xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus: สาวซาอุฯ ถูกกักที่สุวรรณภูมิได้เป็น ‘ผู้ลี้ภัย’ ในแคนาดา หลังไทยเจอโซเชียลบีบห้ามเนรเทศกลับบ้าน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ราฮาฟ โมฮัมเหม็ด อัล-กูนุน หญิงชาวซาอุดีอาระเบียวัย 18 ปีซึ่งหลบหนีการถูกจับคลุมถุงชน และเพิ่งได้สถานะผู้ลี้ภัยหลังถูกกักตัวในประเทศไทย
หญิงชาวซาอุดีอาระเบียซึ่งหลบหนีครอบครัวมายังกรุงเทพมหานครได้รับการรับรองสถานะ ‘ผู้ลี้ภัย’ จากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อวันพุธ (9 ม.ค.) หลังจากที่เธอใช้สื่อสังคมออนไลน์ร้องขอความช่วยเหลือจนรอดพ้นจากการถูกส่งกลับประเทศอย่างหวุดหวิด และล่าสุดมีรายงานว่ารัฐบาลแคนาดาได้อนุมัติคำขอลี้ภัยของเธอเป็นที่เรียบร้อย

ราฮาฟ โมฮัมเหม็ด อัล-กูนุน วัย 18 ปี ตัดสินใจหนีจากครอบครัวระหว่างเดินทางอยู่ในคูเวต โดยขึ้นเครื่องบินมายังประเทศไทย และมีแผนจะเดินทางต่อไปขอลี้ภัยในออสเตรเลีย

เธออ้างว่าถูกคนในครอบครัวบังคับให้แต่งงาน และยังล่วงละเมิดทั้งด้านร่างกายและจิตใจจนไม่อาจจะทนใช้ชีวิตอยู่ในซาอุฯ ต่อไปได้อีก

หลังจากเครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันอาทิตย์ที่ 6 ม.ค. เธอถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไทยซึ่งได้รับการประสานจากรัฐบาลซาอุฯ กักตัวและยึดหนังสือเดินทาง ขณะที่ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันจะส่งตัว กูนุน กลับประเทศ เนื่องจากเธอไม่มีเอกสารหรือหลักฐานเพื่อขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa on arrival)

อย่างไรก็ตาม เด็กสาวรายนี้ได้พยายามต่อสู้ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้องโรงแรม และใช้สมาร์ทโฟนทวีตข้อความร้องขอความช่วยเหลือจากภายนอกเป็นสิบๆ ครั้ง

“พี่น้อง ครอบครัว และเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุฯ คงจะไปดักรอฉันที่คูเวต” เธอระบุ “พวกเขาจะฆ่าฉันแน่ ชีวิตฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย ครอบครัวเคยขู่ว่าจะฆ่าฉันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ”

ชาวเน็ตทั่วโลกช่วยกันแชร์ทวีตของ กูนุน พร้อมติดแฮชแท็ก #SaveRahaf จนทำให้บัญชีทวิตเตอร์ @rahaf84427714 ของเธอซึ่งเปิดใช้งานเมื่อต้นเดือนนี้มีผู้ติดตามแล้วมากกว่า 100,000 คน

หลังจากที่สื่อมวลชนทั่วโลกหันมาประโคมข่าวนี้อย่างเกรียวกราว ในที่สุดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทยตัดสินใจกลับลำไม่บังคับส่งตัว กูนุน กลับไปคูเวต และยอมส่งมอบเธอให้อยู่ในความดูแลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

UNHCR ได้ประกาศรับรองสถานะผู้ลี้ภัยของ กูนุน และร้องขอให้รัฐบาลออสเตรเลียช่วยพิจารณาให้ที่พักพิงแก่หญิงชาวซาอุฯ รายนี้

เกร็ก ฮันต์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอบีซีตั้งแต่ก่อนที่ยูเอ็นจะรับรองสถานะของ กูนุน ว่า “ถ้าหากเธอเป็นผู้ลี้ภัยจริง เราก็พร้อมที่จะพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อออกวีซ่ามนุษยธรรมให้”

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฮิวแมนไรต์วอตช์ประจำภูมิภาคเอเชียระบุว่า กูนุน ได้ปฏิเสธการนับถืออิสลามแล้ว และเสี่ยงที่จะถูกลงโทษสถานหนักหากกลับไปยังซาอุดีอาระเบีย

พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ แถลงว่า บิดาและพี่ชายของ กูนุน เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครตั้งแต่วันอังคาร (8) แต่เธอ “ปฏิเสธที่จะพบพวกเขา”

