xs
xsm
sm
md
lg

เพนตากอนห่วง ‘ไต้หวัน’ หลังประเมินว่า‘จีน’ก้าวไกลผลิตอาวุธบางชนิดระดับผู้นำโลก

เผยแพร่:   โดย: กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์

<i>ขีปนาวุธไฮเทคแบบ ดีเอฟ-26 ของจีน </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

China’s military approaching critical milestone: US defense report
By Asia Times staff
17/01/2019

ทั้งรายงานฉบับล่าสุดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรองกลาโหมของสหรัฐฯที่ออกมาชี้แจงเพิ่มเติม ต่างเน้นย้ำว่าความก้าวหน้าทางทหารของจีน กำลังทำให้แดนมังกรมีความพรักพร้อมที่จะทดสอบด้วยการทำศึกสงครามระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการเข้าโจมตีไต้หวัน อย่างไรก็ดี ปักกิ่งได้วิพากษ์วิจารณ์การประเมินเช่นนี้ว่า ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง และแสดงถึงความคิดจิตใจที่ยังติดอยู่ในยุคสงครามเย็น

เมื่อวันอังคาร (15 ม.ค.) ที่ผ่านมา สำนักงานข่าวกรองกลาโหมของสหรัฐฯ (US Defense Intelligence Agency) ได้เผยแพร่รายงานใหม่ฉบับหนึ่ง ซึ่งแจกแจงรายละเอียดความก้าวหน้าต่างๆ ทางการทหารและยุทธศาสตร์การทหารของจีน โดยที่เน้นย้ำว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีนกลายเป็นผู้นำของโลกไปแล้วในการพัฒนาอาวุธบางอย่างบางด้าน (ดูรายงานฉบับนี้ได้ที่ http://www.dia.mil/Portals/27/Documents/News/Military%20Power%20Publications/China_Military_Power_FINAL_5MB_20190103.pdf)

ก่อนหน้าการเปิดเผยรายงานฉบับนี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านกลาโหมรายหนึ่ง ได้พูดกับพวกผู้สื่อข่าวโดยขอให้สงวนนาม ซึ่งสำนักข่าวเอพีรายงานเหตุผลเอาไว้ว่าเพื่อจะได้อธิบายให้รายละเอียดเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการค้นพบจากการข่าวกรองซึ่งระบุเอาไว้ในรายงานนี้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.washingtonpost.com/politics/federal_government/us-assessment-raises-concerns-over-china-attacking-taiwan/2019/01/16/2df1f00c-1953-11e9-b8e6-567190c2fd08_story.html?noredirect=on&utm_term=.5467b66f4708)

เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้นี้บอกว่า การทหารของจีนกำลังไปถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งทรงความสำคัญอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้สืบเนื่องจากความมั่นอกมั่นใจที่พวกเขาเพิ่งค้นพบใหม่ เกี่ยวกับสมรรถนะของพวกเขาเอง

“สิ่งที่น่ากังวลห่วงใยอย่างใหญ่โตที่สุด ก็คือการที่พวกเขากำลังไปถึงจุดที่ว่า คณะผู้นำของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนอาจจะไปรายงาน (ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง) กันจริงๆ ว่า พวกเขามีความมั่นอกมั่นใจในสมรรถนะของพวกเขา เรารู้มาว่าในอดีตนั้นพวกเขาพินิจพิจารณาพวกเขาเองว่าเป็นมหาอำนาจกำลังพัฒนาที่มีความอ่อนแอกว่าคนอื่น” เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าว ทั้งนี้ตามรายงานของ “ดีเฟนซ์ นิวส์” (Defense News) เว็บไซต์และนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ที่ตั้งสำนักงานในสหรัฐฯ ซึ่งเน้นเนื้อหาด้านการเมือง, ธุรกิจ, และเทคโนโลยีกลาโหม (ดูรายละเอียดข่าวนี้ของดีเฟนซ์นิวส์ ได้ที่ https://www.defensenews.com/news/your-military/2019/01/15/new-defense-intelligence-assessment-warns-china-nears-critical-military-milestone/)

