xs
xsm
sm
md
lg

‘ญี่ปุ่น-จีน’หันหน้าเข้าหากันด้วยแรงบีบคั้นจาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

เผยแพร่:   โดย: วิลเลียม เพเซค

<i>นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ในพิธีต้อนรับซึ่งฝ่ายจีนจัดขึ้นที่บริเวณด้านนอกของมหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันศุกร์ที่ 26 ต.ค. </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Economic realpolitik brings Asia’s big guns together
By William Pesek
26/10/2018

ญี่ปุ่นกับจีนเซ็นข้อตกลงกันจำนวนมากในกรุงปักกิ่งเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชีย 2 รายนี้ต้องหาทางประกันความเสี่ยงจากภัยอันตรายทางการเงินโลกที่ทำท่าจะเกิดขึ้นมา และอีกส่วนหนึ่งก็เนื่องจากแรงดุนดันจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

การที่จะนำเอาคู่ปรปักษ์ทางภูมิรัฐศาสตร์มาร่วมมือกันให้ได้นั้น คงไม่มีอะไรดีไปกว่าเมื่อมีความเป็นไปได้ขึ้นมาที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินอีกครั้ง พลังขับดันนี้เองที่เคลื่อนไหวแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ในในกรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ (26 ต.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีของจีนและของญี่ปุ่นจับมือกันในการทำข้อตกลงสวอปเงินตรามูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, การจัดตั้งแบงก์เคลียริ่งเงินสกุลหยวน, ตลอดจนดีลทางธุรกิจอื่นๆ มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านดอลลาร์

สิ่งต่างๆ ที่ตกลงกันได้ระหว่างนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีน กับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นคราวนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างระบบเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย 2 รายนี้ และธำรงรักษาเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค ขณะที่จังหวะเวลาก็ไม่มีช่วงไหนซึ่งจะสำคัญยิ่งไปกว่านี้แล้ว (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.straitstimes.com/asia/east-asia/china-and-japan-to-ink-about-50-deals-during-abes-trip-to-beijing-reports)

การต่อเชื่อมกันเช่นนี้บังเกิดขึ้นในตอนที่สงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจที่อาศัยหนี้สินเป็นเชื้อเพลิงกระตุ้นของจีนชักอยู่ในอาการซวนเซ ขณะเดียวกันยังเป็นอันตรายต่อความพยายามที่ดำเนินมา 6 ปีของญี่ปุ่นในการเอาชนะภาวะเงินฝืด

แล้วความเคลื่อนไหวเหล่านี้ยังมีความสำคัญในระดับทวิภาคีอีกด้วย ตรงที่ทั้งสองประเทศดูเหมือนสามารถหยุดพักข้อพิพาททางประวัติศาสตร์, ทางความคิดอุดมการณ์, และทางดินแดน ซึ่งมักครอบงำความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง

มีความคาดหวังกันอยู่มากว่าการทำความตกลงกันได้ครั้งนี้ คือสัญญาณแสดงถึงการกระเตื้องดีขึ้นในความผูกพันระหว่างปักกิ่งกับโตเกียว ซึ่งเกิดความเครียดเค้นอย่างร้ายแรงจากกรณีพิพาทช่วงชิงหมู่เกาะเล็กๆ ในทะเลจีนตะวันออก ที่ฝ่ายญี่ปุ่นเรียกชื่อว่าเซงกากุ ส่วนฝ่ายจีนเรียกว่าเตี้ยวอี๋ว์ เมื่อปี 2012 แล้วตั้งแต่นั้นมาความสัมพันธ์นี้ก็ยังคงย่ำแย่เนื่องจากความผิดแผกแตกต่างทางการทูตและทางยุทธศาสตร์หลายๆ อย่าง ตั้งแต่เรื่องทะเลจีนใต้ ไปจนถึงเรื่องเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ดี ขณะที่เขียนข้อเขียนชิ้นนี้ อาเบะยังไม่ได้เข้าพบเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งอาจจะมีการพูดจาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆ ในทางการเมือง ที่ตกลงกันได้ยากเย็นกว่าดีลทางเศรษฐกิจซึ่ง อาเบะ กับ หลี่ สามารถสรุปกันออกมา

