xs
xsm
sm
md
lg

พวกผู้เชี่ยวชาญตะวันตกระบุ สหรัฐฯต่อต้าน‘หัวเว่ย’ด้วยข้อกล่าวหาที่เกินจริง

เผยแพร่:   โดย: แฟรงค์ บาจัค, สำนักข่าวเอพี

<i>โรเบิร์ต สเตรเยอร์ รองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบายไซเบอร์และการสื่อสารและสารสนเทศระหว่างประเทศ (ขวา) และ อาจิต ไพ ประธานของคณะกรรมาธิการการสื่อสารสหรัฐฯ (กลาง) ขณะแถลงข่าวในงาน โมบายล์ เวิร์ลด์ คองเกรส ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 26 ก.พ. </i>
Experts: US anti-Huawei campaign likely exaggerated
By Frank Bajak, AP Cybersecurity Writer
01/03/2019

พวกผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กำลังพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯรณรงค์มุ่งเล่นงานบริษัทหัวเว่ยของจีน ด้วยข้ออ้างว่าการใช้อุปกรณ์ของบริษัทนี้ในเครือข่าย 5 จี คือการยินยอมให้ปักกิ่งมีช่องทางลับสำหรับการสอดแนมทำจารกรรมนั้น เป็นการกล่าวหาที่เกินเลยความเป็นจริง

ตั้งแต่ปีที่แล้ว สหรัฐฯได้เปิดฉากรุกทางการทูตอย่างกระตือรือร้น ซึ่งมุ่งเล่นงาน หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่สื่อสารโทรคมนาคมสัญชาติจีน ด้วยข้ออ้างที่ว่าประเทศใดก็ตามทีซึ่งใช้อุปกรณ์ของบริษัทนี้ในเครือข่ายสื่อสารไร้สายเจเนอเรชั่นหน้าของพวกเขา ก็คือการยินยอมให้ปักกิ่งมีช่องทางลับสำหรับการสอดแนมทำจารกรรม หรือกระทั่งเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นอีก

ทว่าพวกผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัย กลับกำลังพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า รัฐบาลสหรัฐฯน่าจะกำลังขยายภัยคุกคามดังกล่าวนี้จนเกินเลยความเป็นจริง พวกเขาชี้ว่าในกรณีนี้ไม่เพียงสหรัฐฯไม่ได้เสนอหลักฐานอันเจาะจงชัดเจนเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนอำพรางข้อเท็จจริงที่ว่าฝ่ายจีนไม่ได้จำเป็นต้องมีช่องทางลับในการเข้าสู่พวกอุปกรณ์เราเตอร์หัวเว่ยเพื่อแทรกซึมเครือข่ายสื่อสารระดับโลก ซึ่งอันที่จริงก็มีชื่อเสียงย่ำแย่อยู่แล้วในเรื่องมีคุณสมบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ต่ำเตี้ย

พวกแฮกเกอร์ที่อุปถัมภ์โดยภาครัฐนั้น แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าพวกเขาไม่ได้รู้สึกชื่นชอบเป็นพิเศษกับการได้เข้าเจาะเทคโนโลยีของบริษัทผู้ผลิตแห่งหนึ่งแห่งใดยิ่งกว่าของบริษัทอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กล่าว ตัวอย่างเช่น แฮกเกอร์ที่หนุนหลังโดยวังเครมลิน ยังคงมีความคล่องแคล่วว่องไวในการหาทางผ่านพวกเราเตอร์อินเทอร์เน็ตตลอดจนอุปกรณ์เครือข่ายอย่างอื่นๆ ซึ่งผลิตโดยพวกบริษัทที่มิได้เป็นของรัสเซียเลย

หากฝ่ายจีนต้องการที่จะก่อกวนเครือข่ายสื่อสารระดับโลกแล้ว “พวกเขาจะสามารถทำอย่างนั้นได้ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงประเภทของอุปกรณ์ที่คุณกำลังใช้อยู่หรอก” นี่เป็นความเห็นของ แยน-พีเตอร์ ไคลน์ฮันส์ (Jan-Peter Kleinhans) นักวิจัยซึ่งทำงานอยู่ที่ นอยเออ เวร์อันต์วอร์ตุง ชติฟตุง (Neue Verantwortung Stiftung) องค์กรคลังความคิดที่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน

