xs
xsm
sm
md
lg

รมว.ต่างประเทศจีนคำรามก้อง ไม่ยอมให้‘หัวเว่ย’กลายเป็น ‘แกะเซื่องๆเดินเข้าโรงเชือด’

เผยแพร่:   โดย: กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์

<i>หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

China’s Foreign Minister wades into Huawei row
By Asia Times staff
08/03/2019

รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ของจีน กล่าวเตือนว่า จะไม่ยอมปล่อยให้ หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่เทเลคอมที่ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจของแดนมังกรในปัจจุบัน ต้องกลายเป็น “แกะเซื่องๆ เดินเข้าโรงเชือด” จากความพยายามรณรงค์ถล่มโจมตีอย่างดุเดือดรุนแรงของรัฐบาลสหรัฐฯ

รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ของจีน กดปุ่มเร่งเสียงคำรามถ้อยคำแห่งสงครามดังกึกก้องยิ่งขึ้นอีกในกรณีของบริษัทหัวเว่ย เมื่อเขากล่าวเตือนว่ายักษ์ใหญ่การสื่อสารโทรคมนาคมสัญชาติมังกรรายนี้จะต้องไม่กลายเป็น “แกะเซื่องๆ ที่เดินหน้าเข้าสู่โรงเชือด”

หวัง ซึ่งยังมีตำแหน่งเป็นมนตรีแห่งรัฐ (State Councilor) ที่ในระบบของจีนมีฐานะเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันในวันศุกร์ที่แล้ว (8 มี.ค.) ว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะ “ใช้มาตรการที่จำเป็นทุกๆ อย่าง” เพื่อปกป้องคุ้มครองบรรดาสิทธิผลประโยชน์ของพวกบริษัทภายในประเทศอย่างเช่นหัวเว่ย ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็นกิจการที่ปักกิ่งถือเป็นตัวอย่างดีเด่นในด้านไฮเทคของตน ซึ่งเวลานี้กำลังถูกล็อกเป้าเข้าสู่สงครามทางกฎหมายและสงครามทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

“มันไม่ใช่เป็นเรื่องลำบากอะไรเลยที่จะมองเห็นได้ว่า การปฏิบัติการต่างๆ ในระยะหลังมานี้ซึ่งมุ่งต่อต้านวิสาหกิจของจีนและบุคลากรชาวจีนอย่างเฉพาะเจาะจงนั้น ไม่ได้เป็นกรณีของการพิจารณาคดีความตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็นการกดขี่ปราบปรามด้วยอำนาจทางการเมืองอย่างจงใจ” หวังบอกกับที่ประชุมแถลงข่าวซึ่งจัดขึ้นข้างเคียงการประชุมเต็มคณะประจำปีของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติของจีน (รัฐสภาจีน) ที่กำลังดำเนินอยู่ในกรุงปักกิ่ง (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.xinhuanet.com/english/2019-03/08/c_137878151.htm)

“เรานั้นมีมาตรการ และก็จะยังคงใช้มาตรการทุกๆ ประการที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องเพื่อการปกป้องคุ้มครองบรรดาสิทธิผลประโยชน์อันถูกต้องชอบธรรมของของวิสาหกิจจีนและพลเมืองจีน (ในการปฏิเสธไม่ยอมเป็น) แกะเซื่องๆ ที่เดินหน้าเข้าสู่โรงเชือด” เขากล่าวต่อ โดยมิได้เปิดเผยว่าปักกิ่งจะใช้มาตรการอะไรบ้าง

หวังแถลงแสดงความเห็นเช่นนี้ ในเวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงภายหลังจากกลุ่มหัวเว่ยเองได้ประกาศว่า บริษัทจะฟ้องร้องสหรัฐฯ สืบเนื่องจากออกกฎหมายที่ห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลอเมริกันซื้อเทคโนโลยีจากหัวเว่ย ตลอดจนห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลอเมริกันซื้อสินค้าหรือบริการหรือให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าหรือเงินกู้ แก่บริษัทหรือฝ่ายที่สามซึ่งซื้อเทคโนโลยีหัวเว่ย (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apnews.com/0a072886fe6a491db77211ede380c6e4 -ผู้แปล) [1]