ธุรกิจ, เสถียรภาพทางการเงิน

รายงานชิ้นแรกๆ ที่ออกมาจากปักกิ่งนั้นยังขาดรายละเอียด แต่ก็มองเห็นได้ว่าการหารือระหว่างอาเบะกับหลี่ ดูเหมือนจะได้ข้อตกลงอันมีสาระสำคัญบางอย่างบางประการซึ่งสามารถนำออกมาโอ่อวดกันได้

ตามคำแถลงของ หลี่ ได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในดีลทางธุรกิจราว 500 ฉบับมูลค่ารวมเท่ากับ 18,000 ล้านดอลลาร์ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.wlox.com/2018/10/26/abe-beijing-visit-underscores-warming-china-japan-ties/) ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อร่วมมือประสานงานกันในการพัฒนาเมืองใหญ่ๆ และโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ทั่วเอเชีย (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cnbc.com/2018/10/26/china-japan-to-forge-closer-ties-as-shinzo-abe-meets-xi-jinping.html) หนึ่งในโครงการร่วม “สมาร์ท ซิตี้” เช่นว่านี้อาจจะอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ตามรายงานข่าวของสื่อญี่ปุ่น [1]

เท่าที่มองเห็นจนถึงขณะนี้ ผลลัพธ์สำคัญที่สุดของการเจรจาระหว่าง 2 นายกฯคราวนี้ ดูเหมือนจะเป็นการฟื้นชีพข้อตกลงสวอปเงินตราทวิภาคี ที่ถูกระงับเอาไว้ในปี 2013 นี่ถือเป็นสัญญาณประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การคำนึงถึงผลปฏิบัติในทางเศรษฐกิจเป็นหลัก กำลังเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งเข้าสู่สมการความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นแล้ว ทั้งนี้ด้วยการดุนดันอย่างไม่ได้ตั้งใจจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์ อีกทั้งมีความเป็นไปได้ว่านี่ยังเป็นมาตรการประกันความเสี่ยงประการหนึ่งเพื่อรับมือกับพายุร้ายทางการเงินที่กำลังจ่อจะพัดกระหน่ำเข้ามาอย่างที่ไอเอ็มเอฟเพิ่งกล่าวเตือนเอาไว้

ข้อตกลงมูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์ระยะเวลา 3 ปีระหว่างธนาคารกลางของทั้ง 2 ประเทศฉบับนี้ มุ่งหมายที่จะเพิ่มพูนสนับสนุนเสถียรภาพทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งยังจะเป็นการแผ้วถางทางสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างตลาดแลกเปลี่ยนทางการเงินซึ่งพวกเทรดเดอร์พยายามหาทางทำให้เกิดขึ้นมานานแล้ว

ในการเจรจากับหลี่ ทางทีมงานของอาเบะยังได้ตกลงที่จะสนับสนุนความร่วมมือประสานงานกันของพวกตลาดหลักทรัพย์ โดยรวมถึงการนำเอากองทุน exchange-traded funds (ETF) มาจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนการทำให้การชำระบัญชีระหว่างดีลเลอร์กับผู้ที่ทำดีลด้วยเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

เวลาเดียวกัน เคลียริ่งแบงก์สกุลเงินหยวนที่จะจัดตั้งขึ้นในญี่ปุ่น ก็จะทำให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นสำหรับพวกบริษัทและกลไกทางการเงินต่างๆ ในการทำธุรกรรมและการลงทุนข้ามพรมแดน

เรื่อง 2 เรื่องนี้ควรที่ทรัมป์จะต้องให้ความสนใจ เนื่องจากเรื่องที่ สี ถือว่ามีลำดับความสำคัญอย่างสูงเรื่องหนึ่งก็คือการลดฐานะครอบงำการค้าโลกของสกุลเงินดอลลาร์ แล้วในวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ประเทศเจ้าของระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 และอันดับ 3 ของโลก ได้เริ่มต้นที่จะจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานแบบทวิภาคีชนิดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นลดการใช้สกุลเงินสหรัฐฯลง

อาเบะเรียกสิ่งที่ตกลงกันได้ในวันศุกร์ (26 ต.ค.) ว่า เป็น จุดพลิกผันทางประวัติศาสตร์” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/2170328/li-keqiang-and-shinzo-abe-announce-china-japan-deals-commit) อย่างน้อยที่สุดเมื่อพิจารณาถึงฐานะการเป็นสกุลเงินสำรองของดอลลาร์แล้ว มันก็อาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เสียด้วย

ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องการค้าเสรี

อาเบะแสดงความคาดหวังว่า จะมีการเข้าถึงแบบสองทางทั้งในภาคการเงิน, การดูแลรักษาสุขภาพ, โครงสร้างพื้นฐาน, ลอจิสติกส์, และภาคอื่นๆ ให้มากขึ้นกว่านี้อย่างมหาศาล ในการเจรจาหารือกันเมื่อวันศุกร์ (26 ต.ค.) หัวข้อที่คุยกันยังมีเรื่องเขตการค้าจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นโครงการที่ถกกันมายาวนานทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา โตเกียวกับปักกิ่งยังเห็นพ้องกันที่จะร่วมมือประสานงานกันในโครงการก่อสร้างในประเทศที่สามซึ่งยังมิได้มีการระบุชื่อให้ทราบกัน

พื้นที่หนึ่งซึ่งทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันก็คือ เรื่องการค้าที่เสรีมากยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาซึ่งมาตรการขึ้นภาษีของทรัมป์กำลังทอดเงาดำทะมึนเหนือภูมิภาคแถบนี้ ปักกิ่งกำลังถูกผลักดันให้เข้าสู่อ้อมแขนของญี่ปุ่น –ประเทศซึ่งตนเองมีเรื่องบ่นว่ามากมาย— ขณะที่การขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้กันของวอชิงตัน บีบคั้นอย่างแรงทั้งต่อการส่งออก, การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร, และการสั่งซื้อของพวกผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อบนแผ่นดินใหญ่ เวลาเดียวกันก็หวดใส่ตลาดหุ้นทั้งในเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น

ทางฝ่ายอาเบะเองก็กำลังถูกทุบกระหน่ำเช่นเดียวกัน ขณะที่ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้พลอยได้รับความเสียหายไปด้วยจากการรุกโจมตีใส่จีนของทรัมป์ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cnbc.com/2018/10/23/china-japan-summit-abe-meets-xi-under-the-shadow-of-trump.html) ความหวังใดๆ ที่นโยบายเศรษฐกิจ “อาเบะโนมิกส์” ของเขาจะเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงาน, ความเชื่อมั่น, และผลิตภาพ ต่างกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามราคาหุ้นในทั่วโลก

หนทางออกประการหนึ่งคือการค้าที่เปิดเสรีมากยิ่งขึ้นอีก เวลานี้อาเบะจึงกำลังทุ่มเทโปรโมตส่งเสริมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) โมเดลการค้าเสรีของภูมิภาคนี้ ขณะที่พยายามเชื้อเชิญพวกระเบบเศรษฐกิจสำคัญๆ ให้เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, และอื่นๆ –แม้กระทั่งอังกฤษ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.straitstimes.com/asia/japans-shinzo-abe-says-would-welcome-britain-to-tpp)

ตามรายงานข่าวจากหลายๆ สำนัก เมื่อวันศุกร์ (26 ต.ค.) คณะเจ้าหน้าที่ของจีนและญี่ปุ่นได้พูดจากันเกี่ยวกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำ “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค” (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) โดยที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวในการทำข้อตกลงการค้าเสรีที่มีจีนเป็นหัวเรือใหญ่ผลักดัน ซึ่งจะครอบคลุมทั้งจีน, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, และมหาอำนาจริมแปซิฟิกรายอื่นๆ รวมทั้งโตเกียวด้วย ทว่าไม่มีวอชิงตัน ฉบับนี้ ได้ถูกขัดขวางทั้งจากข้อพิพาททางดินแดนต่างๆ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคอย่างอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากการที่ในคราวนี้ยังไม่ได้มีการแถลงรายละเอียดใดๆ ทำให้ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจีนกับญี่ปุ่นมีความเห็นพ้องต้องกันแค่ไหนในเรื่อง RCEP

อาเบะพูดถึงการทำดีลกันอย่างโกลาหลเมื่อวันศุกร์ (26 ต.ค.) ว่า เป็น ช่วงแห่งชัย “ชนะ-ชนะ-ชนะ” สำหรับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียทั้งสอง ทว่าพวกนักลงทุนจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังตัวจนกว่ารายละเอียดต่างๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งโตเกียวและปักกิ่งก็จำเป็นที่จะต้องขบคิดให้ใหญ่โตยิ่งขึ้นด้วยในระยะเวลาหลายๆ สัปดาห์ต่อจากนี้

