xs
xsm
sm
md
lg

'ทรัมป์'เริ่มซัมมิต'คิม'วันแรกหน้าชื่น มะกันหยอดยาหอมโสมแดงสามารถรุ่งได้ไม่แพ้เวียดนาม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

<i>คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จับมือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อพบหน้ากันที่โรงแรมเมโทรโพล ในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ค่ำวันพุธ (27 ก.พ.) </i>
เอเจนซีส์ – ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พบปะหารือกันที่เวียดนามในค่ำวันพุธ (27 ก.พ.) ซึ่งเป็นการประชุมซัมมิตครั้งที่สองของพวกเขา ที่สหรัฐฯแสดงความหวังว่าจะสามารถโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือยินยอมยุติอาวุธนิวเคลียร์ของตนเพื่อแลกเปลี่ยนกับคำมั่นสัญญาที่จะเกิดสันติภาพและการพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

คิมกับทรัมป์จับมือกันและยิ้มแย้มเข้าหากันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ต่อหน้าแถวธงชาติจำนวนสิบกว่าผืนของประเทศทั้งสอง ณ โรงแรมเมโทรโพล ในกรุงฮานอย ก่อนหน้าจะเดินไปรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน

ทรัมป์บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า เขาคิดว่าการเจรจารอบนี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า เขา “กำลังเดินถอยหลังกลับ” ในเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ทรัมป์ก็ตอบไว่า “ไม่”

ทางด้านคิมกล่าวว่า พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ จนจัดการประชุมซัมมิตครั้งที่ 2 ขึ้นมาได้ และกล่ายกย่องทรัมป์สำหรับ “การตัดสินใจอย่างกล้าหาญ” ที่จะเริ่มต้นการพูดจากัน

“เวลานี้เมื่อเรากำลังมาพบปะกันที่นี่อีกครั้งหนึ่งเช่นนี้ ผมก็มีความเชื่อมั่นว่าจะมีผลลัพธ์อันดีเลิศที่ทุกๆ คนต่างยินดีให้การต้อนรับ และผมจะทำอย่างดีที่สุดที่ผมทำได้เพื่อให้มันเกิดขึ้น” คิมกล่าว

ทั้งนี้ในค่ำวันพุธ ทรัมป์กับคิมเปิดการสนทนากันตัวต่อตัวเป็นเวลา 20 นาที ก่อนที่จะเข้าโต๊ะรับประทานอาหารค่ำกัน โดยที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกัน ไมค์ พอมเพโอ, มิก มัลเวนีย์ รักษาการประธานคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว, คิม ยองซอลล ผู้ช่วยคนสำคัญของคิม, และรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ รี ยองโฮ เข้าร่วม
<i>คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขณะอยู่ที่โต๊ะอาหารค่ำ คืนวันพุธ (27 ก.พ.) </i>
ในวันพฤหัสบดี (28) ผู้นำทั้งสองจะหารือกันอีกหลายครั้ง ทำเนียบขาวแถลง แต่ไม่ได้มีการประกาศสถานที่ซึ่งจะใช้พูดจากัน

“เรากำลังจะมีวันที่ยุ่งมากๆ ในวันพรุ่งนี้ … บางทีจะมีดินเนอร์แบบเร็วมากๆ ด้วย” ทรัมป์กล่าวด้วยหน้าตายิ้มแย้มท่าทางผ่อนคลาย ขณะนั่งอยู่ข้างๆ คิม ที่โต๊ะกลมตัวหนึ่งในช่วงรับประทานอาหารค่ำวันพุธ พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีก 4 คน และล่าม 2 คน

คิมก็ดูมีท่าทีสบายๆ เช่นกัน “เราจะมีการสนทนาที่น่าสนใจมาก” เขาบอกกับทรัมป์

ทั้งนี้ถึงแม้มีความคืบหน้าน้อยมากภายหลังการประชุมซัมมิตครั้งแรกที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะในการทำให้เกาหลีเหนือทำลายโครงการอาวุธ แต่ดูเหมือนทรัมป์เชื่อมั่นในความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคิม และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ จะทำให้เกาหลีเหนือเกิดความเปลี่ยนแปลงภายหลังจากสองประเทศเป็นปรปักษ์กันมานาน 7 ทศวรรษ

ตอนเช้าวันพุธ (27) ทรัมป์ทวิตจากฮานอยระหว่างรอร่วมประชุมสุดยอดแบบตัวต่อตัวกับคิมในช่วงเย็นว่า เวียดนามเจริญรุ่งเรืองแบบที่น้อยประเทศในโลกจะทำได้ และเกาหลีเหนือมีโอกาสล้นเหลือที่จะรุ่งเรืองแบบเดียวกันนี้อย่างรวดเร็วหากยอมปลดอาวุธนิวเคลียร์