แล้วมันยังเป็นการเดินตามการรณรงค์ทำการประชาสัมพันธ์แบบไฮ-โปรไฟล์ของหัวเว่ย เพื่อต่อสู้ตอบโต้วอชิงตันที่วิ่งเต้นโหมกระพือคำเตือนที่ว่า เครือข่ายและอุปกรณ์ 5จีล่าสุดของบริษัทแห่งนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

“รัฐสภาสหรัฐฯล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าไม่สามารถที่จะเสนอหลักฐานใดๆ ออกมาสนับสนุนการที่พวกเขาตั้งมาตรการจำกัดกีดขวางการใช้ผลิตภัณฑ์หัวเว่ย เราจึงอยู่ในสภาพที่ถูกบีบบังคับให้ต้องใช้การปฏิบัติการทางกฎหมายเช่นนี้ ในฐานะหนทางต่อสู้อันเหมาะสมและก็เป็นที่พึ่งพาสุดท้าย” กว๋อ ผิง (Guo Ping) ประธานหมุนเวียนในวาระปัจจุบันของหัวเว่ย ออกมาแถลงเมื่อวันพฤหัสบดี (7 มี.ค.)

“ถ้าหากว่าไม่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายนี้ อย่างที่มันสมควรจะเป็นเช่นนั้นแล้ว หัวเว่ยก็สามารถนำเอาเทคโนโลยีอันก้าวหน้าเข้าสู่สหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น และช่วยเหลือสหรัฐฯในการสร้างเครือข่าย 5จี ซึ่งดีเยี่ยมที่สุด"

การพิพาทคราวนี้ได้ขยายบานปลายออกไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่ที่ เมิ่ง หว่านโจว (Meng Wanzhou) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ของหัวเว่ย ซึ่งเป็นบุตรสาวของ เหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งบริษัทอีกด้วย ได้ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานนานานชาติเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา

เวลานี้ เธอจะต้องเผชิญการพิจารณาคดีของศาลแคนาดานัดต่อไปในวันที่ 8 พฤษภาคม และถึงที่สุดแล้วอาจถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจากแคนาดาไปสหรัฐฯ ซึ่งที่นั่นเธอจะถูกดำเนินคดีในข้อหาละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นอิหร่าน อันเป็นข้อกล่าวหาที่ทางการสหรัฐฯระบุว่าบริษัทหัวเว่ยเองก็มีความผิดด้วย ถึงแม้ทั้งเมิ่งและหัวเว่ยต่างยังคงปฏิเสธ

นอกจากนั้น วอชิงตันยังเตือนอีกว่า ระบบ 5จี ของหัวเว่ย อาจถูกปักกิ่งแอบใช้เป็นประโยชน์ในการสอดแนมสืบความลับของประเทศอื่นๆ และกระทั่งรบกวนขัดขวางการสื่อสารอันสำคัญยิ่งยวด ถึงแม้สหรัฐฯยังไม่เคยแสดงหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนี้เพื่อยืนยันข้อกล่าวหาเลย

เมื่อสิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯได้ประกาศข้อกล่าวหาต่างๆ จำนวนมากเพื่อเล่นงานหัวเว่ย ตั้งแต่การทุจริตฉ้อโกงเกี่ยวกับการธนาคาร, การขัดขวางความยุติธรรม, ไปจนถึงการโจรกรรมเทคโนโลยี (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.justice.gov/opa/video/acting-attorney-general-whitaker-announces-national-security-related-criminal-charges) และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บริษัทออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หัวเว่ยซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ในมณฑลกวางตุ้ง ที่อยู่ใกล้ๆ กับฮ่องกง ได้กลายเป็นเพลเยอร์สำคัญรายหนึ่งของโลกในการพัฒนาเพื่อนำเอาเทคโนโลยี 5จี ออกมาใช้งาน พร้อมกันนั้นโทรศัพท์สมาร์ตโฟนของบริษัทยังสามารถทะลุทะลวงชิงส่วนแบ่งในภาคเทคเพื่อผู้บริโภค จนแซงแอปเปิลขึ้นสู่อันดับ 2 ของผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจำหน่ายได้มากที่สุดของโลก และกำลังไล่หลังแชมป์ซัมซุงอย่างกระชั้นยิ่งขึ้น