“ในขณะที่เทคโนโลยีเหล่านี้จำนวนมากได้พัฒนาเติบใหญ่จนสุกงอมแล้ว, ในขณะที่การปรับเปลี่ยนการจัดองค์กรด้านการทหารของพวกเขาเสียใหม่กำลังบังเกิดผล, ในขณะที่พวกเขามีความเชี่ยวชาญช่ำชองในสมรรถนะเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่ากังวลห่วงใยก็คือ เรากำลังมาถึงจุดที่ว่า จากภายในของการตัดสินใจของพวกเขาเอง พวกเขาจะตัดสินใจให้ใช้กำลังทางทหารในการสู้รบขัดแย้งระดับภูมิภาค เรื่องนี้เป็นอะไรซึ่งกำลังใกล้จะเกิดขึ้นมายิ่งขึ้นทุกทีๆ” เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวต่อ

ในรายงานที่มิได้ถูกจัดชั้นความลับของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมฉบับนี้ ได้เสนอภาพคร่าวๆ เกี่ยวกับธีม (theme) สำคัญๆ จำนวนมากในยุทธศาสตร์การทหารของประเทศจีน รวมทั้งเรื่องแนวความคิดว่าด้วย “การป้องกันเชิงรุก” (active defense)

“ปักกิ่งตีความเรื่องการป้องกันเชิงรุก ในลักษณะที่ครอบคลุมถึงการได้รับมอบอำนาจเพื่อดำเนินการลดทอนไม่ให้การสู้รบขัดแย้งหนึ่งๆ บานปลายขยายตัว และการช่วงชิงเป็นฝ่ายริเริ่มในระหว่างการสู้รบขัดแย้ง ... คำปราศรัยของประธานาธิบดีสี ในระหว่างการตรวจพลสวนสนามของกองทหาร เนื่องในวาระครอบรอบ 90 ปีแห่งการสถาปนากองทัพปลดแอกประชาชนจีน ได้เน้นย้ำเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า จีนจะไม่กระทำ “การรุกรานและการแผ่ขยายอำนาจ” อย่างเด็ดขาด แต่ก็จะไม่มีทางยินยอมให้ ‘ดินแดนของจีนไม่ว่าเศษเสี้ยวใด’ ถูกแบ่งแยกตัดขาดออกจากประเทศจีน”

แน่นอนทีเดียวว่า จุดท้ายสุดที่คำปราศรัยนี้กล่าวถึงนั้นย่อมครอบคลุมถึงไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดน่ากังวลห่วงใยลำดับสูงที่สุดที่ถูกเน้นย้ำเอาไว้ในยุทธศาสตร์การทหารของจีน รายงานฉบับนี้ของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯระบุ

“ตามความรับรู้ของปักกิ่ง สิ่งที่อาจจะกลายเป็นภัยคุกคามลำดับแรกๆ ต่อตนเองนั้น ครอบคลุมถึงเรื่องอธิปไตยและพวกประเด็นปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งปักกิ่งเชื่อว่าสามารถส่งผลบ่อนทำลายวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์อันสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดของตน นั่นคือ การธำรงรักษาการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เอาไว้ตลอดกาล” รายงานฉบับนี้กล่าว ทั้งนี้เรื่องอธิปไตยและประเด็นปัญหาความมั่นคงภายในประเทศเหล่านี้ “ครอบคลุมไปถึงความกังวลห่วงใยต่างๆ ที่มีอยู่อย่างยาวนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การประกาศเอกราชของไต้หวัน, ลัทธิแบ่งแยกดินแดนในหมู่ชาวอุยกูร์และชาวทิเบต, ตลอดจนสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการท้าทายต่อการที่จีนเข้าควบคุมดินแดนซึ่งเกิดพิพาทกันแห่งต่างๆ ในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้”

