xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนดูปรากฏการณ์สุดคาดจากต้นชนปลายปี 2018 เกาหลีคืนดี-อุ้มฆ่าคาช็อกกี-เสื้อกั๊กเหลืองถล่มปารีส

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

<i>ภาพจากวิดีโอของ สเปซเอ็กซ์ แสดงให้เห็นชุดมนุษย์อวกาศในรถสปอร์ต “เทลซา” สีแดง ของ อีลอน มัสก์ ซึ่งถูกขึ้นสู่อวกาศ ระหว่างการทดสอบยินครั้งแรกของจรวดฟัลคอน เฮฟวี เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2018 </i>
รอยเตอร์/เอเจนซีส์ – นับจากการเกี่ยวก้อยคืนดีระหว่างเกาหลีเหนือ-ใต้ในมหกรรมโอลิมปิกฤดูหนาวเดือนมกราคมจนถึงประเด็นข่าวที่ยังถาโถมอย่างบ้าคลั่งในเดือนธันวาคม ต้องบอกว่า ปี 2018 ไม่เคยขาดแคลนช่วงเวลาแห่งความเซอร์ไพรส์เลย และต่อไปนี้คือเหตุการณ์สำคัญบางส่วนที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

เศรษฐีพันล้านหัวหกก้นขวิด

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ จรวดฟัลคอน เฮฟวี ของ อีลอน มัสก์ พุ่งขึ้นจากฐานปล่อยในฟลอริดาขึ้นสู่อวกาศพร้อมรถเทสลา โรดสเตอร์สีแดงมุ่งหน้าสู่ดาวอังคาร ถือเป็นการป่าวประกาศชัดถ้อยชัดคำเกี่ยวกับอิทธิพลและความทะเยอทะยานของเศรษฐีพันล้านวงการไฮเทคเจเนอเรชันใหม่

อย่างไรก็ตาม ตลอดปี 2018 นับเป็นปีที่หนักหนาสาหัสเอาการสำหรับผู้คนกลุ่มนี้ ไม่เว้นแม้แต่ตัวมัสก์เอง เดือนกรกฎาคมเขาทะเลาะกับฮีโร่นักดำน้ำอังกฤษ จากการเสนอเรือดำน้ำจิ๋วเข้าไปช่วย 13 หมูป่าติดถ้ำหลวงของไทย

ข้ามมาที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่เคยถูกยกให้เป็นว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา พบชะตากรรมเลวร้ายพอกันเมื่อเฟซบุ๊กที่เขาก่อตั้งขึ้นต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาวจากความล้มเหลวในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และลมต้านทางการเมือง

ซันดาร์ พิชัย ประธานบริหารกูเกิลกลายเป็นบิ๊กบอสไฮเทคคนล่าสุดที่ถูกรัฐสภาสหรัฐฯ เรียกตัวไปซัก มิหนำซ้ำยังเจอพนักงานแข็งข้อต่อต้านจากปัญหาต่างๆ ซึ่งรวมถึงแนวทางการดำเนินการในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐบาลอเมริกันและรัฐบาลจีน

อีกรายคือ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งแอมะซอนที่ถูกวิจารณ์เรื่องสภาพการทำงานภายในบริษัทและการจ่ายภาษีที่เล็กน้อยมากสำหรับคนระดับนี้

แต่ถึงอย่างไร เหตุการณ์เหล่านี้ก็ไม่ได้หยุดยั้งบริษัทเทคโนโลยีจากการเดินหน้าเปลี่ยนแปลงโลก ในทางกลับกัน ผู้ก่อตั้งหลายคนเชื่อมั่นว่า ภารกิจของตนจะสัมฤทธิ์ผล ทำให้คาดได้ว่า ปี 2019 การต่อสู้จะดุเด็ดเผ็ดมันยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และรถไร้คนขับ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมโหฬาร

ทรัมป์ปลดที่ปรึกษา-กระชับอำนาจ

แต่ยังมีมหาเศรษฐีอีกคนเรียนรู้ที่จะใช้วิธีการของตัวเองในระบบการเมือง ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังมีข่าวหลายระลอกว่า นับวันเจ้าหน้าที่อาวุโสที่สุดบางคนทำให้ขุ่นใจขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเมื่อเดือนมีนาคม ทรัมป์สั่งปลดเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และขับเอช.อาร์. แม็กมาสเตอร์ จากเก้าอี้ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ โดยทั้งคู่ถูกมองว่า มีอิทธิพลกับทรัมป์ไม่มากนัก ขณะที่ผู้สืบทอดตำแหน่งทั้งสองคนคือ ไมค์ พอมเพโอ และจอห์น โบลตัน มีแนวโน้มน้อยกว่าที่จะตั้งคำถามกับประธานาธิบดี