กระนั้นก็ตาม สหรัฐฯก็ได้แสดงความระแวงสงสัยมาเป็นแรมปีแล้วในเรื่องที่หัวเว่ยอาจมีความเชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือรัฐบาลจีน ทว่าไม่ได้เคยมีการแบหลักฐานให้เห็นกันได้จะจะ

ต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้ หัวเว่ยปฏิเสธเรื่อยมาว่าบริษัทไม่ได้มีท่าทางจะเป็นภัยอันตรายด้านความมั่นคงปลอดภัยใดๆ

ตรงกันข้าม “รัฐบาลสหรัฐฯกำลังทุ่มเทใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อใส่ร้ายป้ายสีบริษัท” กว๋อ กล่าว พร้อมกับระบุว่าพวกหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ “ได้แฮ็ก” เข้าไปใน “เซิร์ฟเวอร์ของเราและโจรกรรมอีเมล์ตลอดจนซอร์ซโค้ดของเรา” เขากล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้

จากการที่จีนกำลังแสดงท่าทีตอบโต้กลับคืน ดังนั้น การออกมาแถลงเช่นนี้ของรัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ย่อมเท่ากับเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้แก่การโต้เถียงอันร้อนแรง ซึ่งคุกคามที่จะเดือดปะทุ กลายเป็นสงครามเทคโนโลยีระหว่าง 2 ชาติผู้เป็นเจ้าของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก
<i>กว๋อ ผิง ประธานวาระปัจจุบันของหัวเว่ย แถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มี.ค. </i>
หมายเหตุผู้แปล

[1] รายงานข่าวเรื่องหัวเว่ยยื่นฟ้องสหรัฐฯของสำนักข่าวเอพีชิ้นนี้ มีเนื้อหาดังนี้:


‘หัวเว่ย’ยักษ์ใหญ่เทคจีนฟ้องศาล ระบุกม.ความมั่นคงสหรัฐฯ‘ขัดรัฐธรรมนูญ’
โดย สำนักข่าวเอพี

China's Huawei sues to challenge US security law
By JOE McDONALD AP Business Writer

ยักษ์ใหญ่เทคสัญชาติจีน “หัวเว่ย” กำลังต่อสู้ท้าทายกฎหมายสหรัฐฯฉบับหนึ่งซึ่งจำกัดบีบรัดการขายอุปกรณ์เทเลคอมของบริษัทในอเมริกาด้วยเหตุผลข้ออ้างเรื่องความมั่นคงปลอดภัย ขณะที่บริษัทมุ่งมั่นยกระดับเพิ่มความพยายามในการรักษาช่องทางเข้าสู่ตลาดโลกของตนในเรื่องการสื่อสารไร้สายเจเนอเรชั่นหน้าเอาไว้

ในการฟ้องร้องของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ ซึ่งประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดี (7 มี.ค.) ได้ร้องขอศาลชั้นต้นของสหรัฐฯ ให้ตัดสินว่าบทมาตราในกฎหมายการใช้จ่ายทางทหารฉบับหนึ่งของสหรัฐฯซึ่งระบุห้ามรัฐบาลอเมริกันตลอดจนผู้รับเหมาทำงานให้แก่รัฐบาลอเมริกันไม่ให้ใช้อุปกรณ์หัวเว่ยนั้น เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ

ความเคลื่อนไหวคราวนี้ปรากฏขึ้น ขณะเดียวกับที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลกรายนี้กำลังต่อสู้กับการรณรงค์ของรัฐบาลสหรัฐฯซึ่งมุ่งโน้มน้าวชักจูงให้เหล่าชาติพันธมิตรของตนร่วมกันปฏิเสธไม่เอาหัวเว่ย ทั้งนี้ความพยายามเช่นนี้ของวอชิงตันคือการคุกคามที่จะสกัดกั้นไม่ให้หัวเว่ยเข้าถึงตลาดใหญ่ๆ ของโลก ในระยะเวลาที่พวกบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์อยู่ในช่วงเตรียมตัวเพื่อลงทุนกันเป็นหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในเครือข่ายสื่อสารไร้สายเจเนอเรชั่นหน้า ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า 5จี