บิดาของ กูนุน ได้เข้าพบผู้แทน UNHCR ในเช้าวันพุธ (9) และหารือกับ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยเขายืนยันว่าไม่เคยกดขี่ข่มเหงบุตรสาว และ กูนุน ก็มี “อิสระ” ที่จะทำในสิ่งที่เธอต้องการได้

“เขาต้องการพาลูกสาวกลับบ้าน แม่ของเธอก็ล้มป่วยเมื่อรู้ว่าลูกสาวหนีไป” พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ ระบุ

บิดาของ กูนุน ยืนกรานคัดค้านคำขอลี้ภัยของลูกสาว และยืนยันว่าจะอยู่ในเมืองไทยต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุป ขณะที่ผู้แทน UNHRC กำลังประสานไปยังประเทศต่างๆ ที่อาจจะตอบรับคำขอลี้ภัยของ กูนุน

ล่าสุด ประเทศที่ตอบรับให้ที่พักพิงแก่ กูนุน ก็คือ ‘แคนาดา’ และหญิงสาวซาอุฯ ผู้นี้ได้เดินทางออกจากกรุงเทพมหานครไปแล้วเมื่อวันศุกร์ (11 ม.ค.)

หญิงสาวให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ (6) ว่าเคยถูกญาติๆ จับขังเอาไว้ในห้องนานถึง 6 เดือน เพียงเพราะไม่พอใจที่เธอตัดผม

เธออธิบายด้วยว่า การหลบหนีขณะเดินทางอยู่ในคูเวตเท่ากับเธอได้ฝ่าฝืนระบบ “ชายคือผู้ปกครอง” (male-guardianship) ของซาอุฯ ซึ่งอนุญาตให้ผู้ชายสามารถตัดสินใจแทนญาติพี่น้องที่เป็นหญิงได้ และนั่นทำให้เธอ “มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์” ว่าจะถูกครอบครัวฆ่าทิ้งหากถูกส่งกลับ

อับดุลเลาะห์ อัล-ชูอัยบี อุปทูตซาอุฯ ประจำกรุงเทพมหานคร กล่าวตำหนิเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ไม่ยึดโทรศัพท์ของ กูนุน เอาไว้ตั้งแต่แรก

“พอเธอไปถึงที่นั่น เธอก็เปิดบัญชีทวิตเตอร์ใหม่ และมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นถึง 45,000 ในวันเดียว... มันคงจะดีกว่านี้ถ้าพวกเขายึดโทรศัพท์มือถือเธอ แทนที่จะยึดพาสปอร์ต” อุปทูตซาอุฯ กล่าวเป็นภาษาอาหรับ

อย่างไรก็ดี สถานทูตซาอุฯ ยืนยันว่าไม่ได้ร้องขอให้ทางการไทยเนรเทศพลเมืองรายนี้ และเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแค่ “ปัญหาภายในครอบครัว”

ซามาห์ ฮาดีด จากองค์การนิรโทษกรรมสากล (AI) ชี้ว่า ประเทศไทยมักจะ “ละเมิดความรับผิดชอบ” ต่อผู้ลี้ภัยอยู่เสมอ และเรียกร้องสังคมอย่าปล่อยให้ ราฮาฟ เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ

ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัยของยูเอ็น และมักจะถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าไม่ให้ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ลี้ภัยเท่าที่ควร

แม้การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของ กูนุน จะเรียกเสียงประณามอย่างโกรธเกรี้ยวจากชาวซาอุฯ ที่เห็นด้วยกับระบบ male-guardianship แต่ก็มีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกธรรมเนียมนี้เสีย

“ระบบ male-guardianship ทำให้ผู้ชายมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้หญิง เขาสามารถควบคุมเธอ ตบตีเธอ หรือทำอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ โดยหน่วยงานรัฐไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว” บันดาร์ นักศึกษาวิชาแพทย์คนหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอลงทวิตเตอร์

“เพราะอย่างนี้ผู้หญิงถึงใฝ่ฝันอยากจะไปมีชีวิตใหม่ที่อื่นซึ่งห่างไกลจากบ้านที่เธอเกิดและเติบโตมา เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็ชีวิตที่นี่มันทำให้เธออึดอัดน่ะซี”

ระบบ male-guardianship ของซาอุฯ ถูกวิจารณ์ว่าสะท้อนถึงค่านิยมเหยียดเพศ เพราะจำกัดให้ผู้หญิงมีเสรีภาพได้เท่าที่ผู้ปกครองของเธอ ซึ่งก็คือ บิดา สามี หรือญาติที่เป็นชาย จะอนุญาตให้มีได้ และผู้ชายยังมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนญาติฝ่ายหญิงในเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหนังสือ แต่งงาน หรือแม้กระทั่งการทำหนังสือเดินทาง
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...