หนึ่งในความหวาดกลัวที่ถูกสหรัฐฯหยิบยกขึ้นมาประโคมหนักที่สุด –อันได้แก่การที่ หัวเว่ย อาจติดตั้งซอฟต์แวร์ “ประตูหลัง” เอาไว้ในอุปกรณ์ของบริษัทซึ่งทำให้หน่วยข่าวกรองจีนสามารถใช้ในการแอบต่อเชื่อม, แอบดักสอดแนมข้อมูล, หรือกระทั่งขัดขวางการถ่ายโอนสัญญาณ— กลับเป็นสิ่งซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่าไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง

พริสซิลลา โมริอูชิ (Priscilla Moriuchi) ซึ่งเกษียณจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency ใช้อักษรย่อว่า NSA) ในปี 2017 ภายหลังเป็นผู้ดำเนินงานการปฏิบัติการด้านตะวันออกไกลของหน่วยงานข่าวกรองด้านสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯแห่งนี้ ถึงแม้ไม่ได้เชื่อว่าภัยคุกคามจากหัวเว่ยเป็นสิ่งที่พูดกันมากเกินไป แต่เธอก็บอกว่าแต้มต่อเดิมพันที่บริษัทนี้กำลังติดตั้งประตูหลังให้แก่หน่วยข่าวกรองจีนนั้น “แทบจะเท่ากับศูนย์” สืบเนื่องจากโอกาสที่มันจะถูกค้นพบ และดังนั้นหัวเว่ยก็จะถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย

โมริอูชิ ซึ่งเวลานี้ทำงานเป็นนักวิเคราะห์อยู่ที่ เรคอร์เดด ฟิวเจอร์ (Recorded Future) บริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติสหรัฐฯ บอกว่า เธอไม่ได้เคยรับรู้เลยว่า เอ็นเอสเค ได้เคยค้นพบประตูหลังที่หัวเว่ยสร้างขึ้นให้แก่หน่วยข่าวกรองจีน แต่เธอก็พูดอย่างระมัดระวังด้วยว่า หากมีการค้นพบประตูหลังขึ้นมาจริงๆ มันก็เป็นเรื่องลำบากยากยิ่งทีเดียวที่จะวินิจฉัยว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังประตูหลังเหล่านี้

พวกชาติพันธมิตรในยุโรปของสหรัฐฯ ก็กำลังแสดงท่าทีลังเลที่จะยอมรับและออกคำสั่ง “เด็ดหัว” ต่อต้านหัวเว่ยแบบครอบคลุมเบ็ดเสร็จทั้งหมด ถึงแม้พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯยังคงพยายามประทับตราผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกรายนี้ว่า แทบไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแค่ “ผู้หญิงรับอุ้มท้อง” แทนหน่วยงานข่าวกรองของปักกิ่ง ซึ่งไม่ควรค่าแก่การให้ความเชื่อถือไว้วางใจเลย (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apnews.com/26505a4c51014cb6926ab8519ef6aa1d )

โรเบิร์ต สเตรเยอร์ (Robert Strayer) รองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายนโยบายไซเบอร์และการสื่อสารและสารสนเทศระหว่างประเทศ (Deputy Assistant Secretary for Cyber and International Communications and Information Policy) ซึ่งถือเป็นนักการทูตระดับท็อปของอเมริกาในด้านนโยบายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บอกว่า หัวเว่ยมีพันธะผูกพันต้องทำตามคำสั่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตามกฎหมายข่าวกรองฉบับเมื่อปี 2017 ของแดนมังกร ที่มีเนื้อหา “บังคับพลเมืองของพวกเขาและบริษัทของพวกเขาต้องเข้าร่วมในกิจกรรมด้านข่าวกรอง”

แต่สเตรเยอร์ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเจาะจงใดๆ เมื่อถูกพวกผู้สื่อข่าวซักไซ้ในวันอังคาร (26 ก.พ.) ที่ผ่านมาว่า อุปกรณ์ของหัวเว่ยอาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงปลอดภัยมากไปกว่า สวิตช์, เราเตอร์, และสถานีฐานไร้สายของบริษัทผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้อย่างไร ทั้งนี้นักการทูตผู้นี้พูดอยู่ที่งาน “โมบายล์ เวิร์ลด์ คองเกรส” (Mobile World Congress) อันเป็นงานแสดงสินค้าการสื่อสารไร้สายประจำปีซึ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยจัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

