xs
xsm
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: ‘บริษัทเอเชีย’ย้ายฐานการผลิตจาก‘จีน’ไปยังรง.อื่นๆ ในภูมิภาครวมทั้ง‘ไทย’ เพื่อหนีผลกระทบสงครามการค้า

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พวกบริษัทโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตของเอเชีย ซึ่งทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่ชิปความจำ ไปจนถึง เครื่องมือกล มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกทีที่กำลังโยกย้ายการผลิตออกจากประเทศจีนไปยังโรงงานอื่นๆ ในภูมิภาคแถบนี้ รวมทั้งไทย สืบเนื่องจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าของจีนหลายระลอก

บริษัทต่างๆ เป็นต้นว่า เอสเค ไฮนิกซ์ ของเกาหลีใต้ และ มิตซูบิชิ อิเล็กทริก, โตชิบา แมชชีน, ตลอดจน โคมัตสุ ของญี่ปุ่น ต่างเริ่มกำหนดแผนการโยกย้ายการผลิตมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตอนที่ทรัมป์ขึ้นพิกัดอัตราศุลกากรจากสินค้าจีนขยักแรก และมาถึงตอนนี้การเคลื่อนย้ายก็กำลังดำเนินอยู่ เหล่าตัวแทนของบริษัทตลอดจนบุคคลอื่นๆ ที่ทราบเรื่องแผนการเช่นนี้เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ขณะที่บริษัทอื่นๆ เช่น คอมพัล อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ของไต้หวัน และ แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ แห่งเกาหลีใต้ กำลังจัดทำแผนฉุกเฉินในกรณีที่สงครามการค้านี้ยังคงดำเนินต่อไป หรือดุเดือดเข้มข้นยิ่งขึ้นอีก

เหล่าตัวแทนของบริษัทตลอดจนแหล่งข่าวอื่นๆ เหล่านี้ต่างพูดให้ฟังโดยขอให้สงวนนาม เนื่องจากความอ่อนไหวของประเด็นนี้

การแสดงปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วต่อมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ เนื่องจากพวกบริษัทอุตสาหกรรมการผลิตรายใหญ่ๆ จำนวนมากต่างมีโรงงานหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ในหลายๆ ประเทศอยู่แล้ว และอย่างน้อยที่สุดก็สามารถโยกย้ายการผลิตจำนวนน้อยๆ จำนวนหนึ่งได้โดยที่ไม่ต้องลงมือสร้างโรงงานใหม่ๆ เวลาเดียวกันนั้น ยังมีบางรัฐบาล โดยเฉพาะไต้หวันและไทย กำลังส่งเสริมสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นให้บริษัทต่างๆ เคลื่อนย้ายงานซึ่งทำอยู่ในจีนมายังดินแดน/ประเทศของพวกตน

สหรัฐฯนั้นได้ขึ้นภาษีศุลกากรในอัตรา 25% จากสินค้าเข้าของจีนรอบแรกไปแล้วรวมเป็นมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยแบ่งเป็น 2 ขยัก คือต้นเดือนกรกฎาคม 34,000 ล้านดอลลาร์ และต้นเดือนสิงหาคมอีก 16,000 ล้านดอลลาร์ จากนั้นในรอบสองก็ประกาศขึ้นภาษีศุลกากร 10% จากสินค้าส่งออกของจีนมูลค่าอีก 200,000 ล้านดอลลาร์โดยเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันจันทร์ (24 ก.ย.) นี้ พิกัดอัตราศุลกากรของรอบสองนี้ ยังอาจจะพุ่งเพิ่มเป็น 25% ตั้งแต่ปีหน้า ไม่เพียงเท่านั้นทรัมป์ยังข่มขู่จะมีมาตรการรอบสามเล่นงานสินค้าจีนอีก 267,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 3 รอบแล้วก็จะเท่ากับสินค้าออกของจีนที่เข้าสหรัฐฯทั้งหมดจะเจอการเพิ่มภาษีศุลกากร

ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา จีนมีฐานะเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำ เมื่อบวกกับเสน่ห์ของตลาดแดนมังกรที่มีการเติบโตขยายตัวรวดเร็วมาก จึงดึงดูดให้บริษัทมากมายเข้าไปสร้างโรงงานและห่วงโซ่การผลิตในประเทศจีน แต่ภาษีศุลกากรอเมริกันกำลังสั่นคลอนฐานะดังกล่าวนี้

ที่ เอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งทำชิปความจำของคอมพิวเตอร์ งานการโยกย้ายการผลิตโมดูลชิปบางแบบออกจากจีนกลับไปยังเกาหลีใต้ กำลังเดินหน้า เช่นเดียวกับ ไมครอน เทคโนโลยี ที่เป็นคู่แข่งสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งก็กำลังเคลื่อนย้ายงานผลิตชิปความจำบางแบบจากจีนไปสถานที่ตั้งอื่นๆ ในเอเชีย เอสเค ไฮนิกซ์ นั้นทำงานด้านบรรจุภัณฑ์และการทดสอบชิปของตนบางส่วนในจีน โดยที่ตัวชิปเองส่วนใหญ่ผลิตอยู่ที่อื่นๆ อยู่แล้ว

