xs
xsm
sm
md
lg

In Clips: ทรัมป์สั่งห้ามผู้หญิงรัฐแอละแบมาวัย 24 ร่วมก่อการร้าย IS กลับเข้าประเทศ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เอเจนซีส์ - ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงน่าตาเฉย สั่งให้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯห้าม โฮดา มูทานา(Hoda Muthana) วัย 24 ปีเกิดในสหรัฐฯเข้าร่วมก่อการร้ายIS ปี 2014 กลับเข้าสหรัฐฯ ส่วนเจ้ากระทรวง ไมค์ พอมเพโอ ประกาศทันที มูทานาไม่ใช่อเมริกัน เจ้าตัวพร้อมลูกชายในเวลานี้อยู่ในค่ายผู้อพยพซีเรียแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งถึงการกระทำที่ผิดพลาดในอดีต

หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ รายงานวันนี้(21 ก.พ)ว่า โฮดา มูทานา(Hoda Muthana) วัย 24 ปี ซึ่งในเวลานี้อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย อัล-ฮอวล์(al-Hawl) ทางตอนเหนือของซีเรียพร้อมกับบุตรชายวัย 18 เดือน ถูกประธานาธิบดีสหรัฐฯออกคำสั่งห้ามกลับเข้าประเทศ

พบว่ามูทานาได้เดินทางไปซีเรียเมื่อปี 2014 เพื่อร่วมกับกลุ่มก่อการร้าย IS เธอเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ปลุกปั่นทางออนไลน์ให้กับกลุ่มก่อการร้าย โดยในการให้สัมภาษณ์กับเดอะการ์เดียน เธอชี้ว่าเธอถูกล้างสมอง และเข้าใจผิดในความเชื่อทางศาสนาเมื่อเธอได้ยอมเข้าร่วมกลุ่ม IS

มูทานากล่าวว่า เธอต้องการเดินทางกลับบ้านพร้อมกับลูกชายวัยแบเบาะ แต่ทว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ไมค์ พอมเพโอ ออกมาให้สัมภาษณ์วันพุธ(20)ว่า “สหรัฐฯปฎิเสธที่จะนำตัวเธอกลับเข้าประเทศ” โดยพอมเพโอกล่าวต่อว่า “เธอไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ”

แต่สื่ออังกฤษชี้ว่า การออกมาปฎิเสธความเป็นพลเมืองสหรัฐฯของพอมเพโอคาดว่าจะนำไปสู่การสู้ทางกระบวนการทางยุติธรรมเป็นเพราะ ถือเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะเสียสถานภาพ “พลเมืองสหรัฐฯ” ไป

แต่พอมเพโอชี้ว่า มูทานาไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความเป็นพลเมืองอเมริกันในมือ “เธอไม่มีหลักฐานตามกฎหมายเพื่อยืนยัน ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ ไม่มีวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ” และเสริมว่า “ทางเรายังคงแนะนำพลเมืองสหรัฐฯอย่างมากที่จะไม่เดินทางเข้าไปยังซีเรีย”

ทั้งนี้ทรัมป์ได้ออกมาแถลงผ่านทางทวิตเตอร์มีใจความว่า “ผมได้กำชับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ไมค์ พอมเพโอ และเขาตอบรับอย่างเต็มที่ ที่จะไม่อนุญาตให้ โฮดา มูทานา กลับเข้าประเทศ!”

ในอังกฤษซึ่งมีสถานการณ์คล้ายกัน หลังจากที่ ชามิมา เบกัม(Shamima Begum) วัยรุ่นหญิงพลเมืองอังกฤษหนีออกไปจากลอนดอนตะวันออกเข้าไปในซีเรียปี 2015 เพื่อร่วมกลุ่มก่อการร้าย IS ถูกรัฐบาลอังกฤษสั่งถอดสัญชาติ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯในวันพุธ(20) ออกมาประสานเสียงพอมเพโอโดยชี้ว่า หญิงชาวรัฐแอละแบมาวัย 24 ปีรายนี้ไม่ได้เป็นพลเมืองสหรัฐฯผ่านการถือกำเนิด และไม่เคยเป็นพลเมืองสหรัฐฯ