“ในขณะที่จีนเติบโตขยายตัวขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งในด้านความแข็งแกร่งและในด้านความมั่นอกมั่นใจ เหล่าผู้นำของประเทศเราจะต้องเผชิญหน้ากับการที่จีนจะยืนกรานเรียกร้องสิทธิเสียงเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลในปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ในระดับโลก โดยที่บางครั้งบางคราวอาจจะเป็นการขัดแย้งตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ” พลโท โรเบิร์ต แอชลีย์ (Lieutenant General Robert Ashley) ผู้บัญชาการสำนักงานข่าวกรองกลาโหม เขียนเอาไว้ในรายงานฉบับนี้

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการทหารของจีน

สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า รายงานฉบับนี้ซึ่งใช้ชื่อเรื่องว่า “อำนาจทางทหารของจีน” (China Military Power) และกล่าวถึงพัฒนาการทางทหารของปักกิ่งในแทบจะทุกด้านทุกแง่มุม ได้ประเมินว่า จีนกำลังอยู่ในฐานะซึ่งสามารถสร้างระบบอาวุธก้าวหน้าที่สุดของโลกบางระบบได้ และในบางกรณีก็มีความเหนือล้ำกว่าพวกคู่แข่งของตนแล้ว (ดูเพิ่มเติมรายงานข่าวนี้ได้ที่ https://newsinfo.inquirer.net/1073642/china-takes-lead-in-some-military-tech-pentagon หรือชิ้นที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วที่ https://mgronline.com/around/detail/9620000005639)

รายงานบอกว่าปักกิ่งมีความก้าวหน้าทางทหารอย่างใหญ่โตในช่วงไม่กี่ปีหลังๆ นี้ ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณประดากฎหมายภายในประเทศซึ่งบังคับให้เหล่าหุ้นส่วนชาวต่างชาติต้องเปิดเผยความลับทางเทคนิคตางๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงตลาดประเทศจีนอันกว้างขวางใหญ่โต

จากผลลัพธ์ของ “การเข้าครอบครองเทคโนโลยีไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการไหนก็ตามที” เช่นนี้ เวลานี้จีนจึงกำลังอยู่ในกลุ่มผู้นำของเทคโนโลยีหลายหลาก เป็นต้นว่า ในด้านการออกแบบทางนาวี, ในด้านขีปนาวุธพิสัยกลาง (medium) และกึ่งพิสัยกลางกึ่งพิสัยไกล (intermediate), ตลอดจนในด้านอาวุธความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก (ความเร็วเหนือเสียง 5 เท่าขึ้นไป) ซึ่งขีปนาวุธสามารถเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วหลายเท่าตัวของความเร็วเสียง และหลบหนีระบบป้องกันขีปนาวุธต่างๆ ได้

“ผลลัพธ์ของหนทางแบบหลายมิติหลายแง่มุมในการเข้าถึงการครอบครองเทคโนโลยีเช่นนี้ กองทัพปลดแอกประชาชนจึนจึงกำลังอยู่ตรงริมขอบของการได้เป็นเจ้าของระบบอาวุธอันทันสมัยที่สุดของโลกบางระบบ” รายงานฉบับนี้กล่าวย้ำ

“ในบางด้าน จีนอยู่ในฐานะเป็นผู้นำของโลกเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ”

แสนยานุภาพทางทหารที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของจีนเช่นนี้ หมายความว่าแดนมังกรมีสมรรถนะระดับก้าวหน้าทั้งในอากาศ, ในทะเล, ในอวกาศ, และในไซเบอร์สเปซ ซึ่งจะ “ทำให้จีนสามารถบังคับให้เป็นไปตามความปรารถนาของตนภายในภูมิภาคแถบนี้” รายงานฉบับนี้ตั้งข้อสังเกต