คำฟ้องของหัวเว่ย ซึ่งยื่นต่อศาลชั้นต้นของสหรัฐฯในเมืองเพลโน รัฐเทกซัส อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ส่วนที่ดูแลการดำเนินงานของบริษัทในสหรัฐฯ ระบุว่าบทมาตราของกฎหมายฉบับดังกล่าว (มาตรา 889 ในรัฐบัญญัติการให้อำนาจด้านกลาโหมแห่งชาติ National Defense Authorization Act หรือ NDAA –ผู้แปล) อยู่ในลักษณะเป็นกฎหมายที่มุ่งลงโทษบุคคลหรือองค์กรหนึ่งใดอย่างเฉพาะเจาะจง จึงเข้าข่ายเป็น “bill of attainder” (การที่รัฐตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหาโดยไม่ได้มีการพิจารณาความผิดก่อน) ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ทั้งนี้คำฟ้องบอกว่า บทมาตราของกฎหมายดังกล่าวเป็นการปฏิเสธไม่ให้บริษัทสามารถเข้าสู่วิถีทางอันถูกต้องแห่งกฎหมาย (due process) และจึงเท่ากับเป็น “การลงโทษประหารชีวิต”

ทางด้าน สตีเวน ชวินน์ (Steven Schwinn) อาจารย์ของโรงเรียนกฎหมายจอห์นมาร์แชล (John Marshall Law School) ในเมืองชิคาโก ให้ความเห็นว่าทางผู้พิพากษาน่าที่จะวินิจฉัยยกฟ้องคดีนี้ และระบุว่า ข้ออ้างเรื่อง “bill of attainder” หรือการลงโทษโดยปราศจากวิถีทางที่ถูกต้องแห่งกฎหมายนั้น เป็นเรื่องลำบากที่จะหาข้อพิสูจน์มายืนยัน

กระนั้น ชวินน์มองว่า การฟ้องร้องนี้เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ยังคงเหลืออยู่ของหัวเว่ย ถ้าหากไม่ทำถึงขั้นพยายามทำให้รัฐสภาแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการสั่งห้ามนี้

“นี่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นความพยายามดิ้นรนในขั้นสุดท้ายเพื่อที่จะทำอะไรออกมาบ้าง” เขากล่าว

ขณะที่ แฟรงคลิน เทอร์เนอร์ (Franklin Turner) หุ้นส่วน (partner) คนหนึ่งของสำนักกฎหมายแมคคาร์เตอร์แอนด์อิงริช (McCarter & English) บอกว่า คำฟ้องของหัวเว่ยนี้มีความคล้ายคลึงกับการยื่นฟ้องของ แคสเพอร์สกี้แล็ปส์ (Kaspersky Labs) บริษัทซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติรัสเซีย เมื่อปี 2017 ซึ่งในที่สุดแล้วก็ถูกศาลตัดสินยกฟ้อง โดยในคดีนั้นรัฐบาลสหรัฐฯสั่งห้ามพวกหน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหลายใช้ผลิตภัณฑ์ต่อต้านไวรัสของแคสเพอร์สกี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความผูกพันระหว่างบริษัทนี้กับวังเครมลินและการปฏิบัติการสอดแนมสืบความลับของรัสเซีย

เทอร์เนอร์เห็นว่า หัวเว่ยน่าจะยังคงพยายามต่อสู้ต่อไป แต่ “การต่อสู้ต่อไปเช่นนี้ ในทางกฎหมายแล้วมันก็มีค่าเท่ากับการพยายามไต่ขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์โดยไม่มีเชือกช่วย”

หัวเว่ย ซึ่งเป็นแบรนด์ด้านเทคระดับโลกแบรนด์แรกของจีน กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของความตึงเครียดขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนในการแข่งขันกันทางด้านเทคโนโลยีและในการสอดแนมสืบความลับทางไซเบอร์ โดยที่บริษัทได้ใช้ความพยายามมาเป็นแรมปีแล้วในความพยายามที่จะยุติข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้แก่การสอดแนมสืบความลับของฝ่ายจีน หรือบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน

“เราอยู่ในสภาพที่ถูกบีบบังคับให้ต้องใช้การปฏิบัติการทางกฎหมายเช่นนี้ ในฐานะหนทางต่อสู้อันเหมาะสมและก็เป็นที่พึ่งพาสุดท้าย” กว๋อ ผิง (Guo Ping) หนึ่งในผู้บริหารระดับท็อปของหัวเว่ยซึ่งหมุนเวียนขึ้นเป็นประธานบริษัทในวาระปัจจุบัน กล่าวต่อที่ประชุมแถลงข่าวในวันพฤหัสบดี (7 มี.ค.) ณ สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ยในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง

กว๋อกล่าวว่า การสั่งห้ามหัวเว่ยเช่นนี้จะเป็นการจำกัดการแข่งขัน และกำลังชะลอการนำเอาการสื่อสารโทรคมนาคม 5จี ออกมาใช้งานในอเมริกา รวมทั้งกำลังทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯต้องจ่ายเงินสูงขึ้น

ก่อนหน้านี้ หัวเว่ย ก็ได้แถลงว่าตนเองไม่มีความผิดและขอสู้คดี เมื่อถูกสหรัฐฯฟ้องร้องกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานขโมยความลับทางการค้า ทั้งนี้ตามคำฟ้องซึ่งเปิดเผยโดยศาลชั้นต้นสหรัฐฯในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน เดือนมกราคมที่ผ่านมา

ขณะที่ เมิ่ง หว่านโจว (Meng Wanzhou) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ของบริษัท ก็ได้ถูกจับกุมในวันที่ 1 ธันวาคมปีที่แล้วที่แคนาดาตามคำร้องขอของสหรัฐฯ ทางการสหรัฐฯนั้นตั้งข้อหาเธอว่าหลอกลวงธนาคารหลายแห่งเกี่ยวกับการทำธุรกรรมกับอิหร่าน อันถือเป็นการละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นของวอชิงตัน เวลานี้เธอกำลังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในศาลแคนาดาเพื่อคัดค้านการส่งตัวเธอไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ

หัวเว่ยนั้นปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาเหล่านี้เช่นกัน

ลู่ คัง (Lu Kang) โฆษกผู้หนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศจีน ก็แถลงคัดค้านกฎหมายดังกล่าวนี้ของสหรัฐฯ แต่เขาบอกว่าเขาไม่มีข้อมูลข่าวสารใดๆ ว่าทางรัฐบาลจีนจะเข้าร่วมในการฟ้องร้องของหัวเว่ยหรือไม่

“เราเชื่อว่าเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสมอย่างที่สุดและเป็นเรื่องซึ่งสามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่สำหรับการที่บริษัทต่างๆ จะปกป้องพิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมายของพวกเขา โดยอาศัยวิธีการทางกฎหมาย” ลู่ บอก

หัวเว่ยในปัจจุบันครอบครองส่วนแบ่งราว 40% ของตลาดทั่วโลกในเรื่องอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคม ถึงแม้ยอดขายในสหรัฐฯของบริษัทได้เหือดหายไปมากแล้วหลังจากมีรายงานของคณะทำงานของรัฐสภาชุดหนึ่งเมื่อปี 2012 ที่ระบุว่า ทั้งหัวเว่ยและ แซดทีอี คอร์ป (ZTE Corp.) ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งสัญชาติจีนอีกรายหนึ่ง ต่างเป็นความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงปลอดภัย รายงานยังบอกให้พวกบริษัทให้บริการด้านโทรศัพท์ทั้งหลาย หลีกเลี่ยงอย่าทำธุรกรรมทำบริษัทจีนเหล่านี้

ในคำฟ้องล่าสุดนี้ หัวเว่ยกล่าวว่า จากบทมาตราในกฎหมาย NDAA จะทำให้โอกาสในตลาดสหรัฐฯของบริษัทยิ่งหดแคบลงไปอีก สืบเนื่องจากเป็นการสั่งห้ามหน่วยงานรัฐบาลไม่ให้ซื้อเทคโนโลยีจากเวนเดอร์จีนรายนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังห้ามหน่วยงานรัฐบาลไม่ให้ซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ ตลอดจนไม่ให้ความช่วยเหลือในรูปเงินให้เปล่าหรือในรูปเงินกู้ แก่บริษัทใดๆ หรือฝ่ายที่สามใดๆ ก็ตามซึ่งซื้อเทคโนโลยีหัวเว่ยอีกด้วย โดยที่ตลาดสหรัฐฯนั้นมีขนาดเท่ากับประมาณ 20 ถึง 25% ของตลาดโลกทีเดียวในเรื่องคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเทเลคอม

การสั่งห้ามซื้อหัวเว่ยเช่นนี้ “อิงอยู่กับข้อเสนอทางทฤษฎีจำนวนหนึ่งที่มีความผิดพลาด, ไม่ได้เคยมีการพิสูจน์, และไม่ได้ผ่านการทดสอบ” ซ่ง หลิวผิง (Song Liuping) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย (chief legal officer) ของบริษัทกล่าวในที่ประชุมแถลงข่าวที่เซินเจิ้นคราวนี้ พร้อมกับยืนยันว่า “หัวเว่ยมีประวัติและแผนงานเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังไม่ได้เคยมีใครเสนอหลักฐานที่ระบุยืนยันในทางตรงกันข้ามออกมาให้เห็นกันเลย”

ขณะที่ กว๋อ ร้องเรียนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ “กำลังทุ่มเทใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อใส่ร้ายป้ายสี” บริษัท เขาพูดด้วยว่าวอชิงตัน “ได้แฮ็กเซิร์ฟเวอร์ของเราและโจรกรรมอีเมล์ตลอดจนซอร์ซโค้ดของเรา” แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดมากไปกว่านี้

เขาบอกว่า หัวเว่ยต้องการที่จะเจรจาหารือกับสหรัฐฯเพื่อแก้ไขคลี่คลายความกังวลห่วงใยเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของวอชิงตัน ทว่ากฎหมายล่าสุดฉบับนี้กลายเป็นตัวสกัดขัดขวางไม่ให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีอำนาจที่จะฟื้นฟูการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯของบริษัท พร้อมกับชี้ว่าตัวทรัมป์เองก็เพิ่งกล่าวว่า เขาคัดค้านการใช้ “เหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ประดิษฐ์เสกสรรค์ขึ้นมาเอง” เพื่อกีดกันหัวเว่ย

การยกเลิกข้อห้ามนี้ “จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯมีความยืดหยุ่นที่ต้องการ สำหรับการทำงานกับหัวเว่ยและสำหรับการแก้ไขประเด็นปัญหาจริงๆ ในทางด้านความมั่นคงปลอดภัย” กว๋อกล่าว

ปัจจุบันหัวเว่ยมีฐานะเป็นผู้พัฒนาชั้นนำในเรื่องเทคโนโลยี 5จี โดยที่พวกคู่แข่งขันสำคัญได้แก่ บริษัทโนเกียคอร์ปแห่งฟินแลนด์ และ แอลเอ็ม อิริคสัน ของสวีเดน พวกนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเทเลคอมบอกว่า การกีดกันเวนเดอร์จีนรายนี้ออกจากตลาดอุปกรณ์ 5จี จะเท่ากับการตัดลดการแข่งขัน และอาจนำไปสู่ราคาซึ่งสูงขึ้น

หัวเว่ยซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1987 โดยอดีตวิศวกรในกองทัพจีนผู้หนึ่ง สามารถแซงหน้าอิริคสันจนกลายเป็นซัปพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของโลกในเรื่องอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมเมื่อปี 2017 บริษัทแถลงว่าในบรรดาบริษัทให้บริการโทรศัพท์ระดับท็อป 50 ของโลกนั้น มีถึง 45 รายซึ่งเลือกบริษัทเป็นซัปพลายเออร์ทางด้านอุปกรณ์ นอกจากนั้นหัวเว่ยยังมีสัญญากับบริษัทผู้ให้บริการ 30 รายเพื่อร่วมกันทดสอบเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายรุ่น 5จี

พวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของจีนและนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมนี้บางคนบอกว่า วอชิงตันอาจจะกำลังพยายามขยายเรื่องความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัยให้ใหญ่โตเกินจริง เพื่อจำกัดกีดกั้นความสามารถของหัวเว่ยในการแข่งขันกับพวกเวนเดอร์ของโลกตะวันตก