แต่ทว่า ฮัสซาน ชีบลี( Hassan Shibly ) ทนายความประจำครอบครัวของเธอโต้ว่า จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯอยู่บนพื้นฐานการตีความของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบิดาของมูทานา

“พวกเขาอ้างว่าพ่อของเธอเป็นนักการทูตในขณะที่เธอถือกำเนิด ซึ่งในความจริงแล้วไม่ใช่” ชีบลีกล่าวให้สัมภาษณ์กับเอพี ทั้งนี้พบว่า ***โฮดา มูทานาเกิดเมื่อปี 1994 ในแฮคเคนแซ็ค(Hackensack) รัฐนิวเจอร์ซีย์*** อ้างอิงจากทนายความของครอบครัว

เดอะการ์เดียนรายงานว่า มูทานาเกิดจากพ่อแม่ซึ่งมาจากเยเมนที่ภายหลังได้สัญชาติอเมริกัน อ้างอิงจากโปรเจกต์ต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง ( Counter Extremism Project ) ของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน (George Washington University)

ตามกฎหมายสหรัฐฯ บุคคลที่เกิดในอเมริกาจะได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ เว้นแต่บุคคลนั้นในตอนที่ถือกำเนิดมีพ่อหรือแม่เป็นนักการทูตต่างชาติ อ้างอิงจากกฎหมายเข้าเมืองและสัญชาติอเมริกัน (Immigration and Nationality Act )

ทั้งนี้พบว่า มูทานาเป็นแค่ชาวอเมริกันเพียงคนเดียวท่ามกลางชาวต่างชาติร่วม 1,500 คนทั้งผู้หญิงและเด็กภายในค่ายลี้ภัยซีเรียที่มีร่วม  39,00 คน โดยเธอแอบหนีออกจากบ้านที่รัฐแอละแบมาเมื่อมีอายุเพียง 19 ปี และบินเข้าตุรกีในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 หลังจากวางแผนมานานหลายเดือนโดยที่ทางครอบครัวไม่รู้

มูทานาอาศัยอยู่ที่เมืองรักกาของซีเรีย และพบว่าหลังจากนั้นเธอได้แต่งงานกับนักรบญิฮัดจากออสเตรเลีย ซูฮาน รอห์มาน(Suhan Rahman ) ซึ่งเป็นสามีคนแรกในทั้งหมด 3 คนของเธอ

แต่ทว่ารอห์มานถูกสังหารที่เมืองโคบานี(Kobanî ) และต่อมาพบว่ามูทานาได้แต่งงานเป็นครั้งที่ 2 กับนักรบตูนิเซียที่เธอมีบุตรชายวัย 18 เดือนด้วย แต่ทว่าสามีคนที่ 2 ถูกสังหารในเมืองโมซุล

ซึ่งในการให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ มูทนานาอ้างว่า ครอบครัวที่รัฐแอละแบมานั้นเข้มงวดกับความเคลื่อนไหวของเธอมาก และยังมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม เป็นเหตุผลทำให้เธอหันไปหากลุ่มก่อการร้าย IS ในที่สุด

มูทานายังได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายว่า “เหมือนอยู่ในภวังค์” และกล่าวต่อว่า “มันเหมือนในหนังที่คุณอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วคุณเข้าใจไปว่าคุณรู้ทุกสิ่ง ดิฉันรู้สึกทรมานกับประสบการณ์ของตัวเอง พวกเราอดอยากและแทบที่จะต้องกินหญ้า”

ทั้งนี้เธอกล่าวยอมรับว่า เธอไม่ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯนับตั้งแต่ถูกกลุ่มกองกำลังเคิร์ดจับ “ดิฉันจะบอกกับพวกเขาว่า ได้โปรดให้อภัยแก่ดิฉันต่อความไม่รู้ของตัวเอง ดิฉันยังเด็กอยู่มากและโง่เขลาเมื่อมีอายุได้เพียงแค่ 19 ปีเท่านั้นเมื่อตอนตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ” และกล่าวต่อว่า “ดิฉันเชื่อว่าอเมริกาจะให้โอกาสเป็นครั้งที่ 2 ดิฉันต้องการจะกลับบ้าน และจะไม่หวนกลับมาที่ตะวันออกกลางอีกครั้ง อเมริกาสามารถยึดพาสปอร์ตของดิฉันได้ และดิฉันจะไม่ว่าอะไรเลย”







Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...