“มีผลิตภัณฑ์โมดูล ดีแรม (DRAM) สองสามอย่างซึ่งเมดอินไชน่า ที่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐฯ” แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งมีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ เปิดเผย “เอสเค ไฮนิกซ์ กำลังวางแผนนำเอาผลิตภัณฑ์โมดูล ดีแรม เหล่านี้ ไปทำที่เกาหลีใต้ เพื่อหลีกหนีการถูกภาษีศุลกากรเล่นงาน”

แหล่งข่าวรายนี้กล่าวต่อไปว่า การผลิตส่วนใหญ่ของเอสเค ไฮนิกซ์ จะไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอะไร เนื่องจากเวลานี้จีนเป็นผู้มีฐานะครอบงำในเรื่องการผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับชิปดีแรมไปด้วย

ทางด้านบริษัทโตชิบา แมชชีน บอกว่า วางแผนโยกย้ายการผลิตเครื่องฉีดพลาสติกที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ จากจีนไปไว้ที่ญี่ปุ่นหรือไทยในเดือนตุลาคมนี้

เครื่องจักรชนิดนี้ใช้สำหรับการทำชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติก เป็นต้นว่า กันชนรถยนต์ “เราตัดสินใจย้ายการผลิตส่วนหนึ่งของเราออกจากจีน เพราะผลกระทบจากภาษีศุลกากรนั้นเป็นเรื่องสำคัญ” โฆษกผู้หนึ่งแถลง

เวลาเดียวกัน มิตซูบิชิ อิเล็กทริก แจ้งว่ากำลังอยู่ในกระบวนการโยกย้ายการผลิตพวกเครื่องมือกลที่ใช้ในการแปรรูปโลหะซึ่งมุ่งส่งไปยังสหรัฐฯ ออกจากฐานโรงงานผลิตของบริษัทในเมืองต้าเหลียน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ไปยังโรงงานญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่เมืองนาโงยา

ในไต้หวัน ผู้บริหารรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ให้ออกนามของ คอมพัล บริษัทผู้ผลิตโน้ตบุ้คพีซี เผยว่า ผลกระทบของสงครามการค้าคราวนี้ จนถึงขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับที่จำกัด แต่บริษัทก็กำลังศึกษาทางเลือกต่างๆ ของตนเองอยู่

“เรายังสามารถใช้พวกโรงงานในเวียดนาม, เม็กซิโก, และบราซิล เป็นทางเลือกแทนได้” บุคคลผู้นี้บอก “แต่มันจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอก เพราะการผลิตของเรามากกว่าครึ่งนั้นอยู่ในจีน ไม่มีประเทศอื่นอีกแล้วที่สามารถแทนที่จีนได้ในขณะนี้”

พวกบริษัทรายย่อมๆ ลงมาก็กำลังสำรวจหาทางเลือกของพวกเขาอยู่เช่นกัน ไอเอ็ม เฮลท์แคร์ บริษัทโรงงานผลิตอุปกรณ์การแพทย์สัญชาติเกาหลีใต้ ซึ่งทำผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัว เช่น เครื่องฟอกอากาศ กำลังศึกษาลู่ทางในการโยกย้ายไปยังเวียดนามหรือเกาหลีใต้ หากความขัดแย้งทางการค้ายิ่งเข้มข้นดุเดือด แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งมีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เปิดเผย

ยังมีรัฐบาลเอเชียบางราย วาดหวังที่จะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและทางยุทธศาสตร์เพิ่มมากขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนครั้งนี้ เป็นต้นว่า ในไต้หวัน รัฐบาลที่นั่นกำลังสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นให้บริษัทต่างๆ ย้ายการผลิตออกจากจีน โดยได้ให้คำมั่นสัญญาในเดือนที่แล้วว่า จะยิ่งเร่งรัด "นโยบายลงใต้” (Southbound Policy) ของตนซึ่งประกาศใช้อยู่แล้วในเวลานี้ เพิ่อลดการพึ่งพาอาศัยจีนในทางเศรษฐกิจ ด้วยการหนุนหลังให้บริษัทต่างๆ โยกย้ายห่วงโซ่อุปทานไปทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิลเลียม หลิว เจ้าหน้าที่กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันบอกกับรอยเตอร์ว่า สงครามการค้าครั้งนี้ถือเป็น “การท้าทายและก็เป็นโอกาส” สำหรับไต้หวัน เขาชี้ว่าไต้หวันต้องพึ่งพาอาศัยจีนในฐานะเป็นตลาดส่งออก แต่เวลาเดียวกันก็มองเห็นเช่นกันว่าตำแหน่งงานต่างๆ ในไต้หวันเพิ่มสูงมากขึ้น เมื่อพวกบริษัทโยกย้ายการดำเนินงานออกจากจีนกลับมาที่บ้าน

ประเทศไทยเป็นอีกรายหนึ่งซึ่งวาดหวังจะได้ประโยชน์จาก “กระแสการไหลออกจากจีนของเทคโนโลยีและการลงทุนในระหว่างที่เกิดสงครามการค้า” นายคณิต แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งกำลังประสานงานโครงการมูลค่า 45,000 ล้านดอลลาร์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้เมื่อเดือนที่แล้ว อีอีซีได้นำตัวแทนประมาณ 800 คนของบริษัทจีนแห่งต่างๆ ทัวร์ชมนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ในภาคตะวันออกของไทย เวลาเดียวกันคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยก็ได้ไปทำโรดโชว์ในจีน 7 ครั้งแล้วในปีนี้เพื่อดึงดูดนักลงทุน


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...