xs
xsm
sm
md
lg

สหรัฐฯยังคงขาดดุลการค้าพุ่งทุบสถิติ นโยบายทรัมป์'อเมริกาต้องมาก่อน'เหลว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์(ซ้าย) กับธนบัตรเงินหยวนของจีน(ขวา)
เอเจนซีส์ - สหรัฐฯในปี 2018 ยังคงขาดดุลการค้าพุ่งลิ่วทำลายสถิติในรอบหนึ่งทศวรรษ เนื่องจากดีมานด์ภายในที่แข็งแกร่ง ฟ้องว่านโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ที่รวมถึงการใช้มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้าเข้าของชาติอื่น ประสบความล้มเหลวไม่เป็นท่า ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำสหรัฐฯกล่าวถึงการเจรจาการค้ากับจีนที่กำลังดำเนินอยู่ว่ามีความคืบหน้า กระนั้นก็พูดแบบแทงกั๊กว่าอาจบรรลุข้อตกลงที่ดีหรือไม่มีข้อตกลงเลยก็ได้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งผลักดันวาระทางการค้าด้วยการใช้ลัทธิกีดกันการค้าที่มุ่งปกป้องผู้ผลิตอุตสาหกรรมอเมริกัน โดยประกาศทั้งระหว่างรณรงค์หาเสียงเมื่อ 3 ปีที่แล้วและหลังจากชนะเลือกตั้งได้เป็นประมุขของประเทศว่า จะลดยอดขาดดุลการค้าโดยการปิดกั้นการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติซึ่งเขากล่าวหาว่าใช้วิธีการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งยังทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีที่สหรัฐฯทำไว้กับประเทศต่างๆ

กระนั้น เมื่อวันพุธ (6 มี.ค.) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ แถลงว่า ยอดขาดดุลการค้าประจำปี 2018 พุ่งขึ้นถึง 12.5% เป็น 621,000 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับจากปี 2008

คริส รัปกีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอ็มยูเอฟจีในนิวยอร์ก ให้ความเห็นว่า ยอดขาดดุลการค้าพุ่งกระฉูดทั้งที่คณะบริหารของทรัมป์เร่งดำเนินนโยบาย “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และไม่มีแนวโน้มว่า สถานการณ์ในปีนี้จะดีขึ้นเลย

ทำเนียบขาวของทรัมป์ยืนกรานเรื่อยมาว่า การลดยอดขาดดุลการค้าจะสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืนในอัตรา 3% ขณะเดียวกันรัฐบาลยังพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการลดภาษี 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ปรากฏว่ามาตรการนี้ซึ่งส่งเสริมการใช้จ่ายทั้งของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ กลับมีส่วนขับดันยอดนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2018 โดยอยู่ในระดับ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์

ในปีที่แล้ว อเมริกาใช้มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรจากสินค้าเข้าของจีนจีนมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ และถูกปักกิ่งตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าอเมริกันมูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงถั่วเหลืองและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ
ภาพถ่ายจากทางอากาศแสดงให้เห็นเรือบรรทุกสินค้าจำนวนมากจอดที่ท่าเรือโอคแลนด์ ในเมืองโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (6 มี.ค.) วันเดียวกับที่กระทรวงพาณิชย์อเมริกันรายงานว่า ยอดขาดดุลการค้าในรอบปีที่แล้วพุ่งขึ้นสูงทำสถิติใหม่ในรอบสิบปี
อย่างไรก็ดี ปลายปีที่แล้วทรัมป์ประกาศชะลอการเพิ่มภาษีขึ้นไปอีกจากสินค้าจีนรวมมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตัวแทนของสองประเทศเร่งเจรจาทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมา 8 เดือน บรรยากาศเช่นนี้ได้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเร่งรัดสั่งสินค้านำเข้าจากจีน เนื่องจากเกรงว่าอาจมีการขึ้นภาษีศุลกากรในอนาคต

ผลลัพธ์จากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ก็คือ อเมริกาขาดดุลการค้าจีนในปี 2018 สูงขึ้น 11.6% อยู่ที่ 419,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่

ไม่เพียงเท่านั้น ในปีที่แล้วสหรัฐฯยังขาดดุลการค้าสหภาพยุโรป (อียู) อีกหนึ่งคู่พิพาททางการค้า เพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่เช่นกัน โดยขึ้นมาอยู่ที่ 169,300 ล้านดอลลาร์

สก็อตต์ พอล ประธานกลุ่มพันธมิตรเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตของอเมริกาในวอชิงตัน แสดงความเห็นว่า ทรัมป์อาจสำนึกแล้วว่า การทวิตและขู่คำรามไม่ได้ช่วยให้ยอดขาดดุลการค้าลดลง และนโยบายการคลังของคณะบริหารชุดนี้ยังทำให้อเมริกาขาดดุลการค้ามากขึ้น

โจเอล แนรอฟฟ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแนรอฟฟ์ อิโคโนมิก แอดไวเซอร์ส ในรัฐเพนซิลเวเนีย เตือนว่า ในช่วงจากนี้ไปการส่งออกของอเมริกาจะซบเซา และแม้วอชิงตันและปักกิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าก็ตาม ก็ยังจะซบเซาอยู่

สอดคล้องกับความเห็นของมิกกี เลวี จากเบเรนเบิร์ก แคปิตอล มาร์เก็ตส์ ที่คาดว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะยังคงฉุดรั้งการส่งออกและการผลิตของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตซบเซาของจีนและยุโรป และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามการค้า จะบ่อนทำลายการค้าของอเมริกาต่อไป

ในส่วนความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนนั้น ทรัมป์เปิดเผยเมื่อวันพุธ (6) ว่า คืบหน้าด้วยดี แต่ยังต้องรอดูกันต่อไป เพราะขณะนี้มีโอกาสทั้งบรรลุข้อตกลงที่ดีหรือจบโดยปราศจากข้อตกลง

ขณะที่พวกแหล่งข่าวฝ่ายอเมริกันที่ใกล้ชิดกับการเจรจาระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีงานต้องทำอีกมากมายเพื่อบรรลุข้อตกลง โดยเฉพาะการทำให้จีนต้องปฏิบัติตามสิ่งที่ให้สัญญาไว้ และสำทับว่า การเจรจายังมีโอกาสล่ม หากไม่สามารถตกลงกันได้ในการบังคับใช้มาตรการเพื่อให้ปักกิ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การที่อเมริกาเรียกร้องให้จีนแก้ไขกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และเลิกบังคับให้บริษัทอเมริกันถ่ายโอนเทคโนโลยีให้บริษัทจีน เป็นต้น
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...