กระนั้นก็ตามที การพิจารณาตัดสินใจทางเศรษฐกิจโดยมุ่งคำนึงถึงผลในทางปฏิบัติเป็นสำคัญเมื่อวันศุกร์ (26 ต.ค.) ก็แสดงให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นมาได้บ้าง เมื่อพวกผู้นำผลักไสข้อพิพาทและข้อคิดเห็นทางการเมืองออกไปพักเอาไว้ก่อน แล้วรวมศูนย์อยู่กับสิ่งซึ่งมีความหมายความสำคัญจริงๆ
<i>นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น กล่าวปราศรัยต่อเวทีประชุมความร่วมมือในตลาดฝ่ายที่สามระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง วันศุกร์ที่ 26 ต.ค. </i>
หมายเหตุผู้แปล

[1] นิกเกอิ เอเชียน รีวิว (Nikkei Asian Review) สิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษในเครือนิกเกอิ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม (หนึ่งวันก่อนนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ไปเยือนปักกิ่ง) ได้รายงานข่าวเรื่องที่บริษัทญี่ปุ่นกับบริษัทจีนจะลงนามในการร่วมมือกันเข้าไปดำเนินงานด้านต่างๆ ในประเทศที่สาม โดยที่โครงการแรกซึ่งคาดว่าจะลงมือเดินหน้ากันได้ภายในปีนี้ คือ การร่วมกันอัปเกรด “สมาร์ท ซิตี้” นิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มอมตะ ในจังหวัดชลบุรี ของประเทศไทย จึงขอเก็บความนำมาเสนอเพิ่มเติมในที่นี้:


‘เมืองสมาร์ทซิตี้’ในไทย จะเป็นอันดับแรกของ 50 โครงการร่วมญี่ปุ่น-จีน
โดย ชุนซุเกะ ชิเงตะ นักเขียนในกองบรรณาธิการนิกเกอิ

Thai 'smart city' to be first of 50 Japan-China joint projects
By SHUNSUKE SHIGETA, Nikkei staff writer
25/10/2018

โตเกียว - ญี่ปุ่นกับจีนกำลังทำท่าจะทำความตกลงกันได้ในสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับการร่วมมือกันส่งเสริมสนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนในประเทศที่สามจำนวนราวๆ 50 โครงการ โดยที่กำหนดจะเดินหน้าดีลร่วมเช่นนี้ดีลแรก ซึ่งเป็นการสร้างสมาร์ทซิตี้ขึ้นมาในประเทศไทย อย่างเร็วสุดก็อาจเริ่มกันได้ภายในปีนี้เลย

เมื่อนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีน พบปะหารือกันในกรุงปักกิ่งวันศุกร์ (26 ต.ค.) นี้ พวกเขาจะร่วมกันยืนยันถึงพันธกรณีของทั้งสองรัฐบาลในโครงการร่วมต่างๆ เหล่านี้ ประเทศทั้งสองกำลังมองเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่สามว่า จะสามารถกลายเป็นเสาหลักเสาหนึ่งของความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตขยายตัวของพวกเขา

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังจะเข้าร่วมเวทีการประชุมว่าด้วยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหลวงของจีนในวันศุกร์ (26 ต.ค.) ดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่พวกตัวแทนของบริษัทต่างๆ จากทั้งสองประเทศรวมแล้วประมาณ 1,400 คนยังจะร่วมในการลงนามข้อตกลงว่าด้วยโครงการต่างๆ มากกว่า 50 โครงการ

จีนหวังว่าการทำงานกับญี่ปุ่นจะช่วยกระตุ้นขับดันแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ของตน ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักว่าบีบบังคับพวกประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ให้ต้องก่อหนี้ก่อสินล้นพ้นตัว ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นก็มองความเป็นหุ้นส่วนกันข้ามพรมแดนเช่นนี้ ว่าจะเป็นตัวช่วยพวกบริษัทญี่ปุ่นซึ่งบ่อยครั้งต้องต่อสู้ดิ้นรนหนักในการแข่งขันกับบรรดาคู่แข่งชาวจีนที่มักเสนอราคาประมูลต่ำกว่าในโครงการต่างๆ