รายงานกล่าวอีกว่า จากจุดโฟกัสเน้นหนักเป็นพิเศษของปักกิ่ง ทำให้มีลู่ทางที่จะเกิดการสู้รบขัดแย้งในท้ายที่สุดกับไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน

ปักกิ่งประกาศเรื่อยมาว่าจะไม่ลังเลรีรอในการใช้กำลัง ถ้าไทเปประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ หรือเกิดกรณีที่มีการเข้าแทรกแซงจากภายนอก รวมทั้งการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างไม่เป็นทางการที่ทรงอำนาจที่สุดของเกาะแห่งนี้

การที่จีนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในปริมณฑลด้านการทหาร กำลังอุดช่วงห่างซึ่งมีอยู่กับสหรัฐฯและพันธมิตรของสหรัฐฯลงมาอย่างรวดเร็ว และเรื่องไต้หวันอาจจะกลายเป็นปัญหาทดสอบสถานะเดิมในเร็ววันนี้ รายงานของสำนักข่าวกรองกลาโหมบอก

“ความสนใจซึ่งมีมายาวนานของปักกิ่งที่ว่าในท้ายที่สุดจะต้องบังคับให้ไต้หวันกลับมารวมกันอย่างเป็นเอกภาพกับแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง และจะต้องป้องปรามความพยายามใดๆ ก็ตามของไต้หวันที่จะประกาศเอกราช ได้ถูกใช้เป็นพลังขับดันสำคัญที่สุดสำหรับการที่จีนปรับปรุงการทหารของตนให้ทันสมัย” รายงานฉบับนี้กล่าว พร้อมบอกต่อไปว่า “การที่ปักกิ่งคาดการณ์ว่ากองกำลังของต่างชาติจะเข้าแทรกแซงในฉากทัศน์สมมุติสถานการณ์เกี่ยวกับไต้หวัน ทำให้กองทัพปลดแอกประชาชนจีนดำเนินการพัฒนาระบบต่างๆ จำนวนหนึ่งเพื่อป้องปรามและปฏิเสธการก้าวเข้ามาของกองกำลังภูมิภาคของต่างชาติ”

เมื่อวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ รายงานบอกว่า กองทัพปลดแอกประชาชนจีน “น่าที่จะเติบใหญ่ขยายตัวมากขึ้นอีกในด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทัดเทียมเปรียบเทียบได้กับของกองทัพสมัยใหม่รายอื่นๆ” เรื่องนี้จะรวมถึงเครื่องบินขับไล่, เรือ, ระบบขีปนาวุธ, สมรรถนะทางอวกาศ, และสมรรถนะทางไซเบอร์สเปซ ระดับก้าวหน้า

เรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์จากจีนนั้นทางสหรัฐฯถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องกังวลสนใจมานานแล้ว ตั้งแต่การที่ข้อมูลเกิดรั่วไหลออกไปอย่างมากมายมหาศาล และการโจรกรรมความลับทางการค้า ไปจนถึงการรณรงค์ของปักกิ่งเพื่อปรับปรุงยกระดับความสามารถของตนในการดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านข่าวกรองกลาโหมของสหรัฐฯชี้ว่า จีนกำลังทำงานหนักมากในการพัฒนาวิธีการต่างๆ เพื่อประสานรวมเอาสมรรถนะการโจมตีทางไซเบอร์เข้ากับอาวุธใช้แรงกลอื่นๆ และให้สามารถนำไปใช้ในการสู้รบได้

ถึงแม้เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านข่าวกรองกลาโหมผู้นี้ กล่าวในระหว่างสนทนากับพวกผู้สื่อข่าวประจำเพนตากอนว่า เขารู้สึกวิตกในแง่ที่ว่า การทหารของจีนในเวลานี้มีความก้าวหน้ามากเพียงพอที่จะทำให้เหล่านายพลของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนเกิดความมั่นอกมั่นใจว่าพวกเขาสามารถทำการรุกรานไต้หวันได้แล้ว แต่เขาก็เห็นว่าปักกิ่งจะต้องเผชิญการท้าทายอันสำคัญขณะที่พยายามนำเอาความเปลี่ยนแปลงอันมากมายมหาศาลเข้าสู่เรื่องการทหารของพวกเขา

