xs
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: สำหรับ‘หนุ่มสาวมาเลเซีย’ การกาบัตรเลือก‘อดีตจอมเผด็จการวัย 92 ปี’ไม่ใช่เรื่องทำใจได้ง่ายๆ เลย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

<i >ผู้สนับสนุน “ปากาตัน ฮาราปัน” (พันธมิตรแห่งความหวัง) พากันโบกธงของกลุ่มพันธมิตร ขณะชุมนุมกันในวันพุธ (16 พ.ค.) ที่ผ่านมา ภายหลัง อันวาร์ อิบรอฮิม ผู้นำของพันธมิตรได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากที่จองจำ ทั้งนี้ในจำนวนผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ออกเสียง 14.9 ล้านคนของมาเลเซีย เป็นคนในวัยระหว่าง 21 – 39 ปี ถึงกว่า 6 ล้านคน และนักวิเคราะห์เชื่อว่าปัจจัยด้านประชากรนี่แหละที่เป็นตัวตัดสินทำให้ ปากาตัน ฮาราปัน ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ </i>
เหมือนกับคนหนุ่มสาวชาวมาเลเซียจำนวนมาก แดเนียล มิซาน กายยุม ต้องการเหลือเกินให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศของเขา ซึ่งอยู่ใต้การปกครองอันเสื่อมโทรมเลวร้ายของกลุ่มการเมืองกลุ่มเดียวกันมาตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เขามีความลังเลสงสัยอยู่มากในเรื่องที่จะลงคะแนนเสียงเลือกอดีตจอมเผด็จการเฒ่าชราอายุตั้ง 92 ปีแล้ว

ทว่าบ่อยครั้งที่การเมืองอันเอะอะอึกทึกของมาเลเซียมักสร้างกลุ่มพันธมิตรชนิดซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้ และแดเนียลก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้ออกเสียงหลายๆ ล้านที่หนุนส่งขับดันให้ผู้เฒ่ามหาเธร์ โมฮาหมัด ทะยานเข้าสู่ชัยชนะอันน่าตื่นตะลึงในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสามารถพิชิตเครื่องจักรทางการเมืองที่เกรอะกรังไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งครั้งหนึ่งตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้นำอยู่กว่า 20 ปี

ผู้ออกเสียงเหล่านี้ไม่มีทางเลือกอื่น

“พวกเรารู้สึกรังเกียจ” แดเนียล นักศึกษานิติศาสตร์วัย 27 ปี พูดถึงการที่มหาเธร์กลับใจมาแสดงตัวเป็นนักปฏิรูปในช่วงหลังๆ นี้

“คนๆ นี้คือคนที่เอาพวกกฎหมายโหดร้ายทารุณทั้งหลายมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด” เขากล่าว โดยหมายถึงการที่มหาเธร์มีจุดยืนซึ่งแข็งกร้าวมากต่อพวกที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในช่วงที่เขาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรอบก่อนระหว่างปี 1981 ถึงปี 2003

แต่ทั้งแดเนียลและผู้ออกเสียงวัยหนุ่มสาวคนอื่นๆ ต่างพากันยอมกลั้นใจและไปลงคะแนน ด้วยความรู้สึกมั่นใจว่า อะไรอย่างอื่นก็ล้วนแต่ดีกว่าระบอบปกครองเดิมที่ครองอำนาจมายาวนานทั้งนั้น

เวลานี้รัฐบาลชุดใหม่ในนามของกลุ่มพันธมิตร “ปากาตัน ฮาราปัน” (พันธมิตรแห่งความหวัง) จึงกำลังเผชิญความท้าทายหนักหน่วงที่จะต้องตอบสนองความคาดหวังซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องการนำพาประเทศชาติก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ถึงแม้ทัศนคติต่างๆ ในแบบอนุรักษนิยม และกลุ่มผลประโยชน์ที่ผูกพันกับระบอบเดิมอย่างเหนี่ยวแน่น ยังคงมีอำนาจอิทธิพลอันเข้มแข็งในประเทศซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมแห่งนี้

และเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือความระแวงไม่แน่ใจเกี่ยวกับมหาเธร์และประวัติแห่งการกวาดล้างปราบปรามฝ่ายค้านของเขา ถึงแม้ตอนนี้เขาอ้างว่าเขาได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว รวมทั้งพูดว่าเขามีแผนจะถอยลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายในเวลา 2 ปี

