xs
xsm
sm
md
lg

'อำนาจละมุน'ของ'หัวเว่ย'ในการก้าวขึ้นเป็นเพลเยอร์ระดับโลก

เผยแพร่:   โดย: สำนักข่าวเอพี/เอเจนซีส์


China s Huawei soft power push raises hard questions
By AP/Agencies

“หัวเว่ย”เป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญของรายการทีวีถ่ายทอดการแข่งขันฮอกกี้สุดฮิตในแคนาดา นอกจากนั้นบริษัทยังเป็นสปอนเซอร์ทีมรักบี้ในออสเตรเลีย, ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วพิภพ, และนำเอานักศึกษาต่างชาติไปยังจีนเพื่อรับการฝึกอบรมทางเทคนิค รวมทั้งยังโปรโมตส่งเสริมการแสดงคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกในยุโรป ตลอดจนบริจาคเปียโนให้โรงเรียนต่างๆ ในนิวซีแลนด์

ฮอกกี คือเกมกีฬาประจำชาติของแคนาดา แต่ทั้งๆ ที่การวิวาทจองเวรทางการทูตอย่างรุนแรงระหว่างแคนาดากับจีนดูจะยังคงบาดลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ สืบเนื่องจากกรณีของหัวเว่ย บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติจีน รายการถ่ายทอดการแข่งขันฮอกกี (ในแคนาดานั้น แน่นอนทีเดียว หมายถึงฮอกกีน้ำแข็ง ไม่ใช่ฮอกกีสนามหญ้า) ทางทีวีซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในแดนใบเมเปิล สปอนเซอร์ผู้อุปถัมภ์สำคัญที่สุดรายหนึ่ง ก็ยังคงเป็นหัวเว่ย !!

กรณีของหัวเว่ยกับแคนาดา เป็นดรามาเรื่องยาวที่มีทั้งการจับกุม การสั่งลงโทษประหารชีวิต และการที่นักการเมืองมากประสบการณ์ถูกบีบคั้นให้ลาออกจากตำแหน่ง

ดังนั้น จึงย่อมไม่ใช่เรื่องที่ผ่านตาไปโดยไม่ได้ถูกสังเกตเห็นหรอก สำหรับการที่โลโก้รูปพัดสีแดงสดของหัวเว่ย ถูกแปะเอาไว้ตรงตำแหน่งสำคัญในเวลาที่มีการถ่ายทอดโทรทัศน์รายการแข่งขันฮอกกียอดนิยมอย่าง “ฮอกกี้ ไนต์ อิน แคนาดา” (Hockey Night in Canada)

ไม่เพียงเท่านั้น พิธีกรทางทีวียังมักคอยย้ำเตือนท่านผู้ชมซึ่งมีจำนวน 1.8 ล้านต่อสัปดาห์อีกด้วยว่า หลายส่วนของรายการนี้ “สนับสนุนโดยสมาร์ทโฟนหัวเว่ย”

ข้อความส่งออกมาจากบริษัท ซึ่งดูร่าเริงเบิกบานเช่นนี้ ช่างตัดแย้งกับสภาพการเผชิญหน้ากันสืบเนื่องจากกรณีที่แคนาดาจับกุมคุมขัง เมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) และบุตรสาวของผู้ก่อตั้ง หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ ตามหมายจับของสหรัฐฯ จากนั้นปักกิ่งก็มีความเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนเป็นการตอบโต้แก้เผ็ด ด้วยการควบคุมตัวตั้งข้อหาชาวแคนาดา 2 คน และมีแผนประหารชีวิตคนที่ 3

เหล่านี้ถือเป็นยุทธวิธีแบบบีบคั้นบังคับแรงๆ ซึ่งทำให้ชาวแคนาดาบางคนเกิดความประทับใจว่าบริษัทเอกชนอันระบุกันว่าถือหุ้นโดยบรรดาลูกจ้างพนักงานอย่างหัวเว่ยนั้นแท้จริงเป็นกลไกเครื่องมือชิ้นหนึ่งของรัฐบาลจีนเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งทำให้การเป็นสปอนเซอร์รายการถ่ายทอดทีวีกีฬายอดฮิตของบริษัท มีลักษณะที่ “เหนือจริง” มากขึ้นไปอีก