เดือนธันวาคม จอห์น เคลลี่ โบกมือลาตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาว ตามติดด้วย เจมส์ แมตทิส ที่ยื่นซองขาวเตรียมทิ้งเพนตากอนในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึง เพื่อประท้วงคำสั่งของทรัมป์ในการถอนทหารจากซีเรียด้วยเหตุผลที่ทึกทักเองว่า อเมริกาชนะไอเอสแล้ว ทว่า ล่าสุดเป็นฝ่ายทรัมป์ที่ย่นเวลาให้เร็วขึ้นด้วยการประกาศแต่งตั้งแพทริก แชนาฮัน รัฐมนตรีช่วยกลาโหม รักษาการเก้าอี้นายใหญ่เพนตากอนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2019 เป็นต้นไป นัยว่า เคืองที่สื่อเอาจดหมายลาออกของแมตทิสไปเปิดเผย ซึ่งตอกย้ำความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกับตนเอง

โดยรวมแล้วดูเหมือนทรัมป์เชื่อดุลพินิจของตัวเองมากกว่าบรรดานักการเมืองหน้าเก่าที่เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือคนวงในรีพับลิกัน
<i>คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการประชุมซัมมิต “ครั้งประวัติศาสตร์” ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2018 </i>
คิม-ปูตินพิชิตใจทรัมป์

ที่สิงคโปร์เดือนมิถุนายนและเฮลซิงกิเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ทำสมาชิกคณะบริหารของตัวเองนั่งไม่ติด ด้วยการกระชับมิตรอบอุ่นกับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ตรงข้ามกับบรรยากาศมาคุในที่ประชุมจี7 ในแคนาดาเดือนมิถุนายนที่ผู้นำตะวันตกและชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ โดดเดี่ยวทรัมป์มากกว่าครั้งใดๆ เนื่องจากมีความเห็นต่างขั้วในหลายประเด็นตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การกีดกันการค้า และความสัมพันธ์กับรัสเซีย ถึงขั้นที่ผู้นำจี7 ไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องแถลงการณ์ร่วม และจบลงที่ 6 ชาติสมาชิกออกแถลงการณ์แยกต่างหากจากอเมริกา

สถานการณ์ในซัมมิตจี7 สะท้อนความป่วยไข้ในเวทีการทูตระหว่างประเทศซึ่งได้รับการตอกย้ำในการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิก (เอเปก) เดือนพฤศจิกายนที่ปาปัวนิวกินี ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างจีนกับอเมริกาและพันธมิตรในประเด็นการค้า

นอกจากนั้นยังเป็นที่น่าสังเกตว่า นานาชาติแข่งกันอวดแสนยานุภาพทางทหารมากขึ้น ฤดูร้อนที่ผ่านมา ทั้งรัสเซีย จีน และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ต่างขนอาวุธยุทโธปกรณ์ซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีการเผชิญหน้าระหว่างเครื่องบินรบและเรือรบในทะเลจีนใต้และยุโรปถี่ขึ้น
<i>กลุ่มผู้ประท้วงถือภาพของ จามาล คาช็อกกี นักหนังสือพิมพ์ชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งหายตัวไปภายหลังเข้าไปในสถานกงสุลของซาอุดีฯ ในนครอิสตันบูล โดยที่ทางการซาอุดีฯเองยอมรับแล้วว่าเขาถูกสังหารโหด </i>
อุ้มฆ่าคาช็อกกี-เผด็จการไร้ปรานี

รัฐบาลเผด็จการทั่วโลกดูเหมือนมีความเท่าเทียมกันอยู่อย่างหนึ่งคือการกวาดล้างผู้ต่อต้านและฝ่ายตรงข้าม ไม่มีกรณีไหนชัดเจนกว่ากรณีจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวซาอุดีอาระเบียที่ถูกหลอกไปสังหารและชำแหละชิ้นส่วนในสถานกงสุลซาอุดีฯ ในเมืองอิสตันบูลของตุรกี อันนำไปสู่การประณามจากทั่วโลก รวมทั้งการโดดเดี่ยวริยาด แต่อาจยังไม่แรงพอทำให้ผู้ที่เชื่อว่า อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ออกมาขอโทษ

หรือกรณีความพยายามลอบสังหารสายลับสองหน้าชาวรัสเซียในอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นฝีมือมอสโก ถึงแม้รัสเซียเองปฏิเสธเสียงแข็ง

