xs
xsm
sm
md
lg

ซาอุฯแต่งตั้ง‘เอกอัครราชทูตหญิง’คนแรก นั่งตำแหน่งในสหรัฐฯต่อจาก‘โอรสกษัตริย์ซัลมาน’ ที่เครดิตย่ำแย่จาก‘คดีสังหารคาช็อกกี’

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

<i>(ภาพจากแฟ้มถ่ายเมื่อ 24 ต.ค. 2018) เจ้าหญิง รีมา บินต์ บันดาร์ อัล ซาอุด ขึ้นพูดระหว่างการประชุมด้านการลงทุนที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย  ทั้งนี้สมเด็จพระราชาธิบดีซาอุดีอาระเบีย ทรงมีพระบรมราชโองการเมื่อคืนวันเสาร์ (23 ก.พ.) แต่งตั้งเจ้าหญิงเป็นเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐฯคนใหม่ </i>
เอพี/เอเจนซีส์ – ซาอุดีอาระเบียประกาศพระบรมราชโองการในคืนวันเสาร์ (24 ก.พ.) แต่งตั้งเอกอัครราชทูตผู้หญิงคนแรกของประเทศ โดยจะเป็นนักการทูตสูงสุดประจำสหรัฐฯ สืบแทนพระราชโอรสของกษัตริย์ซัลมาน ซึ่งจะเสด็จกลับไปรับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหมของราชอาณาจักร ท่ามกลางสายสัมพันธ์กับอเมริกาที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ภายหลังกรณีสังหารนักหนังสือพิมพ์ จามาล คาช็อกกี

ว่าที่เอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐฯคนใหม่ ซึ่งคือ เจ้าหญิง รีมา บินต์ บันดาร์ อัล ซาอุด (Reema bint Bandar Al Saud) พระธิดาของเจ้าชายบันดาร์ บิน สุลต่าน อัล ซาอุด (Bandar bin Sultan Al Saud) ที่เคยทรงดำรงตำแหน่งเดียวกันนี้มาก่อนอย่างยาวนาน จะต้องทรงเผชิญปัญหาท้าทายอย่างหนักหน่วงจริงจังในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรแห่งนี้กับสหรัฐฯ

เจ้าหญิงองค์นี้จะทรงเข้าแทนที่เจ้าชาย คอลิด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด (Khalid bin Salman Al Saud) พระราชโอรสของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน และพระอนุชาของเจ้าชายมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้ทรงมีอำนาจอิทธิพลสูงยิ่งในซาอุดีอาระเบียเวลานี้

ทั้งนี้ เจ้าชายคอลิด ซึ่งทรงเป็นอดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ ได้ยืนกรานเรื่อยมาภายหลังการหายตัวของคาช็อกกีเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ปีที่แล้วว่า คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ผู้นี้ ได้ออกจากสถานกงสุลของราชอาณาจักรในเมืองอิสตันบุล ประเทศตุรกี ไปแล้ว ทางซาอุดีฯไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วยหลังจากนั้น

ทว่าในเวลาต่อมา ข้าราชบริพารหลายคนของเจ้าชายมกุฎราชกุมารผู้ทรงเป็นพระเชษฐาของพระองค์ ก็ได้ถูกกล่าวหาว่าลอบสังหารและหั่นศพของคาช็อกกีภายในสถานกงสุลแห่งนั้น

วอชิงตันโพสต์ก็รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวไม่ระบุชื่อหลายรายเมื่อเดือน พ.ย. ว่า พวกหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯได้รับฟังเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ที่เจ้าชายคอลิดตรัสกับคาช็อกกี โดยที่พระองค์ทรงยืนยันว่าคาช็อกกีจะปลอดภัย ในการเข้าไปที่สถานกงสุลเพื่อรับคืนเอกสารต่างๆ ซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้สำหรับการแต่งงาน

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้กล่าวว่า ไม่เป็นที่ทราบกันว่าเจ้าชายเอกอัครราชทูตองค์นี้ทรงทราบหรือไม่ว่าคาช็อกกีจะถูกสังหาร ถึงแม้พระองค์ทรงโทรศัพท์ไปตามคำชี้แนะของเจ้าชายมกุฎราชกุมาร ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีฯในวอชิงตันยังคงปฏิเสธว่าไม่ได้มีการโทรศัพท์เช่นนี้เลย

