz) เขาฉวยคว้าเอาเครื่องรูดบัตรเครดิตแบบพกพาขึ้นมาได้อันหนึ่ง ก็วิ่งออกไปข้างนอกพร้อมกับร้องตะโกนลั่น ด้วยความหวังที่จะดึงความสนใจของคนร้าย ขณะที่ทาร์แรนต์วิ่งกลับไปที่รถซูบารุของเขาเพื่อหยิบปืนอีกกระบอกหนึ่ง อาซิซก็ขว้างเครื่องรูดบัตรเข้าใส่คนร้ายผู้นี้

ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ 2 คนของอาเซิสกำลังตะโกนบอกให้เขากลับเข้ามาข้างในมัสยิด ทาร์แรนต์พอคว้าปืนได้ก็หันกลับมาและยิงใส่เขา อาซิซวิ่งหนี พยายามวิ่งหลบหลีกซิกแซกไปตามรถต่างๆ ซึ่งอยู่ในทางรถแห่งนั้น เขาหยิบปืนกระบอกหนึ่งซึ่งทาร์แรนต์ทิ้งเอาไว้ข้างๆ ขึ้นมา จัดแจงเล็งแล้วก็ยิง แต่ปรากฏว่ามันไม่มีกระสุน

ทาร์แรนต์วิ่งกลับไปที่รถของเขาอีก บางทีอาจจะเพื่อคว้าปืนอีกกระบอกหนึ่ง

“เขาเข้าไปในรถของเขา ผมก็เลยเอาปืนที่หยิบขึ้นมาได้ขว้างไปที่หน้าต่างรถของเขา เหมือนกับยิงด้วยธนูและมันก็ตกใส่ทำให้หน้าต่างของเขาแตก” อาซิซเล่า

ปรากฏว่าหน้าจกหน้าแตกแตกกระละเอียด “นั่นจึงทำให้เขารู้สึกกลัว”

มือปืนสบถสาปแช่งเขา ตะโกนว่าเขากำลังจะฆ่าคนเหล่านี้ให้หมด แต่แล้วเขาก็ขับรถหลบหนีไป และอาซิซก็วิ่งไล่รถคันนั้นไปตามถนนจนกระทั่งถึงสัญญาณไฟแดง ก่อนที่รถจะหักเลี้ยวยูเทิร์นและเร่งความเร็วจากไป

มีผู้เสียชีวิต 7 คนที่มัสยิดลินวู้ด หลายๆ คนคิดว่าจำนวนอาจจะสูงกว่านี้มากถ้าไม่ใช่เป็นเพราะการปฏิบัติการของอาซิซ มีผู้เสียชีวิตไปอีกคนหนึ่งในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลไครสต์เชิร์ช ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดเพิ่มเป็น 50 คน

ดอว์สันบอกว่าสักวันหนึ่งเขาหวังว่าเขาจะกลับไปที่มัสยิดแห่งนั้นเพื่อร่วมการละหมาดอีกครั้ง ในเวลาต่อมาเขายืนอยู่ที่ถนนด้านนอกของมัสยิดลินวู้ด ในมือถือแผ่นป้ายเขียนข้อความว่า “พวกเราทั้งหมดเป็นพวกเดียวกันกับคนที่อยู่ข้างใน”
<i>ภาพไม่ระบุวันที่ถ่ายซึ่งมอบให้โดย อับดี อิบรอฮิม โดยเป็นภาพของน้องชายวัย 3 ขวบของเขา มูคาด อิบรอฮิม เหยื่อผู้เสียชีวิตอายุน้อยที่สุดในเหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่มัสยิด 2 แห่งที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. </i>
14.07 น.

ตำรวจ 2 คนนำรถพุ่งกระแทกรถของทาร์แรนต์ บังคับให้มันตกลงจากถนน แล้วลากเอาตัวเขาออกมา วันรุ่งขึ้นเขาถูกตั้งข้อหากระทำฆาตกรรม 1 คดี โดยที่คาดหมายกันว่าข้อหาอื่นๆ จะทยอยติดตามมา

เหยื่อผู้เสียชีวิตจำนวนมากโยกย้ายมาอยู่อาศัยในนิวซีแลนด์ เพื่อเสาะแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในประเทศซึ่งขึ้นชื่อทั้งเรื่องความงดงาม, ความเป็นมิตร, และความปลอดภัย ในหมู่ผู้เสียชีวิตเหล่านี้มีทั้งวิศวกร, เจ้าของธุรกิจ, นักเรียนนักศึกษา, และผู้เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูของทีมชาตินิวซีแลนด์ในกีฬาฟุตซอล

เหยื่อผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุดคือ มูคาด อิบรอฮิม (Mucaad Ibrahim) ที่อยู่ในวัย 3 ขวบ เขามีตาสีน้ำตาลใหญ่สุกใส และดูเหมือนกำลังหัวเราะยิ้มแย้มอยู่เสมอ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าเขาเฉลียวฉลาดเกินวัย และเขาชื่นชอบที่จะเฝ้าดูพี่ชายใหญ่ของเขาเล่นฟุตบอล


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...