สำหรับโครงการสมาร์ทซิตี้ในประเทศไทย ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงการดำเนินการให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของอาเบะได้เป็นอย่างดี โดยที่กลุ่มพันธมิตร โยโกฮามา เออร์บัน โซลูชั่น อะไลแอนซ์ (Yokohama Urban Solution Alliance หรือ YUSA) ของญี่ปุ่น, จีเอสซีซี (JSCC) บริษัทก่อสร้างของจีน, และกลุ่มอมตะ ผู้ก่อสร้างและผู้ดำเนินการด้านนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดของไทย จะทำงานร่วมกันเพื่ออัปเกรดนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี พวกเขาจะลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อเริ่มการก่อสร้างได้อย่างเร็วที่สุดก็ในปีนี้เลย

YUSA กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจของญี่ปุ่นซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เจเอฟอี เอนจิเนียริ่ง (JFE Engineering) จะเป็นผู้ซัปพลายโนวฮาวด้านการพัฒนาเขตเมืองใหญ่ และด้านกรีนเทคโนโลยี สำหรับ เจเอสซีซี มีความชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องการก่อสร้างโดยใช้ต้นทุนต่ำ ญี่ปุ่นเชื่อว่าการนำเอาจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายเข้ามาร่วมมือกันจะสามารถช่วยให้ได้รับออร์เดอร์เพิ่มมากขึ้น

โครงการที่ชลบุรีนี้เป็นเพียงหนึ่งในโครงการด้านสมาร์ทซิตี้ซึ่งกำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั่วทั้งสมาคมอาเซียน แนวโน้มเช่นนี้ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่พวกบริษัทญี่ปุ่นสาขาต่างๆ หลายหลาก เป็นต้นว่า เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม, ที่พักอาศัย, รถยนต์, และการขนส่งสาธารณะ

โครงการเหล่านี้ยังมีมากกว่า 10 ดีลที่เป็นโครงการทางด้านธุรกิจการเงิน โดยที่ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation) จะจัดทำกรอบโครงร่วมทางด้านการเงินกับธนาคารพัฒนาประเทศจีน (China Development Bank) จากการที่ญี่ปุ่นกำลังยุติการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่จีนลงอย่างเป็นทางการ ความเป็นหุ้นส่วนกันในทางการเงินจึงน่าจะสามารถกลายเป็นโมเดลใหม่แบบหนึ่งสำหรับความร่วมมือจีน-ญี่ปุ่นในเวลาต่อไปข้างหน้า

ทางด้าน มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ (Mitsui Sumitomo Insurance) บริษัทประกันภัยของญี่ปุ่น กับ ไชน่า แปซิฟิก อันชัวรันซ์ (China Pacific Insurance) บริษัทประกันภัยของจีน ก็จะจับมือผูกพันกันอย่างรอบด้านในการเข้าไปดำเนินงานในประเทศที่สาม ปัจจุบันพวกบริษัทประกันภัยในภาคที่ไม่ใช่การประกันชีวิตของจีนต่างเดินหน้าไปได้ช้าในการขอใบอนุญาตที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจในต่างแดน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความสามารถในการเข้าถึงภาคส่วนของตลาดได้อย่างกว้างขวางยิ่งกว่ามากของฝ่ายญี่ปุ่น กลายเป็นมนตร์เสน่ห์ดึงดูดใจ

สำหรับในด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ บริษัทพานาโซนิค ของญี่ปุ่น จะร่วมทีมกับกิจการในเครือของ ไป่ตู้ (Baidu) ยักษ์ใหญ่ด้านเสิร์ชเอนจินของจีน ในการจัดทำระบบติดตั้งภายในยานพาหนะสำหรับโมเดลรถรุ่นเจเนอเรชั่นหน้า ส่วน เจเอ็กซ์ทีจี นิปปอน ออย แอนด์ เอเนอจี (JXTG Nippon Oil & Energy) วางแผนลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ ซิโนเปค (Sinopec) เพื่อสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนสำหรับยานพาหนะที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงในประเทศที่สาม
(อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษของรายงานข่าวชิ้นนี้ได้ที่https://asia.nikkei.com/Politics/International-Relations/Thai-smart-city-to-be-first-of-50-Japan-China-joint-projects)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...