น่าสังเกตว่า ถ้อยคำโวหารของฝ่ายอเมริกันในเรื่องนี้เจือปนเอาไว้ด้วยการข่มขู่คุกคาม

ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ บ่งชี้ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่า การใช้อุปกรณ์หัวเว่ยใดๆ ก็ตาม อาจเป็นภัยอันตรายต่อการแลกเปลี่ยนแบ่งปันข่าวกรองของสหรัฐฯ และกระทั่งอาจะเป็นเหตุผลประการหนึ่งสำหรับการจัดตั้งฐานทัพทางทหารในที่อื่นๆ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.foxbusiness.com/technology/pompeo-slams-huawei-us-wont-partner-with-countries-that-use-its-technology) การแสดงความเห็นเช่นนี้อาจพุ่งเป้าหมายไปที่พวกชาติพันธมิตรองค์การนาโต้ โดยรวมถึงโปแลนด์และสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งหัวเว่ยกำลังสามารถเจาะเข้าไปได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว

อย่างไรก็ดี ผู้ทำหน้าที่เป็นโฆษกคนหนึ่งให้แก่สภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ปฏิเสธไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ หรือส่งเรื่องต่อไปยังเจ้าหน้าที่ใดๆ เพื่อพูดถึงเรื่องนี้อย่างเฉพาะเจาะจง ขณะที่โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อถูกสำนักข่าวเอพีสอบถาม ก็อ้างอิงถึงคำแถลงข่าวสำหรับสื่อมวลชนฉบับหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงการแถลงแสดงความเห็นของสเตรเยอร์ที่บาร์เซโลนา (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.state.gov/e/eb/rls/rm/2019/289722.htm )

หัวเว่ย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1987 โดยอดีตวิศวกรทางทหารผู้หนึ่ง สามารถแซงหน้าบริษัท แอลเอ็ม อิริคสัน (LM Ericsson) ของสวีเดนเมื่อปี 2017 ในการเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในตลาดอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและสวิตชิ่งทางอินเทอร์เน็ต บริษัทแถลงว่าเป็นผู้ซัปพลายอุปกรณ์ให้แก่ 45 บริษัทจาก 50 บริษัทโทรศัพท์ระดับท็อปของโลก และมีสัญญาข้อตกลงกับบริษัทผู้ให้บริการ 30 แห่งในการทดสอบเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายเจเนอเรชั่นหน้า ซึ่งเรียกขานกันว่าเจเนอเรชั่นที่ 5 หรือ 5 จี (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apnews.com/f3bfbc03498a4a66b5ded56497ecb75c ) พวกบริษัทสหรัฐฯนั้นไม่ได้เป็นคู่แข่งขันที่จริงจังอยู่ในตลาดนี้เลย โดยที่กำลังถอยห่างออกมาเป็นแรมปีแล้วด้วยซ้ำ คู่แข่งขันสำคัญของหัวเว่ยจึงเป็นบริษัทยุโรป ได้แก่ อิริคสัน และ โนเกีย แห่งฟินแลนด์

สหรัฐฯไม่ได้เคยเสนอหลักฐานใดๆ ว่าจีนกำลังแอบฝังประตูหลังสำหรับการแอบสอดแนมเอาไว้ในอุปกรณ์หัวเว่ย ถึงแม้มีรายงานของรัฐสภาสหรัฐฯ ปี 2012 ฉบับหนึ่ง ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐฯและพวกบริษัทให้บริการสื่อสารไร้สายระดับท็อปภายในสหรัฐฯประกาศ “แบน” หัวเว่ย และบริษัทผู้ผลิตสัญชาติจีนรายอื่นๆ จากเครือข่ายของพวกเขา (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.documentcloud.org/documents/5754448-huawei-zte-investigative-report.html)