จวบจนถึงเวลานี้ สิ่งที่จีนกระทำในทางการทหารหลักๆ แล้ว ยังคงเป็นการปฏิบัติการในระดับภูมิภาคซึ่งมีการควบคุมเอาไว้อย่างเคร่งครัด ตลอดจนภารกิจในการต่อต้านโจรสลัดอยู่บ้างเท่านั้น เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้นี้บอกว่า จีนจะประสบความลำบากเพิ่มขึ้นมาก ในเรื่องการสร้างกองกำลังร่วมจากเหล่าทัพและหน่วยทหารต่างๆ ที่มีศักยภาพในการดำเนินการปฏิบัติการสู้รบอันสลับซับซ้อนขนาดใหญ่ในต่างแดนซึ่งอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด

เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยังชี้ว่า จีนนั้นไม่ได้เคยสู้รบเข้าทำสงครามใดๆ มาเป็นเวลา 40 ปีแล้ว และทั้งฝ่ายทหารอันใหญ่โตของจีนตลอดจนโครงสร้างการบังคับบัญชาร่วมของจีน ต่างขาดไร้ประสบการณ์ในการสู้รบขัดแย้งในโลกแห่งความเป็นจริง

“มันจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งทีเดียว สำหรับการที่ (กองทัพปลดแอกประชาชนจีน) จะสามารถทำงานกับหน่วย (ด้านการทหาร) เหล่านี้ได้อย่างสอดรับประสานกัน , จะสามารถทำงานในยุทธบริเวณร่วมเหล่านี้ได้, และจะสามารถรับมือกับยุทธการที่มีขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนได้” เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวต่อ

อย่างไรก็ตาม รายงานของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมฉบับนี้ระบุว่า จีนกำลังพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดเทคโนโลยีสเตลธ์ (หลบหลีการตรวจจับของเรดาร์) รุ่นใหม่ๆ ทั้งแบบพิสัยกลาง และแบบพิสัยไกล ซึ่งมีศักยภาพที่จะเข้าโจมตีพวกเป้าหมายทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

เครื่องบินเช่นว่านี้น่าจะพัฒนาไปถึงขั้นมีศีกยภาพในการปฏิบัติการขั้นต้นได้ ภายในประมาณปี 2025 รายงานฉบับนี้คาดการณ์

ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวเสริมว่า จีนเก็บงำรักษาการพัฒนาด้านการทหารของตนจำนวนมากเอาไว้เป็นความลับ ด้วยการดำเนินการวิจัยในสิ่งปลูกสร้างซับซ้อนที่อยู่ใต้ดิน ห่างไกลจากสายตาสอดส่องเพ่งมองของพวกดาวเทียม

ปฏิกิริยาจากฝ่ายจีน

ทางด้าน หวา ชุนอิง (Hua Chunying) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงตอบโต้ว่ารายงานฉบับนี้เขียนขึ้นด้วยความคิดจิตใจแบบยุค “สงครามเย็น”

“รายงานฉบับนี้ ซึ่งไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงเอาเสียเลย ได้ตั้งสมมุติฐานต่างๆ เกี่ยวกับเส้นทางการพัฒนาและวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของจีน โดยใช้ความคิดจิตใจแบบสงครามเย็น และการเล่นเกมแบบใครชนะคือผู้กวาดเดิมพันไปหมดทั้งกระดาน (zero-sum game) หวา กล่าวในการแถลงข่าวตามปกติของกระทรวงเมื่อวันพุธ (16 ม.ค.)