สำหรับเจ้าหญิงรีมา ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาในอเมริกา และเป็นที่รู้จักในซาอุดีอาระเบียจากงานการกุศลของพระองค์ ได้ทรงพำนักอยู่ในสหรัฐฯระหว่างที่พระบิดาของพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงวอชิงตันเป็นเวลากว่า 20 ปี นอกจากนั้นพระบิดาของพระองค์ยังเคยทรงเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานข่าวกรองของราชอาณาจักรอีกด้วย

“ข้าพเจ้าจะทำงานตามที่อัลเลาะห์ทรงมีพระประสงค์ เพื่อรับใช้ประเทศชาติของข้าพเจ้า, บรรดาผู้นำของประเทศ และลูกหลานทั้งหมดของประเทศ และข้าพเจ้าจะทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว” เจ้าหญิงรีมาทรงโพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์ ภายหลังมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
<i>(ภาพจากแฟ้มถ่ายเมื่อ 24 ต.ค. 2018) เจ้าหญิง รีมา บินต์ บันดาร์ อัล ซาอุด ว่าที่เอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐฯคนใหม่ </i>
การที่เจ้าหญิงทรงได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ ยังบังเกิดขึ้นขณะที่ซาอุดีอาระเบียในการปกครองของพระราชาธิบดีซัลมานและเจ้าชายโมฮัมเหม็ด อนุญาตให้ผู้หญิงขับรถได้เมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ในเวลาเดียวกันนี้ราชอาณาจักรแห่งนี้ก็ได้จับกุมคุมขังพวกนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรี โดยเป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างใหญ่ซึ่งมุ่งปราบปรามใครก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นพวกไม่เห็นด้วยกับทางการในประเทศโอเปกร่ำรวยน้ำมันแห่งนี้

การที่เจ้าชายคอลิดทรงกลับราชอาณาจักรเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกลาโหมเช่นนี้ พวกผู้สังเกตการณ์หลายคนมองว่า จะทรงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือพระเชษฐา เนื่องจากเจ้าชายมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด ยังคงครองตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอยู่ด้วยในเวลานี้

เจ้าชายคอลิดทรงโพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ว่า ตำแหน่งใหม่จะอนุญาตให้พระองค์ทรงเป็น “ดาบ” ของรัฐมนตรีกลาโหมอีกครั้งหนึ่ง

“ข้าพเจ้าขออัลเลาะห์ทรงช่วยเหลือข้าพเจ้าเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของคณะผู้นำของเรา และเพื่อรับใช้บุรุษเหล่านี้ซึ่งข้าพเจ้าทราบดีว่าเป็นผู้มีความสัตย์ซื่อต่อศาสนาของพวกเขาและต่อมาตุภูมิของพวกเขา”

การเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกลาโหมของเจ้าชายคอลิด มีขึ้นในขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังคงตกหล่มจมปลักอยู่ในสงครามเยเมนซึ่งราชอาณาจักรแห่งนี้ได้ถลำลงไปนานหลายปีแล้ว

ซาอุดีฯยังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ จากโลกตะวันตก เกี่ยวกับการถล่มโจมตีทางอากาศในเยเมน ซึ่งมีหลักฐานว่าเป้าหมายที่โดนเล่นงานมีทั้งตลาดและคลินิกทางการแพทย์ ขณะที่พลเรือนก็เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

กระทั่งพวกสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯยังกำลังเพิ่มการผลักดันเพื่อให้ถอนความสนับสนุนของอเมริกันจากสงครามความขัดแย้งคราวนี้ ซึ่งเป็นการต่อกรกันระหว่างซาอุดีอาระเบียและบรรดาชาติพันธมิตร กับพวกกบฏฮูตี ซึ่งยังคงยึดครองเมืองหลวงของชาติยากจนที่สุดในโลกอาหรับแห่งนี้เอาไว้ และถูกซาอุดีฯตลอดจนสหรัฐฯและพันธมิตรประณามว่า เป็นเครื่องมือหนึ่งในการแผ่อำนาจอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ในพระบรมราชโองการอีกฉบับหนึ่งซึ่งประกาศออกมาในคืนวันเสาร์เช่นเดียวกันนั้น มีเนื้อหาระบุให้เงินเดือน 1 เดือนเป็นโบนัสแก่พวกทหารซาอุดีฯซึ่งกำลังป้องกันชายแดนด้านใต้ของราชอาณาจักรที่อยู่ติดต่อกับเยเมน โดยที่พวกฮูตีได้เปิดฉากการโจมตีอย่างนองเลือดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...