“ภูมิหลังเบื้องลึกของเรื่องนี้ โดยสาระสำคัญแล้วก็คือการที่จีนก้าวผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านเทคในปริมณฑลต่างๆ อย่างหลากหลายนั่นแหละ” เป็นคำพูดของ พอล ทริโอโล (Paul Triolo) หัวหน้าในด้านเทคที่ ยูเรเชีย กรุ๊ป (Eurasia Group) บริษัทที่ปรึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงชื่อดัง เขากล่าวต่อว่า มาถึงตอนนี้ “มีการรณรงค์ใหญ่เพื่อวาดภาพหัวเว่ยให้กลายเป็นตัวแสดงที่ไร้ความรับผิดชอบ” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eurasiagroup.net/live-post/the-geopolitics-of-5g)

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา อัยการสหรัฐฯได้ยื่นฟ้องร้องคดีอาญาหลายข้อหาต่อหัวเว่ย และหนึ่งในผู้บริหารระดับท็อปของบริษัท โดยกล่าวหาหัวเว่ยว่าขโมยความลับทางการค้าและโกหกหลอกลวงพวกธนาคารเกี่ยวกับการติดต่อทำธุรกิจระหว่างบริษัทกับอิหร่าน ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นของสหรัฐฯ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apnews.com/0615a77380094e23b1c519ab4afe4869/)
ก่อนหน้านั้นแคนาดาได้จับกุมผู้บริหารหัวเว่ยผู้นั้น –ซึ่งยังเป็นบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทอีกด้วย— ตามคำขอของสหรัฐฯ เวลานี้เธอกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาเพื่อส่งตัวไปให้สหรัฐฯในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

หัวเว่ยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ในวันพฤหัสบดี (28 ก.พ.) บริษัทก็ได้แถลงอีกว่าตนเองไม่มีความผิดและขอสู้คดีในข้อกล่าวหาของทางอัยการสหรัฐฯที่ระบุว่า หัวเว่ยขโมยความลับทางการค้าจากบริษัทที-โมบายล์ (T-Mobile) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://apnews.com/7a230d65f56d4e719fd596eb3f79acf9)

ความย้อนแย้งประการหนึ่งของสถานการณ์นี้ก็คือ อันที่จริงแล้วสหรัฐฯนั่นแหละได้กระทำสิ่งที่พวกเขากำลังกล่าวหาว่าหัวเว่ยกระทำอยู่ ทั้งนี้ตามเอกสารลับสุดยอดที่นำออกมาเผยแพร่เมื่อปี 2013 โดย เอดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) อดีตผู้ทำสัญญารับเหมาทำงานให้เอ็นเอสเอ สหรัฐฯได้แอบฝังอุปกรณ์นำทางสำหรับการสอดแนมเอาไว้ในพวกอุปกรณ์เครือข่าย จากนั้นก็มีการขนส่งอุปกรณ์เครือข่ายเหล่านี้ไปทั่วโลก (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.eff.org/files/2015/01/27/20150117-spiegel-supply-chain_interdiction_-_stealthy_techniques_can_crack_some_of_sigints_hardest_targets.pdf)

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบกระเทือนเหล่านี้ ครอบคลุมถึงพวกอุปกรณ์จากซิสโก้ซิสเตมส์ (Cisco Systems) บริษัทในซิลคอนแวลลีย์ซึ่งเราเตอร์ของบริษัทได้ถูกขึ้นบัญชีดำจากพวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของจีน ภายหลังการเปิดโปงของสโนว์เดน

ในเรื่องภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นจากหัวเว่ย แม้กระทั่งชาติพันธมิตรผู้ใกล้ชิดที่สุดของวอชิงตันก็ตัดสินใจใช้วิธีจัดการรับมือซึ่งแตกต่างออกไป กล่าวคือ ศูนย์กลางความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (National Cyber Security Center หรือ NCSC) ของสหราชอาณาจักร ได้ประกาศข้อห้ามข้อจำกัดหลายๆ ระดับเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์หัวเว่ยมาช้านานแล้ว โดยรวมถึงการไม่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ของบริษัทนี้ในเครือข่ายที่มีความอ่อนไหวทุกๆ เครือข่าย เคียรัน มาร์ติน (Ciaran Martin) ผู้อำนวยการของหน่วยงานนี้ชี้เอาไว้ในสุนทรพจน์ซึ่งเขากล่าวเมื่อวันที่ 20 ก.พ. (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ncsc.gov.uk/news/ciaran-martins-cybersec-speech-brussels)