ผู้นำสหรัฐฯ สำทับว่า เฝ้ารอที่จะได้คุยกับคิม และเชื่อว่า ประมุขเปียงยางต้องการทำบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่

ปลายปีที่แล้ว ทรัมป์บอกว่า ตนและคิม “ตกหลุมรักกัน” และยังย้ำก่อนออกเดินทางสู่ฮานอยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่า ความสัมพันธ์กับผู้นำเกาหลีเหนือมีพัฒนาการที่ดีมาก ทว่า มิตรไมตรีดังกล่าวจะนำไปสู่ความคืบหน้าในการทำลายคลังแสงนิวเคลียร์ของเปียงยางที่คุกคามอเมริกาหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่คาดว่า จะครอบงำซัมมิตครั้งนี้
<i>คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จับมือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ภายหลังการหารือกัน ตอนค่ำวันพุธ (27 ก.พ.) </i>
หลังการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทั้งคู่รับปากเดินหน้าปลดอาวุธนิวเคลียร์และสร้างสันติภาพถาวรบนคาบสมุทรเกาหลี แต่จนถึงวันนี้คำมั่นดังกล่าวมีความคืบหน้าในเชิงรูปธรรมน้อยมาก

วอชิงตันนั้นต้องการให้เปียงยางยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธทั้งหมด ส่วนเกาหลีเหนือก็ต้องการให้สหรัฐฯ ถอนการติดตั้งระบบคุ้มกันนิวเคลียร์สำหรับเกาหลีใต้

เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังเตือนว่า เกาหลีเหนือไม่มีแนวโน้มยอมทำลายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด เนื่องจากถือเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ ขณะที่นักวิเคราะห์เห็นด้วยว่า เปียงยางจะไม่ยอมปลดอาวุธขนานใหญ่ยกเว้นมีการผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจของนานาชาติที่นำโดยอเมริกา

ก่อนออกเดินทาง ทรัมป์มีท่าทีอ่อนลงโดยทวิตว่า ไม่รีบร้อนผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ และแย้มว่า อาจผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชันถ้าโสมแดงกระทำบางสิ่งที่มีนัยสำคัญ

ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับมาตรการปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่เฉพาะเจาะจงและตรวจสอบได้ เช่น การยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเข้าสังเกตการณ์การทำลายเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยองบอน

ขณะเดียวกัน การยอมผ่อนผันของอเมริกาอาจรวมถึงการตั้งสำนักงานประสานงาน การประกาศยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ หรือเปิดทางสำหรับโครงการต่างๆ ระหว่างสองเกาหลี

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงใดๆ เหล่านี้มีแนวโน้มถูกวิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ และผู้สังเกตการณ์อื่นๆ ที่ไม่เชื่อว่า เกาหลีเหนือจะยอมปลดอาวุธ รวมทั้งกังวลว่า การประนีประนอมจะบั่นทอนสถานะความได้เปรียบของอเมริกาและบ่อนทำลายผลประโยชน์ในภูมิภาค

ทว่า ทรัมป์อ้างอิงการที่เกาหลีเหนือระงับการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธตั้งแต่ปี 2017 และสำทับว่า ถ้าตนไม่ได้เป็นประธานาธิบดี อเมริกาอาจรบกับเกาหลีเหนือไปแล้ว

วันพุธ ทรัมป์ยังทวิตตอบโต้พรรคเดโมแครตให้หยุดแนะนำว่า ตนต้องทำอย่างไรกับเกาหลีเหนือ และถามตัวเองว่า ทำไมเดโมแครตไม่ทำแบบนั้นตลอด 8 ปีในสมัยบารัค โอบามา

อนึ่ง ก่อนที่จะพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ ทรัมป์ได้เข้าพบประธานาธิบดีเหวียน ฝู จ่องของเวียดนามที่เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยทั้งคู่ยืนยันว่า จำเป็นต้องผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

ทรัมป์และเหวียนยังร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงระหว่างสายการบินเวียต เจ็ต และแบมบู แอร์เวย์สของเวียดนาม กับบริษัทโบอิ้งของอเมริกา ในการสั่งซื้อเครื่องบิน 110 ลำมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นผู้นำสหรัฐฯ ยังพบกับนายกรัฐมนตรีเหวียน ซวน ฟุกของเวียดนาม


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...