อันที่จริงแล้ว ดีลกับทีวีแคนาดานี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างวิธีการจำนวนมากซึ่งหัวเว่ย ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลก และก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนระดับท็อปของพื้นพิภพนี้ ได้ใช้ดำเนินการกันอยู่เพื่อเอาชนะใจผู้บริโภคและขัดสีตกแต่งแบรนด์ของตนให้ดูสดใสเตะตาในระดับทั่วโลก

ทั้งนี้บริษัทยังเป็นสปอนเซอร์ทีมรักบี้ในออสเตรเลีย, ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วพิภพ, และนำเอานักศึกษาต่างชาติไปยังจีนเพื่อรับการฝึกอบรมทางเทคนิค รวมทั้งยังโปรโมตส่งเสริมการแสดงคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกในยุโรป ตลอดจนบริจาคเปียโนให้โรงเรียนต่างๆ ในนิวซีแลนด์

ความพยายามต่างๆ เหล่านี้ของหัวเว่ยเวลานี้กำลังถูกคุกคามจากกรณีวิวาทกับแคนาดา และจากการที่สหรัฐฯรณรงค์กล่าวหาว่าบริษัทสามารถช่วยเหลือรัฐบาลเผด็จการของจีนในการสอดแนมสืบความลับจากผู้คนทั่วโลก

“แผนการตลาดของหัวเว่ยในช่วงก่อนหน้าวันที่ 1 ธันวาคม (วันที่เมิ่งถูกทางการแคนาดาจับกุมเมื่อปีที่แล้ว) เดินหน้าไปได้ดีมาก” กีย์ ซาง-ฌาคส์ (Guy Saint-Jacques) อดีตเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำจีน กล่าวให้ความเห็น แต่มาถึงเวลานี้ “มติความคิดเห็นของสาธารณชนต่อจีนและต่อหัวเว่ยกำลังเปลี่ยนไป”

เดิมพันในการต่อสู้ศึกคราวนี้สำหรับหัวเว่ย คือลู่ทางโอกาสที่จะได้ทำสัญญากำไรงามในการซัปพลายอุปกรณ์สำหรับสร้างเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงยิ่งระดับ 5 จีให้แก่ประเทศต่างๆ สหรัฐฯนั้นกล่าวหาว่า เมิ่งมีส่วนช่วยให้กิจการในเครือของหัวเว่ยละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นอิหร่านของสหรัฐฯ รวมทั้งกล่าวหาบริษัทหัวเว่ยอีกด้วยว่าทำการโจรกรรมความลับทางการค้าของพวกบริษัทอเมริกัน

นอกจากนั้นวอชิงตันยังบอกว่ามีความเสี่ยงที่บริษัทอาจยินยอมให้รัฐบาลจีนเข้าสอดแนมเครือข่ายต่างๆ ของตน ซึ่งในกรณีของ 5 จีแล้วจะครอบคลุมข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลของผู้บริโภคทั่วโลก โดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ พอมเพโอ ของสหรัฐฯ ได้เพยายามสำทับเน้นย้ำจุดนี้ต่อชาติพันธมิตรในยุโรปกลางของอเมริกา ระหว่างการตระเวนเยือนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

หัวเว่ย ซึ่งไม่ได้ตอบแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเขียนชิ้นนี้เมื่อสำนักข่าวเอพีสอบถามไปนั้น ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ นานาเหล่านี้ไปแล้วหลายครั้ง ขณะที่รัฐบาลจีนบอกว่าพวกที่วิพากษ์วิจารณ์หัวเว่ย รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯด้วย กำลังประดิษฐ์เสกสรรค์เรื่องภัยคุกคามขึ้นมาเอง โดยที่ไม่เคยแสดงหลักฐานอย่างหนักแน่นให้เห็นจริงจังใดๆ เลย

