xs
xsm
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: ยังอึมครึม ‘สหรัฐฯ-จีน’ จะตกลงกันได้แค่ไหน การเจรจาการค้าระดับสูงที่ ‘วอชิงตัน’ อาทิตย์นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คณะเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของสหรัฐฯกับจีน กำหนดหารือกันที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ ด้วยความหวังที่จะเดินหน้าการเจรจาต่อรองให้ไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามการค้า ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ทั้งสองฝ่าย รวมทั้งแก่เศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การสงบศึกชั่วคราวของพวกเขายังคงเหลือระยะเวลาอยู่อีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น

คณะผู้แทนการค้าของฝ่ายปักกิ่ง ซึ่งข่าวระบุว่า มีจำนวนราว 30 คน จะนำโดยรองนายกรัฐมนตรี หลิว เหอ ส่วนทางผู้นำของฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ รัฐมนตรีคลัง สตีเวน มนูชน และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) โรเบิร์ต ไลต์ไฮเซอร์

ก่อนหน้านี้ ณ การเจรจาในเมืองหลวงของอาร์เจนตินาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้ตกลงกันที่จะระงับการตอบโต้แก้เผ็ดกันเอาไว้เป็นการชั่วคราว โดยที่ทรัมป์จะชะลอการเพิ่มพิกัดภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯจะจัดเก็บจากสินค้าเข้าของจีน จากอัตรา 10% เป็น 25% ออกไปก่อนจนกว่าจะถึงวันที่ 1 มีนาคมนี้

ทรัมป์นั้นต้องการให้ลดการเสียเปรียบดุลการค้าที่สหรัฐฯมีกับจีน ซึ่งในรอบปี 2017 พุ่งขึ้นสร้างสถิติใหม่โดยอยู่ที่ 375,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมการค้าในรูปบริการต่างๆ ซึ่งหากนำมาคำนวณด้วยก็จะทำให้ยอดขาดดุลของสหรัฐฯลดต่ำไปกว่านี้มากทีเดียว

ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐฯยังตั้งข้อเรียกร้องอย่างชัดเจนว่า จีนจะต้องเห็นพ้องดำเนินการปฏิรูป “เชิงโครงสร้าง” อย่างมโหฬารในด้านการปฏิบัติทางการค้าของตน, ลดทอนการที่ภาครัฐเข้าแทรกแซงในตลาดอย่างกว้างขวาง ตลอดจนยุติพฤติการณ์ซึ่งสหรัฐฯกล่าวหาว่าเป็นการโจรกรรมเทคโนโลยีอเมริกัน รวมถึงการแฮกทางไซเบอร์สเปซ และการบังคับถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนั้นแล้วพวกสายแข็งกร้าวทางฝั่งสหรัฐฯ นำโดยไลต์ไฮเซอร์ ยังต้องการให้มีกลไกซึ่งวอชิงตันสามารถติดตามตรวจสอบได้ว่าจีนกระทำตามคำมั่นสัญญาต่างๆ ที่ให้ไว้หรือไม่อีกด้วย

การตอบโต้แก้เผ็ดโดยการขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้าเข้าของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งระเบิดขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว กระทบกระเทือนการค้าสองทางคิดเป็นมูลค่ากว่า 360,000 ล้านดอลลาร์แล้ว โดยที่สหรัฐฯเป็นฝ่ายใช้มาตรการนี้อย่างใหญ่โตกว่าคืออยู่ในระดับมากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์

ความเคลื่อนไหวในลักษณะลัทธิกีดกันการค้าเช่นนี้ของทรัมป์ ได้เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจจีน ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญเห็นกันว่าการที่แดนมังกรมีอัตราการเติบโตของจีดีพีในปีที่แล้วลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ยังมีสาเหตุจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของจีนเองด้วย เวลาเดียวกันนั้น ภาคเศรษฐกิจหลายภาคส่วนของอเมริกา เช่น ภาคการเกษตร, ภาคค้าปลีก ก็โวยวายว่า นโยบายของสหรัฐฯกลับกำลังสร้างความเสียหายให้แก่พวกตนด้วย แต่นั่นไม่อาจขวางกั้นทรัมป์ให้กล่าวโอ่อวดว่า เขาเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าในการเจรจาต่อรองคราวนี้

รัฐมนตรีพาณิชย์ วิลเบอร์ รอสส์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (24 ม.ค.) ว่า วอชิงตันกับปักกิ่งยังคงอยู่ห่าง “ไกลเป็นไมล์ๆ” จากเส้นชัยในการเจรจาของพวกเขา เป็นการย้ำเตือนว่าอย่าได้ตั้งความหวังมากมายเกินไปว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสุดท้ายกันได้แล้วในการหารือสัปดาห์นี้