ถึงแม้ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และรัฐบาลอื่นๆ อีกบางราย ได้เดินตามสหรัฐฯในการประกาศสกัดกั้นขัดขวางการใช้เทคโนโลยีหัวเว่ย แต่พวกรัฐบาลในยุโรปกลับยังคงกำลังต้านทานแรงกดดันของวอชิงตันที่จะให้ “แบน” หัวเว่ย ไม่เพียงเท่านั้นบริษัทจีนแห่งนี้ยังเพิ่งประกาศข้อตกลงใหม่ๆ ที่ทำกับลูกค้าสำคัญๆ หลายราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสัญญาในเรื่องเทคโนโลยีเครือข่ายกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ชาติพันธมิตรสำคัญรายหนึ่งของอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง

พวกผู้บริหารหัวเว่ยบอกว่า การรณรงค์เตือนภัยด้านความมั่นคงของฝ่ายอเมริกัน ยังไม่ได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อยอดขายนอกสหรัฐฯ โดยที่ในรอบปี 2018 บริษัทคาดการณ์ว่าจะทำรายรับได้ในระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับในปี 2019 นี้ เหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งของบริษัทกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 125,000 ล้านดอลลาร์

เจ้าหน้าที่ยุโรปบางรายและคนอื่นๆ ในบางวงการ ได้หยิบยกอ้างอิงถึงกฎหมายความมั่นคงของจีนฉบับหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องร่วมมือกับพวกหน่วยงานข่าวกรอง บุคคลเหล่านี้กล่าวว่าเรื่องนี้อาจส่งผลทำให้หัวเว่ยและบริษัทเทครายอื่นๆ ของจีน มีพันธะต้องติดตั้ง “ประตูหลัง” ขึ้นในอุปกรณ์ของพวกตน เพื่อให้หน่วยข่าวกรองจีนสามารถแอบทำการสอดแนมได้

หัวเว่ยปฏิเสธแข็งขันเรื่อยมาว่า มีการปรับอุปกรณ์ของตนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่หน่วยข่าวกรองจีน นอกจากนั้นบริษัทยังได้จัดตั้งศูนย์ทดสอบขึ้นมาหลายแห่งทั้งที่สหราชอาณาจักร, แคนาดา, และภาคพื้นทวีปยุโรป เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลต่างๆ เข้าตรวจสอบเทคโนโลยีของบริษัท

“หัวเว่ยไม่ได้มี และก็จะไม่มีการแอบฝัง ‘ประตูหลัง’ เอาไว้” กว๋อ ยืนยัน

สำหรับเรื่องที่แคนาดาจับกุม เมิ่ง ซีเอฟโอของหัวเว่ย ซึ่งก็เป็นบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ด้วยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ตามคำร้องขอของวอชิงตันที่ให้ส่งตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯนั้น ปรากฏว่าในวันที่ 10 ธันวาคม รัฐบาลจีนได้จับกุมชาวแคนาดาเอาไว้ 2 คน คนหนึ่งเป็นอดีตนักการทูตซึ่งกำลังลางานชั่วคราวเป็นระยะยาวเพื่อมาทำงานวิจัยให้กับองค์กรคลังความคิดระดับนานาชาติแห่งหนึ่ง ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นนักธุรกิจที่เน้นหนักทำธุรกิจบริเวณชายแดนระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ของปักกิ่งถูกมองกันว่าเป็นความพยายามที่จะกดดันรัฐบาลแคนาดาให้ปล่อยตัวซีเอฟโอของหัวเว่ย

ในวันจันทร์ที่ 11 มี.ค. ปักกิ่งได้ยกระดับกล่าวหาชายชาวแคนาดาทั้ง 2 ว่ากำลังปฏิบัติการร่วมกันในการโจรกรรมความลับแห่งรัฐของจีน เรื่องนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐบาลแคนาดาประกาศในวันศุกร์ที่ 8 มีนาคมว่า จะอนุญาตให้เดินหน้ากระบวนการในการส่งตัวเมิ่งไปสหรัฐฯในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

(เก็บความจาก https://www.apnews.com/0a072886fe6a491db77211ede380c6e4 โดยเพิ่มเติมข้อมูลจากข่าวของเอเจนซีส์สำนักอื่นๆ ด้วย)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...