xs
xsm
sm
md
lg

การจับกุมผู้บริหาร ‘หัวเว่ย’ คือพวกศัตรูของทรัมป์พยายามทำลายข้อตกลงการค้าที่ทำกับจีน?

เผยแพร่:   โดย: เดวิด พี. โกลด์แมน

<i>เมิ่น หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ หัวเว่ย ขณะเข้าร่วมงานด้านการลงทุนที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย (ภาพจากแฟ้มถ่ายเมื่อ 2 ต.ค. 2014) </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Did Trump’s enemies try to derail a trade deal with China?
By David P. Goldman
06/12/2018

การจับกุมประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ยในแคนาดา ด้วยข้อหาละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นที่สหรัฐฯใช้ต่ออิหร่าน ได้สร้างความตะลึงงันให้แก่ตลาดการเงิน และก่อให้เกิดคำถามว่าใครกันคือผู้ที่เปิดไฟเขียวให้เดินหน้าเรื่องนี้

ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียพากันตกฮวบฮาบ หลังจากสื่อมวลชนรายงานว่า เมิ่ง หว่านโจว (Meng Wanzhou) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (chief financial officer หรือ CFO) ของหัวเว่ย ถูกจับกุมที่แคนาดา และกำลังอยู่ระหว่างรอถูกส่งตัวไปยังสหรัฐฯในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน โดยเธอถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดมาตรการลงโทษคว่ำบาตรที่สหรัฐฯประกาศใช้กับอิหร่าน

ข่าวนี้สร้างความตะลึงงันให้แก่พวกผู้มีส่วนร่วมในตลาดการเงินและเหล่านักวิเคราะห์ด้านนโยบายทั้งหลาย ด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก ไม่เคยมีมาก่อนเลยที่สหรัฐฯพยายามดำเนินการเพื่อให้มีการส่งตัวพลเมืองต่างประเทศ (เมิ่งมีสัญชาติจีน) ซึ่งอยู่นอกอาณาจักรกลับไปดำเนินคดีในอเมริกาด้วยข้อหาความผิดเกี่ยวกับการละเมิดมาตรการแซงก์ชั่น แน่นอนทีเดียว สหรัฐฯมีการประกาศข้อห้ามข้อจำกัดด้านการเดินทางและการทำธุรกรรมทางการเงินการธนาคารเพื่อเล่นงานผู้ถูกกล่าวหาว่าละเมิด แต่เรื่องที่ถึงกับหาทางออกหมายจับกุมตัวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยอย่างสิ้นเชิง

ก่อนหน้านี้ในปีนี้ รัฐบาลสหรัฐฯเคยออกคำสั่งห้ามส่งออกชิปคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯไปให้แก่ แซดทีอี (ZTE) เพื่อเป็นการตอบโต้ที่บริษัทอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคมของจีนแห่งนี้ละเมิดมาตนการลงโทษคว่ำบาตรของอเมริกาที่ใช้ต่ออิหร่าน ทว่าไม่ได้มีการหาทางออกหมายจับกุมตัวใดๆ

ประการที่สอง เมิ่งถูกจับในวันที่ 1 ธันวาคม วันเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทีมงานด้านเศรษฐกิจของเขา ดินเนอร์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และเหล่าที่ปรึกษาของเขา ณ การหารือข้างเคียงของการประชุมซัมมิตกลุ่ม จี20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ทรัมป์มีความมุ่งมั่นสนใจใคร่ที่จะทำข้อตกลงให้ได้กับจีนชนิดซึ่งเขาสามารถนำไปป่าวร้องว่าประสบชัยชนะในบางระดับในการทำสงครามการค้า ขณะที่ฝ่ายจีนก็แสดงสัญญาณเครื่องบ่งชี้ทุกๆ อย่างว่ามีความปรารถนาที่จะโอนอ่อนผ่อนปรนให้สหรัฐฯทั้งในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา, การเปิดตลาดการเงิน, และในเรื่องนโยบายทางอุตสาหกรรม –อย่างน้อยที่สุดก็ในการถ้อยคำวาจา ขณะเดียวกันนั้นก็กำลังเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ใครเป็นคนออกคำสั่งจับกุม?

คำถามก็คือ ใครเป็นคนออกคำสั่งจับกุม และด้วยเหตุผลอะไร?

แน่นอนทีเดียวว่า มีความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทราบเรื่องนี้และอนุมัติให้จับกุม แต่มันไม่น่าที่ประธานาธิบดีผู้นี้จะต้องการขยายความขัดแย้งกับจีนให้บานปลายออกไปอีก ด้วยการจับกุมผู้บริหารอาวุโสคนหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตทางอุตสาหกรรมไฮเทคระดับเรือธงของจีน ในวันเดียวกันกับที่เขากำลังหาทางลดระดับการบานปลายของสงครามการค้าคราวนี้

ถ้าหากทรัปม์ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มให้มีการจับกุมครั้งนี้ ใครล่ะเป็นคนทำ? ความเป็นไปได้อย่างอื่นๆ นั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ทาง

ทางแรกคือคำสั่งนี้มาจากพวกเจ้าหน้าที่คณะบริหารทรัมป์ซึ่งเชื่อว่าสหรัฐฯจะต้องยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้ากับปักกิ่งกันตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จีนจะทรงอำนาจจนเกินกว่าที่จะขู่กรรโชกได้ ยังมีบางส่วนของพวกข้าราชการประจำและประชาคมข่าวกรองที่เชื่อว่า เศรษฐกิจของจีนเวลานี้อ่อนเปราะ และการเปิดสงครามทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและความไร้เสถียรภาพทางการเมือง จนกระทั่งบางทีอาจจะโค่นล้ม สี จิ้นผิง ลงได้