ขณะที่ ไคลน์ฮันส์ ซึ่งได้ติดตามศึกษาการปฏิบัติต่างๆ ของเอ็นซีเอสซี บอกว่า หัวเว่ยยังถูกห้ามไม่ให้ดำเนินการซ่อมบำรุงพวกสถานีฐานไร้สายในสหราชอาณาจักรโดยตรงใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะต้องยินยอมให้พวกบริษัทให้บริการสื่อสารไร้สายท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้ ขณะเดียวกัน พวกบริษัทผู้ให้บริการเหล่านี้ก็ถูกห้ามไม่ให้ใช้อุปกรณ์ของจีนในการดำเนินการดักฟังใดๆ ที่กระทำตามอำนาจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เอ็นซีเอสซียังกำหนดให้ต้องมีการทำงานอย่างซ้ำซ้อนกันภายในเครือข่ายที่ทรงความสำคัญยิ่งยวด ตลอดจนต้องใช้ซัปพลายเออร์อุปกรณ์หลายๆ รายเพื่อป้องกันไม่ให้พึ่งพาอาศัยบริษัทผู้ผลิตรายหนึ่งรายเดียวจนเกินไป (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.stiftung-nv.de/en/node/2511)

ในรายงานผลการศึกษาทบทวนประจำปีเกี่ยวกับการปฏิบัติทางด้านวิศวกรรมของหัวเว่ย ซึ่งนำออกเผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม เอ็นซีเอสซีบอกว่าได้ค้นพบ “ข้อบกพร่องหลายประการ” ซึ่ง “เปิดเผยให้เห็นความเสี่ยงใหม่ๆ ในเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมของสหราชอาณาจักร” ทว่าไม่มีข้อไหนเลยที่ต้องจัดให้มีความสำคัญเร่งด่วนในลำดับกลาง หรือลำดับสูง (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/uploads/attachment_data/file/727415/20180717_HCSEC_Oversight_Board_Report_2018_-_FINAL.pdf)

มาร์ตินเรียกปัญหาเหล่านี้ว่าเป็น ปัญหาซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ และไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นปรปักษ์ของฝ่ายจีน – ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกล่าวว่า มักเป็นเรื่องยากลำบากเสมอที่จะระบุออกมาว่า จุดอ่อนที่ปรากฏเป็นเพียงความบกพร่องทางการเข้ารหัสธรรมดาๆ หรือว่าเป็นความจงใจ

“ด้วยเทคโนโลยี 5 จี อุปกรณ์บางอย่างจำเป็นที่จะต้องมีความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้มากกว่าที่ผ่านๆ มา แต่อาจจะไม่ต้องถึงกับทั้งหมด” เอียน เลวี (Ian Levy) ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของเอ็นซีเอสซี เขียนเอาไว้เช่นนี้ในบล็อก (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ncsc.gov.uk/blog-post/security-complexity-and-huawei-protecting-uks-telecoms-networks)

เหมือนกับสหราชอาณาจักร พวกเจ้าหน้าที่ของเยอรมนีก็แสดงท่าทีว่าพวกเขาจะปฏิเสธไม่ยอมแบนหัวเว่ยแบบครอบคลุมเบ็ดเสร็จ

ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว อาร์เนอ เชินโบห์ม (Arne Schoenbohm) ผู้อำนวยการของสำนักงานด้านความเสี่ยงทางไซเบอร์ของเยอรมนี แถลงว่า “สำหรับการตัดสินใจที่มีความจริงจังร้ายแรงอย่างเรื่องการแบน คุณจำเป็นที่จะต้องมีหลักฐาน”

สัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงมหาดไทยของแดนดอยช์บอกกับสำนักข่าวเอพีว่า “การกีดกันโดยตรงไม่ให้ผู้ผลิตรายหนึ่งรายใดเฉพาะเจาะจง เข้าร่วมในการขยายงานทางด้าน 5 จีนั้น ณ เวลานี้ไม่ได้มีความเป็นไปได้ในทางกฎหมาย”

(เก็บความจากเรื่อง Experts: US anti-Huawei campaign likely exaggerated ที่เขียนโดย แฟรงค์ บาจัค นักเขียนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสำนักข่าวเอพี)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...