ขณะเดียวกัน ดูเหมือนรัฐบาลเผด็จการในหลายประเทศเพิกเฉยต่อสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และงัดกฎเหล็กมาจัดการผู้วิจารณ์และศัตรู เช่น รัสเซียที่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อบดขยี้กลุ่มกบฏที่ยังยึดดินแดนอยู่ในซีเรีย และกองทัพพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีฯ ที่ยังคงสู้รบในเยเมน สร้างความเดือดร้อนใหญ่หลวงทำให้พลเรือนล้มตายและขาดแคลนอาหารนับล้านคน

หรือจีนที่เดินเครื่องกวาดล้างมุสลิมอุยกูร์ รายงานจากสหประชาชาติ ประเมินว่า ปักกิ่งกักกันชนกลุ่มน้อยนี้ 1 ล้านคนใน “ค่ายปรับทัศนคติ”

การดำเนินการเหล่านี้บ่งชี้ว่า ผู้ปกครองเผด็จการอย่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และปูติน อาจไม่รู้สึกมั่นคงปลอดภัยเหมือนพฤติกรรมที่แสดงออกมา หรืออาจเชื่อว่า การใช้ความป่าเถื่อนโหดร้ายจำเป็นสำหรับการรักษาอำนาจ
<i>ภาพที่เผยแพร่โดยสำนักนายกรัฐมนตรีเยอรมนี  ซึ่งถ่ายขณะพวกผู้นำกลุ่ม จี7 ประชุมทำงานกันเพื่อร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมซัมมิตที่แคนาดาเมื่อเดือนมิถุนายน 2018  ทั้งนี้ภาพนี้ได้รับการกล่าวขานกันมากว่าช่างสะท้อนความแตกแยกกันในหมู่ผู้นำโลกตะวันตกเหล่านี้ และภาวะโดดเดี่ยวของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ชัดเจนยิ่ง </i>
ประชุมจี20 กลางกองเพลิงปารีส

การประชุมจี20 ที่อาร์เจนตินาเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นการประชุมพหุภาคีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของปีที่แล้ว โดยเหล่าผู้นำโลกสามารถตกลงกันได้ในแถลงการณ์ร่วมที่จืดชืดไร้อารมณ์เกี่ยวกับการปฏิรูปการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม การพบกันระหว่างทรัมป์กับสีช่วยสงบศึกการค้าระหว่างกันได้ชั่วคราว แม้ความตึงเครียดในยูเครนและการสอบสวนคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2016 ปิดโอกาสในการหารือตัวต่อตัวระหว่างทรัมป์กับปูตินก็ตาม

นอกจากนั้น ระหว่างการประชุมจี20 ปารีสยังเป็นข่าวดังไปทั่วโลกจากการจลาจลวุ่นวายของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง

ผู้นำยุโรปเกือบทุกคนในอาร์เจนตินาเดินทางกลับบ้านเพื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตการเมืองรุนแรง ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ต้องยอมตามข้อเรียกร้องบางอย่างของม็อบเสื้อกั๊กเหลือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระงับการขึ้นภาษีน้ำมัน แต่ดูเหมือนยังไม่เพียงพอทำให้ผู้ประท้วงยอมสลายตัวกลับบ้าน

ด้านนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคลของเยอรมนี ส่งสัญญาณอำลาการเมือง แม้พอมีความสำเร็จอยู่บ้างจากการแต่งตั้งคนของตัวเองเป็นผู้นำพรรคต่อก็ตาม

ส่วนทรัมป์บินกลับวอชิงตันเพื่อรับรู้ข่าวการรับสารภาพของไมเคิล โคเฮน อดีตทนายความส่วนตัว ว่าโกหกรัฐสภาเรื่องโครงการทรัมป์ทาวเวอร์ในมอสโก และนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ของอังกฤษ ตัดสินใจเลื่อนการลงมติเนื่องจากยังไม่สามารถโน้มน้าวให้สภายอมรับข้อตกลงถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู)

ทางตันเหล่านี้ในหลายสถานการณ์เกิดจากวิกฤตการณ์ที่ลุกลามกว้างขวางในประเทศตะวันตก จากความเหลื่อมล้ำด้านฐานะที่ชัดเจนขึ้น และบ่อยครั้งเพิ่มพูนความไม่พอใจและความทุกข์ยากลำบากในหมู่คนจนที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้จะต้องใช้วิธีเด็ดขาดรุนแรง และความแตกแยกยุ่งเหยิงอาจลุกลามมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดปีนี้หรือยาวนานกว่านั้น


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...