กระนั้น พาดหัวข่าวของสื่อมวลต่างๆ โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ก็ยังคงออกมาในทางลบไม่หยุดไม่หย่อน

“เมื่อถึงบางจุดบางระยะ เป็นไปได้ทีเดียวว่าชาวแคนาดาส่วนข้างมากอาจจะออกมาพูดว่า ‘เราไม่คิดว่ารัฐบาลควรทำธุรกิจกับหัวเว่ย’” ซาง-ฌาคส์ กล่าวให้ทัศนะ

ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่ามีเจตนามุ่งร้ายซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังแผนการตลาดของหัวเว่ย ซึ่งแท้ที่จริงก็ใช่ว่าจะไม่ละม้ายคล้ายคลึงกับของพวกบริษัทนานาชาติทั้งหลายของโลกตะวันตก ถึงแม้ความพยายามของบริษัทอาจจะดูผิดธรรมดาเป็นอย่างมากสำหรับบริษัทที่มาจากประเทศจีน ซึ่งแบรนด์ต่างๆ ยังต้องดิ้นรนหนักเพื่อให้สามารถเป็นที่สนใจและจับจิตจับใจผู้คนทั่วโลก

โรเจอร์ คอมมิวนิเคชั่นส์ (Rogers Communications) ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดออกอากาศทีวีรายการ “ฮอกกี้ ไนต์ อิน แคนาดา” และยังเป็นผู้จัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนหัวเว่ยอีกด้วย แถลงว่าทางบริษัทไม่มีแผนการใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงสปอนเซอร์ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2017 และจะสิ้นสุดในปี 2020

ในออสเตรเลีย ทีมรักบี้ “แคนเบอร์รา เรดเดอร์” (Canberra Raiders) แสดงท่าทีว่ายังจะต่ออายุข้อตกลงสปอนเซอร์กับทางหัวเว่ยอีกในปีนี้ ถึงแม้รัฐบาลแดนจิงโจ้ได้ประกาศมาตรการ “แบน” ไม่ให้ใช้อุปกรณ์ของบริษัทนี้ในเครือข่าย 5 จีของออสเตรเลีย

หัวเว่ยยังบุกเข้าไปในแวดวงวัฒนธรรมชั้นสูง ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของสมาร์ทโฟนของบริษัท เพื่อเติมมูฟเมนต์ (movement) ที่ยังค้างคาขาดไปอยู่ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในบทเพลง “ซินโฟนีหมายเลข 8” หรือที่รู้จักกันดีในฉายาว่า “Unfinished Symphony” (“อันฟินิชด์ ซิมโฟนี” บทเพลงซิมโฟนีที่แต่งไม่จบ) ของ ฟรานซ์ ชูเบิร์ต (Franz Schubert) คีตกวีชาวเยอรมัน โดยที่หัวเว่ยได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตโดยวงซิมโฟนีออเคสตรา ในกรุงลอนดอนเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อแสดงบทเพลงซึ่งเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว

นอกจากนั้น หัวเว่ยยังมีเครือข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก โดยอาศัยการเข้าเป็นหุ้นส่วนเพื่อการวิจัยและการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย โดยบริษัทได้ช่วยเหลือให้เงินทุนสนับสนุนโครงการวิจัยร่วมมูลค่า 25 ล้านปอนด์ (32 ล้านดอลลาร์) โครงการหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในสหราชอาณาจักร

มหาวิทยาลัยบางแห่งได้เริ่มต้นคิดทบทวนความร่วมมือที่พวกเขาทำกับหัวเว่ย ถึงแม้ยังไม่ได้มีข้อกล่าวหาใดๆ เลยว่าบริษัทนี้กระทำความผิด หลายๆ มหาวิทยาลัยชี้ว่า พวกบริษัทซึ่งให้ทุนสนับสนุนการวิจัย ไม่ใช่ว่าจะได้เป็นเจ้าของครอบครองสิทธิบัตรที่อาจเกิดขึ้นติดตามมาโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักรได้ยุติการรับเงินทุนจากหัวเว่ยเมื่อเดือนที่แล้ว มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในอเมริกาก็ดำเนินรอยตามภายหลังทางอัยการสหรัฐฯประกาศข้อกล่าวหารวมแล้ว 20 กว่าข้อหาต่อบริษัทจีนรายนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ ซึ่งยังได้รื้อถอนชุดอุปกรณ์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์สำหรับใช้นอกวิทยาเขตซึ่งหัวเว่ยบริจาคให้ โดยระบุว่าเป็นการปฏิบัติซึ่งอิงตามคู่มือเสนอแนะจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

เมื่อเผชิญกับความเพลี่ยงพล้ำเหล่านี้ หัวเว่ยตอบโต้ด้วยการเพิ่มความพยายามด้านการประชาสัมพันธ์

เริ่น เจิ้งเฟย ประธานบริษัทซึ่งปกติแล้วเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวมาก เดือนที่แล้วได้จัดการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนถึง 3 รอบ โดยเป็นตอบคำถามต่างๆ ซึ่งมาจากคณะนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ชาวตะวันตกรอบหนึ่ง ชาวจีนรอบหนึ่ง และชาวญี่ปุ่นอีกรอบหนึ่ง

บริษัทยังเตรียมการที่จะส่งคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่คณะใหญ่ออกโรงในสิ้นเดือนนี้ ณ งาน โมบายล์ เวิลด์ คองเกรส (Mobile World Congress) ซึ่งเป็นงานชุมนุมครั้งใหญ่มากในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ที่จัดขึ้นในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน คาดหมายกันว่า หัวเว่ยจะใช้โอกาสนี้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ระดับ 5 จีและจอภาพเป็นแบบพับได้ พวกผู้บริหารของบริษัทยังมีกำหนดการที่จะบรรยายสรุปแก่พวกนักวิเคราะห์ และเสนอพรีเซนเทชั่นเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5 จี

หัวเว่ยนั้นเป็นบริษัทสปอนเซอร์รายหนึ่งของงานที่บาร์เซโลนาครั้งนี้ และคาดหมายกันว่าตัวประธานเริ่นจะเข้าร่วมด้วยเพื่อช่วยเหลือให้บริษัทได้ดีลทางธุรกิจ ถึงแม้ในเวลาเดียวกันนั้นก็มีรายงานคาดหมายว่า พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯจะออกโรงเป็นทีมใหญ่เช่นกันเพื่อพยายามล็อบบี้ให้ประเทศและบริษัทต่างๆ ต่อต้านคัดค้านหัวเว่ย

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ หรือก็คือวันตรุษจีน ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อรับรองประชาคมแวดวงนักการทูตของสหภาพยุโรป งานเลี้ยงนี้ซึ่งจัดขึ้นในห้องบอลรูมอันหรูหราโอ่อ่าที่พระราชาธิบดีเลโอโปลด์ ที่ 2 (Leopold II) ของเบลเยียม ทรงโปรดเกล้าฯให้จัดสร้างขึ้น มีทั้งการแสดงเปียโนคอนเสิร์ต, การแสดงดนตรีแจ๊ส, บาร์ชาไข่มุก, และการกล่าวสุนทรพจน์โดย อับราฮัม หลิว (Abraham Liu) หัวหน้าตัวแทนประจำอียูของหัวเว่ย