“จีนเรียกร้องฝ่ายทหารของสหรัฐฯให้ปฏิบัติอย่างมีเหตุมีผลและอย่างไร้อคติ ต่อการพัฒนาทางการทหารของจีน และปกป้องรักษาความผูกพันทางทหารระหว่างประเทศทั้งสองเอาไว้” เธอกล่าวต่อ

ทางด้านเอพีชี้ว่า รายงานของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯฉบับนี้เผยแพร่ออกมา สัปดาห์เดียวหลังจากประธานาธิบดีสีกล่าวปราศรัยเรียกร้องให้กองทัพปลดแอกประชาชนจีนต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อการสู้รบที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันจีนได้เตือนสหรัฐฯอย่าได้ยกระดับความผูกพันทางทหารที่มีอยู่กับไต้หวันให้เพิ่มขึ้นไปอีก พร้อมกับข่มขู่ที่จะใช้กำลังทหารเข้าเล่นงานเกาะแห่งนี้เพื่อยืนยันการกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันของตน

รายงานข่าวของเอพีบอกว่า ภายใต้คณะบริหารทรัมป์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับจีนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแนวรบด้านเศรษฐกิจและแนวรบการทหาร โดยที่ในปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้าเข้าของจีนหลายระลอกรวมเป็นมูลค่าถึงราว 250,000 ล้านดอลลาร์ ด้วยการอ้างเหตุผลเรื่องที่เขากล่าวหาจีนว่าโจรกรรมหรือบีบคั้นบริษัทต่างๆ ให้ส่งมอบเทคโนโลยี ส่วนทางด้านสีก็ตอบโต้ด้วยการขึ้นพิกัดศุลกากรจากสินค้าเข้าของอเมริกันรวมแล้วเป็นมูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

สำหรับในด้านการทหาร เฉพาะเรื่องไต้หวัน สหรัฐฯได้มีเคลื่อนไหวทวีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อส่งเสริมเพิ่มพูนความผูกพันทางทหารที่มีอยู่กับเกาะแห่งนี้ เป็นต้นว่า การกลับมาขายอาวุธให้อีกคำรบหนึ่ง และการเพิ่มการติดต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน เมื่อปีที่แล้วกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯยังได้งดเชื้อเชิญจีนให้เข้าร่วมการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่มีชาติต่างๆ เข้าร่วมจำนวนมากในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอ้างเหตุผลเรื่องปักกิ่งเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารในเกาะเทียมต่างๆ ซึ่งจีนถมทะเลสร้างขึ้นในทะเลจีนใต้

เอพีบอกว่า อันที่จริงแล้ว การผงาดขึ้นมาเรื่อยๆ ของจีน คือตัวจุดชนวนให้ฝ่ายทหารของสหรัฐฯเพ่งเล็งความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากมายไปที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในระยะหลายๆ ปีหลังๆ มานี้ และเมื่อปีที่แล้วก็มีการเผยแพร่เอกสาร “ยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติของสหรัฐฯ” (US National Defense Strategy) ฉบับใหม่ ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของการที่ต้องแข่งขันแบบมหาอำนาจใหญ่กับรัสเซียและจีน นอกจากนั้นยังยืนยันว่า การที่จีนขยายตัวในทางการทหารอย่างรวดเร็ว และการที่รัสเซียกำลังเพิ่มความแข็งกร้าวมากขึ้น กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความได้เปรียบทางทหารของอเมริกาในตลอดทั่วโลก

ไม่นานหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยกลาโหม แพต แชนาแฮน (Pat Shanahan) ได้ขึ้นเป็นรักษาการรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เขาก็บอกกับพวกผู้นำหน่วยงานทางการทหารต่างๆ ของเขาเมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมาว่า จุดโฟหัสเน้นหนักของพวกเขาควรจะอยู่ที่ “จีน, จีน, จีน”

(ผู้แปลได้เพิ่มเติมเนื้อหาจากรายงานข่าวของสำนักข่าวเอพี, และเอเอฟพี )


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...