xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus: กระแสชิงชัง ‘ทรัมป์’ แผลงฤทธิ์ ‘เดโมแครต’ คุมสภาล่างสำเร็จในรอบ 8 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
กระแสความไม่พอใจในตัวประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นพลังหนุนให้พรรคเดโมแครตกลับเข้าควบคุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี จากศึกเลือกตั้งกลางเทอม 6 พ.ย. ที่เป็นเสมือนประชามติรับรองความเป็นผู้นำของ ทรัมป์ ถึงกระนั้นประมุขทำเนียบขาวก็ยังไม่พ่ายแพ้ต่อกระแส “คลื่นสีน้ำเงิน” เสียทีเดียว เมื่อพรรครีพับลิกันยังคงผูกขาดเสียงข้างมากในวุฒิสภาด้วยจำนวน ส.ว. ที่มากขึ้นกว่าเดิม

เดิมพันในศึกเลือกตั้งคราวนี้คือ 435 ที่นั่งในสภาล่าง, 35 ที่นั่งในวุฒิสภา, และตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอีก 36 รัฐ

ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าพรรคเดโมแครตจะกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้เกิน 30 ที่นั่ง จากที่ต้องการเพียง 23 ที่นั่งเพื่อให้ได้ครองเสียงข้างมากในสภาล่างที่มีสมาชิก 435 คน นับเป็นการปรับดุลอำนาจครั้งใหญ่ในสภาคองเกรสจากเดิมที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา และช่วยให้ ทรัมป์ ผลักดันนโยบายต่างๆ ได้อย่างอย่างง่ายดายมาตลอด 2 ปี

แนนซี เปโลซี แกนนำ ส.ส.เดโมแครตซึ่งคาดว่าจะได้กลับสู่ตำแหน่งประธานสภาล่างอีกครั้ง กล่าวขอบคุณสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคระหว่างงานเลี้ยงฉลองชัยชนะในวอชิงตัน พร้อมยืนยันว่า ส.ส.เดโมแครตจะมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และขณะเดียวกันก็ยินดีจะทำงานร่วมกับ ทรัมป์

สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ที่ควบคุมโดยเดโมแครตจะมีอำนาจตรวจสอบการจ่ายภาษีและผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ของ ทรัมป์ รวมถึงข้อครหาที่ว่าทีมหาเสียงของเขาสมคบรัสเซียแทรกแซงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016

ส.ส.เดโมแครตยังอาจบีบให้ ทรัมป์ ต้องยอมล่าถอยจากร่างกฎหมายซึ่งเป็นที่ถกเถียงบางฉบับ เช่น ร่างงบประมาณอุดหนุนการสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโก หรือการผ่านมาตรการลดภาษีครั้งใหญ่รอบสอง หรือนโยบายการค้าที่แข็งกร้าว เป็นต้น

ชัยชนะในสภาล่างจะช่วยเพิ่มอำนาจให้แก่ฝ่ายเดโมแครตในการตรวจสอบรัฐบาล และยังเปิดโอกาสสำหรับการยื่นถอดถอน (impeachment) ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี หากปรากฏหลักฐานว่า ทรัมป์ พยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หรือทีมหาเสียงของเขาสมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียเมื่อสองปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ว่านี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องผ่านการรับรองจากสมาชิก 2 ใน 3 ของวุฒิสภาที่รีพับลิกันกุมอำนาจอยู่ด้วย

ในส่วนของวุฒิสภานั้น สื่อสหรัฐฯ คาดการณ์ว่ารีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากอย่างน้อยๆ 51 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง

แม้พรรครีพับลิกันจะสูญเสียการควบคุมสภาล่าง แต่ ทรัมป์ ยังคงประกาศชัยชนะในศึกเลือกตั้งคราวนี้

“ได้รับคำยินดีจากหลายฝ่ายสำหรับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราในคืนนี้ รวมถึงจากมิตรประเทศที่กำลังรอคอยให้ผมไปเยือน และหวังจะทำข้อตกลงการค้ากับเรา... ถึงเวลาที่ต้องเริ่มทำงานทุกอย่างให้สำเร็จ!” ทรัมป์ โพสต์ทวิตเตอร์เมื่อเช้าวันพุธ (7 พ.ย.)