“พวกเรารู้สึกช็อก หรือบางครั้งก็รู้สึกขำ จากประดาข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลและไร้เหตุผลเหล่านี้” หลิวบอกกับแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงรับรอง และกล่าวอีกว่า บริษัท “มีความยินดีที่จะน้อมรับการกำกับตรวจสอบ” จากรัฐบาลต่างๆ ในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของหัวเว่ยรองลงมาจากจีน เขาระบุว่าหัวเว่ยมีแผนจะเปิดศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ขึ้นมาในกรุงบรัสเซลส์เดือนหน้า

“ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ควรที่จะคงเอาไว้ให้เป็นประเด็นปัญหาทางเทคนิค แทนที่จะทำให้กลายเป็นประเด็นปัญหาทางความคิดอุดมการณ์ เพราะประเด็นปัญหาทางเทคนิคย่อมเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขคลี่คลายได้เสมอโดยผ่านโซลูชั่นที่ถูกต้อง ขณะที่ประเด็นปัญหาทางความคิดอุดมการณ์นั้นไม่สามารถแก้ไขคลี่คลายได้เลย” หลิวกล่าวในอีกตอนหนึ่ง

เพื่อที่จะดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถระดับท็อปให้เข้ามาร่วมงานกับบริษัท หัวเว่ยกำลังดำเนินโปรแกรมที่มีชื่อเรียกกันว่า “เมล็ดพันธุ์สำหรับอนาคต” (Seeds for the Future) โดยในโปรแกรมนี้ บริษัทจัดส่งนักศึกษาจากประเทศต่างๆ มากกว่า 100 ประเทศไปยังจีนเพื่อศึกษาภาษาจีนกลาง และรับการฝึกอบรมทางเทคนิคที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย

ศานติ คาลาติล (Shanthi Kalathil) ผู้อำนวยการของเวทีระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยศึกษา ของกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy's International Forum for Democratic Studies) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีจากงบประมาณแผ่นดินของสหรัฐฯและอยู่ใต้การกำกับตรวจสอบของรัฐสภาสหรัฐฯ มองการหว่านเสน่ห์เชิงรุกของหัวเว่ยเช่นนี้ ว่าเป็นสิ่งซึ่งต่อเชื่อมเข้าด้วยกันกันความพยายามในขอบเขตที่กว้างไกลกว่านั้นอีกของประเทศจีน ในการส่งอิทธิพลต่อการอภิปรายที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ในเรื่องเกี่ยวกับการสอดแนมและการเซนเซอร์ที่รัฐบาลจีนใช้อยู่ในเวลานี้

“มันไม่เหมือนกับเป็นการขบคิดพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่ทั้งหมดนี่เป็นรากฐานของระบบทั้งระบบทีเดียว” เธอกล่าว

ไม่ว่าหัวเว่ยจะมีความเกี่ยวข้องโยงใยกับรัฐบาลจีนหรือไม่ก็ตามที หรือว่านี่เป็นเพียงการสู้รบปรบมือเพื่อปกป้องคุ้มครองหัวเว่ยในฐานะที่เป็นบริษัทแชมเปี้ยนรายหนึ่งของแดนมังกร แต่การต่อสู้เกี่ยวกับบริษัทแห่งนี้ที่กำลังปรากฏขึ้นมาย่อมแสดงให้เห็นว่า พวกมหาอำนาจของโลกมองเทคโนโลยีว่าเป็นแนวหน้าในการสู้รบเพื่อชิงความยิ่งใหญ่ในทางเศรษฐกิจ

“เศรษฐกิจนวัตกรรมของทุกวันนี้ ต้องอิงอาศัยทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูล” จิม บัลซิลลี (Jim Balsillie) อดีตประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของบริษัทรีเสิร์ชอินโมชั่น (Research in Motion) บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ “แบล็กเบอร์รี” กล่าวให้ความเห็น “ดังนั้นอำนาจละมุน (soft power) จึงเป็นเครื่องมือดีที่สุดสำหรับการผลักดันผลประโยชน์แห่งชาติให้คืบหน้าออกไป เนื่องจากสมรภูมินี้ไม่ใช่เรื่องของกองทัพและรถถังเลย”


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...