ทัศนะเช่นนี้อาจจะดูเพ้อเจ้อ แต่มันก็ถูกหยิบยกขึ้นมาโต้แย้งถกเถียงกันอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่นโดยอดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของคณะบริหารทรัมป์บางคน

ความเป็นไปได้ทางที่สองคือ พวกศัตรูของทรัมป์ในหมู่พวกข้าราชการประจำเพียงแค่ต้องการป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีเจรจาทำข้อตกลงกับจีน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมเพิ่มพูนภาพลักษณ์ของเขาและกำจัดความเสี่ยงที่จะขัดขวางการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ

คณะบริหารทรัมป์ช่างเงียบเชียบอย่างผิดบุคลิกลักษณะของพวกเขาทีเดียว เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นคราวนี้ โดยที่ทั้งทรัมป์และพวกที่ปรึกษาใกล้ชิดของเขาต่างแสดงให้เห็นเรื่อยมาว่าไม่มีความลังเลใจใดๆ ที่จะออกความเห็นแสดงทัศนะในเรื่องเกี่ยวกับการค้าจีน

ปักกิ่งเรียกร้องให้ปล่อยตัว

ความคิดเห็นซึ่งแสดงต่อสาธารณชนจากนักการเมืองชาวอเมริกัน ดูจะมีแต่ที่มาจากวุฒิสมาชิกมาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio สังกัดพรรครีพับลิกันจากมลรัฐฟลอริดา) ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ของปีนี้ได้ต่อสู้คัดค้านความพยายามของคณะบริหารทรัมป์ที่จะบรรลุข้อตกลงรอมชอมในกรณีแซดทีอี (ZTE) โดยที่ รูบิโอ “สรรเสริญชื่นชมการจับกุมคราวนี้” เอาไว้ในอีเมล์ซึ่งส่งไปยังเว็บไซต์ข่าว แอ็กซิออส (Axios) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.axios.com/huawei-arrest-china-retaliation-73f847b7-4dbb-4987-926a-d9ac915b2285.html)

ทางด้านกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯนั้นยังไม่ต้องการแสดงความคิดเห็น เรื่องการดำเนินการแซงก์ชั่นอิหร่านนี้เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานว่าด้วยการก่อการร้ายและข่าวกรองทางการเงิน (Office of Terrorism and Financial Intelligence) ของกระทรวงการคลัง ซึ่งในปัจจุบันอยู่ใต้ความรับผิดชอบของ ปลัดกระทรวงการคลัง (Undersecretary of Treasury) ซิกัล แมนเดลเคอร์ (Sigal Mandelker) เธอเป็นมือทำงานมากประสบการณ์ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ซึ่งเคยทำงานอยู่กับคณะบริหารจอร์จ ดับเบิลยู บุช หลังเหตุการณ์โจมตี 9/11 รวมทั้งเคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ ไมเคิล เชอร์ทอฟฟ์ (Michael Chertoff) ในสมัยคณะบริหารบุชเช่นกัน

สำนักงานว่าด้วยการก่อการร้ายและข่าวกรองทางการเงินนี้ เป็นโครงการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯทำร่วมกับสำนักงานข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency หรือซีไอเอ) ก่อนหน้าปลัดกระทรวงแมนเดลเคอร์ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้อยู่คือ อัยการ เดวิด โคเฮน (David Cohen) ซึ่งในเวลาต่อมาได้ไปเป็นรองผู้อำนวยการคนหนึ่งของซีไอเอ สำนักงานของแมนเดลเคอร์นี่เองเป็นผู้ริเริ่มให้คณะบริหารทรัมป์ดำเนินการลงโทษแซดทีอีก่อนหน้านี้ในปีนี้ วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเอาไว้เมื่อวันที่ 25 เมษายนว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯกำลังสอบสวนว่าหัวเว่ยได้ละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นที่อเมริกันประกาศใช้ต่ออิหร่านหรือไม่ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.wsj.com/articles/huawei-under-criminal-investigation-over-iran-sanctions-1524663728?mod=article_inline)

ในส่วนของจีนนั้น ได้แสดงความขุ่นเคืองต่อการจับกุมคราวนี้ และสถานเอกอัครราชทูตของจีนในแคนาดาได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวเมิ่ง

มีความเป็นไปได้มากที่สุดว่า รัฐบาลจีนไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนและรู้สึกเซอร์ไพรซ์กับการจับกุมนี้ รวมทั้งกำลังพยายามที่จะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นและทำไมจึงจึงเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา

ไมว่าอย่างไรก็ตามที การจับกุมเมิ่งที่แวนคูเวอร์คราวนี้ก่อให้เกิดประเด็นปัญหาอันสาหัสร้ายแรง ถ้าหากทำเนียบขาวอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติการแล้ว มันก็ก่อให้เกิดความสงสัยข้องใจว่าคณะบริหารมีความปรารถนาที่จะทำความรอมชอมในรูปแบบใดๆ ก็ตามกับจีนหรือไม่

หรือถ้าหากว่าการจับกุมเป็นความริเริ่มของพวกส่วนประกอบนอกลู่นอกทางภายในคณะบริหารทรัมป์แล้ว มันก็จะเป็นการบ่งบอกให้ทราบว่าทรัมป์กำลังประสบความยากลำบากในการควบคุมรัฐบาลของเขาเอง


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...