เขายังขู่ว่ากระบวนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรจะถูกคานอำนาจด้วยวุฒิสภา และพรรครีพับลิกันที่ครองเสียงข้างมากในสภาสูงก็จะเดินหน้าตรวจสอบฝ่ายเดโมแครตอย่างเข้มข้นเช่นกัน

“ถ้าพวกเดโมแครตคิดจะใช้เงินภาษีประชาชนอย่างสิ้นเปลืองด้วยการตรวจสอบเราในสภาผู้แทนราษฎรแล้วล่ะก็ เราก็จำเป็นต้องตรวจสอบพวกเขาเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลชั้นความลับทั้งหลาย และด้วยอำนาจในสภาสูง เรามีสิทธิ์เล่นเกมนั้นได้!” ทรัมป์ กล่าว

ทรัมป์ โอ้อวดความสำเร็จของรัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง อดีตพิธีกรเรียลลิตี้โชว์และนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์วัย 72 ปี เริ่มวกกลับมาโหนกระแสต่อต้านผู้อพยพจากละตินอเมริกาที่กำลังมุ่งหน้าข้ามพรมแดนเม็กซิโกมายังสหรัฐฯ รวมถึงเสนอให้แก้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิ์การได้สัญชาติอเมริกันสำหรับทุกๆ คนที่เกิดบนแผ่นดินอเมริกา

ทางด้านผู้สมัครสายเดโมแครตเน้นปราศรัยเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องเป็นหลัก เช่น การคงสิทธิ์ประกันสังคมสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวมาก่อน และโครงการหลักประกันสุขภาพ Medicare สำหรับผู้สูงวัย เป็นต้น

ข้อมูลจาก US Elections Project ระบุว่า เลือกตั้งกลางเทอมปีนี้มีคนแห่ใช้สิทธิ์ทั่วประเทศกันอย่างล้นหลาม โดยมีชาวอเมริกันถึง 38.4 ล้านคนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อเทียบกับ 27.4 ล้านคนในศึกมิดเทอมเมื่อปี 2014

ฐานเสียงเดโมแครตส่วนใหญ่เป็นคนวัยหนุ่มสาว ผู้หญิง และคนเชื้อสายฮิสแปนิก โดยผลสำรวจในวันเลือกตั้งของรอยเตอร์/อิปซอสพบว่า ผู้หญิง 55% สนับสนุนผู้สมัครเดโมแครตในสภาล่าง เพิ่มขึ้นจาก 49% ในศึกเลือกตั้งกลางเทอมปี 2014

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีผู้สมัครหญิงลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งคราวนี้มากเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งสิ้น 237 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสายของเดโมแครต และมีอย่างน้อย 95 คนที่ได้ชัยชนะจากผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในเช้าวันพุธ (7) เพิ่มขึ้นจากสถิติเดิมที่เคยมี ส.ส.หญิงเข้าสู่สภาล่างมากที่สุด 84 คน

ชาริซ เดวิดส์ (Sharice Davids) และ เด็บ ฮาแลนด์ (Deb Haaland) สองผู้สมัครหญิงจากพรรคเดโมแครต สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นสตรีอเมริกันพื้นเมืองกลุ่มแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่สภาคคองเกรส ขณะที่ อิลฮาน โอมาร์ (Ilhan Omar) ซึ่งเป็นอดีตผู้ลี้ภัยจากซีเรีย และ ราชิดา ทเลบ (Rashida Tlaib) ซึ่งเป็นลูกหลานผู้อพยพปาเลสไตน์ ก็เป็นสตรีมุสลิม 2 คนแรกที่คว้าตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้สำเร็จเช่นกัน

ผลเลือกตั้งที่ออกมาจะทำให้พรรคเดโมแครตคุมเสียงในสภาล่างตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีหน้าเป็นต้นไป และมีการแบ่งขั้วอำนาจชัดเจนกับวุฒิสภาที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมาก ซึ่งบททดสอบครั้งนี้อาจทำให้ ทรัมป์ ต้องยอมวางมือจากร่างกฎหมายบางฉบับที่เป็นปัญหา และหันมาโฟกัสประเด็นที่ทั้ง 2 พรรคเห็นพ้องต้องกัน เช่น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม หรือการป้องกันไม่ให้มีการขึ้นราคายาตามใบสั่งแพทย์ เป็นต้น

“สภาล่างที่ถูกควบคุมโดยพรรคเดโมแครตหมายความว่า หากประธานาธิบดีต้องการทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ เขาต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาความร่วมมือจาก 2 ฟากการเมือง... ซึ่งเป็นสิ่งที่ ทรัมป์ ไม่เคยมีทีท่าว่าจะยอมทำมาก่อน” เจสัน แม็คกราธ ผู้จัดทำโพลสายเดโมแครตในนครชิคาโกให้ความเห็น
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...