กระนั้น เอดเวิร์ด แอลเดน ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าของ เคาน์ซิล ออน ฟอเรนจ์ รีเลชั่นส์ (Council on Foreign Relations) หน่วยงานคลังสมองชื่อดังด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์ก บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “ผมคิดว่าการเจรจาในสัปดาห์หน้าจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการวินิจฉัยว่า ฝ่ายจีนมีความปรารถนาที่จะหารือในประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างใดๆ ซึ่งสหรัฐฯมีความกังวลสนใจหรือไม่”
<i>ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้่นผิง ของจีน พร้อมคณะผู้แทนของแต่ละชาติ ประชุมหารือกันที่เมืองหลวงอาร์เจนตินนา เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และตกลงสงบศึกชั่วคราวในสงครามการค้า โดยช่วงเวลาของการหยุดยิงนี้ยังเหลืออีกราว 1 เดือนก็จะยุติลง </i>
“เมดอินไชน่า 2025

ก่อนหน้านี้ของเดือนนี้ พวกเจ้าหน้าที่จีนส่งสัญญาณว่าพวกเขายินดีเปิดกว้างสำหรับการลดความไม่สมดุลทางการค้า ทว่า กลับไม่ค่อยมีสิ่งบ่งชี้อะไรให้เห็นในเรื่องความต้องการที่โหดๆ ยิ่งขึ้นของฝ่ายอเมริกา

การบรรลุข้อตกลงกันอาจจะกลายเป็นความยากเย็นอย่างพิเศษ ถ้าหากความเป็นจริงปรากฏออกมาว่าปักกิ่งไม่ปรารถนาที่จะอ่อนข้อเรื่องมาตรการอุดหนุนของภาครัฐในอุตสาหกรรมไฮเทคด้านต่างๆ เพื่อผลักดันให้ก้าวไกลนำหน้ากว่าใครในโลก โดยนี่ถือเป็นหัวใจในวิสัยทัศน์ของ สี จิ้นผิง ทีเดียว

“มันจะเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะบรรลุข้อตกลงกันได้ ถ้าฝ่ายจีนไม่ต้องการอ่อนปรนประเด็นเหล่านี้กันบ้าง” แอลเดน กล่าวพร้อมกับชี้ว่า ฝ่ายจีนน่าที่จะปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ซึ่งเห็นกันว่าจะเป็นอุปสรรคขัดขวางแผนการยุทธศาสตร์ “เมดอินไชน่า 2025” ของปักกิ่ง

แผนการดังกล่าวซึ่งเริ่มเปิดตัวในปี 2015 มีจุดมุ่งหมายให้จีนก้าวไกลจนสามารถมีฐานะครอบงำในพวกเทคโนโลยีสุดล้ำต่างๆ ซึ่งน่าที่จะทรงความสำคัญยิ่งยวดสำหรับความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติต่างๆ ในอนาคต เป็นต้นว่า วิทยาการหุ่นยนต์, ปัญญาประดิษฐ์, การบินและอวกาศ และรถยนต์ไฟฟ้า

เบตตี้ หวัง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านจีน ที่ เอเอ็นแซด แบงกิ้ง กรุ๊ป ให้ความเห็นว่าปักกิ่งน่าที่จะยืนหยัดเหนียวแน่นในเรื่องแผนการทางอุตสาหกรรมของตน

“แผนการ ‘เมดอินไชน่า 2025’ ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับจีนในการบรรลุถึงการพัฒนาที่มีความยั่งยืน” เธอกล่าว และเสริมด้วยว่า ความคิดเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์โดยทั่วไปมีอยู่ว่า เพื่อที่จะเจริญเติบโตต่อไปอีก จีนไม่สามารถที่จะธำรงรักษาความเป็นโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งผลิตแต่ผลิตภัณฑ์ราคาถูกของโลกเอาไว้

“การที่จีนจะต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตอุตสาหกรรมระดับไฮเอน และการบริการที่มีมูลค่าเพิ่มระดับสูง ยังเป็นก้าวเดินซึ่งจีนจะต้องผ่านไปให้ได้ หากต้องการให้การพัฒนาภายในประเทศมีความยั่งยืน” เธอบอก

กระนั้นก็ตามที พวกเจ้าหน้าที่จีนสามารถแสดงออกซึ่งความมีน้ำใจไมตรี เป็นต้นว่า สื่อมวลชนของรัฐจีนรายงานในเดือนที่แล้วว่า พวกสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนของแดนมังกรกำลังพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนของต่างประเทศฉบับใหม่ ที่จะห้ามไม่ให้มีการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี-หรือก็คือไม่ให้ตั้งข้อเรียกร้องว่าพวกบริษัทต่างประเทศต้องยอมถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับการได้เข้าถึงตลาดที่ใหญ่โตมหึมาของจีน

ปัญหาอยู่ที่ว่า การขอรอมชอมในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นที่พึงพอใจของทรัมป์หรือยัง

(เก็บความและเพิ่มเติมจากเรื่อง US, China resume high-stakes poker in trade talks ของสำนักข่าวเอเอฟพี)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...