บริหารจัดการความคาดหวัง

“สำหรับรัฐบาลใหม่ไม่ว่าชุดไหนก็ตาม มีสิ่งซึ่งสำคัญเอามากๆ ได้แก่ การบริหารจัดการกับความคาดหวังทั้งหลาย คุณต้องทำให้มองเห็นกันว่าคุณกำลังเริ่มต้นกระบวนการต่างๆ ของการปฏิรูป และกำลังทำสิ่งต่างๆ อย่างเช่นการลดภาระค่าใช้จ่าย” หว่อง ชินฮวด นักวิเคราะห์การเมืองที่ทำงานกับสถาบันปีนัง (Penang Institute) กล่าวแสดงความเห็น

“ผมคิดว่าสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ อย่างเพียงพอที่จะทำให้ผู้ออกเสียงรุ่นหนุ่มสาวพออกพอใจได้ แต่ถ้าหากคาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในช่วงเวลา 2 ปีข้างหน้า นั่นก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหรอก”

คนหนุ่มสาวชาวมาเลเซียจำนวนมากเวลานี้ยังไม่ได้คาดคิดอะไรมากมายนัก โดยเพียงแค่กำลังปีติยินดีกับช่วงฮันนีมูนภายหลังการล้มครืนของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค เท่านั้น

รัฐบาลบาริซัน นาเซียนัล (Barisan Nasional หรือ BN แนวร่วมแห่งชาติ) ของเขาได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทุจริตฉ้อฉลและกดขี่ทารุณมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทั้งปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและคอยใส่ไฟโหมกระพือความแตกแยกระหว่างคนเชื้อชาติต่างๆ ภายในประเทศเพื่อให้เกิดผลดีทางการเมืองแก่ฝ่ายตนเอง

ระบอบปกครองนี้ที่มีพรรคสหมาเลย์แห่งชาติ (อัมโน) เป็นแกนนำ ได้สร้างความผิดหวังท้อแท้ให้แก่คนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสื่อสังคมที่เสมือนกับสามารถทำอะไรได้อย่างอิสรเสรี ขณะเดียวกันก็มีความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโอกาสที่จะมีงานทำในอนาคตรวมทั้งทิศทางของประเทศชาติ

ในจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้งทั้งสิ้น 14.9 ล้านคนของมาเลเซีย มากกว่า 6 ล้านคนทีเดียวเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 39 ปี

ไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขรายละเอียดว่าคนเหล่านี้ออกเสียงเลือกตั้งกันอย่างไร แต่พวกนักวิเคราะห์เชื่อว่าปัจจัยด้านประชากรนี่แหละคือตัวตัดสินชี้ขาดทำให้ BN ต้องตกจากอำนาจ
<i>มหาเธร์ โมฮาหมัด (กลาง) เฉลิมฉลองร่วมกับผู้นำคนอื่นๆ ในกลุ่มพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน ระหว่างการแถลงข่าวเมื่อตอนเช้าตรู่วันที่ 10 พ.ค. ภายหลังทราบผลว่าพวกเขาชนะการเลือกตั้ง  ทั้งนี้คนหนุ่มสาวชาวมาเลเซียจำนวนมากบอกว่าทำใจยากอยู่เหมือนกันกว่าจะตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกมหาเธร์ </i>
สำหรับบางคนแล้ว ความต้องการของพวกเขาเป็นสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว

แดเนียล ผู้นำนักศึกษาคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัย ยูนิเวอร์ซิติ มลายา (Universiti Malaya) เป็นหนึ่งในคนหนุ่มสาวมากมายซึ่งกำลังเรียกร้องรัฐบาลชุดใหม่ของมหาเธร์ให้เร่งรัดทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ในเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับซึ่งใช้มาหลายสิบปีแล้ว ที่มุ่งจำกัดกิจกรรมทางการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัย และถูกใช้มาปราบปรามนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่า

“การต่อสู้ที่แท้จริงคือทำให้แน่ใจว่ากฎหมายใหม่ใดๆ ก็ตามที่ร่างขึ้นโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะต้องจำกัดอำนาจของพวกเขาเองในมหาวิทยาลัย” เขาบอก

อนิส ซาฟิกาห์ ซึ่งทำงานให้กลุ่มประชาสังคมชั้นนำกลุ่มหนึ่งที่ในอดีตเคยนำการประท้วงของนักศึกษามาหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้จับกุมนาจิบด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น ก็ต้องการให้ชุบชีวิตการศึกษาขึ้นมาใหม่และรับประกันเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ

“เยาวชนและนักศึกษาก่อนหน้านี้ต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรออกมา” อนิส ซึ่งอยู่ในวัย 26 ปีกล่าว “เราต้องการให้เสรีภาพทางวิชาการกลับคืนมา มันอาจจะต้องใช้เวลานานทีเดียว”

คนอื่นๆ ฝ่ายอื่นๆ อาจจะต้องการให้มีที่ทางหรือการได้รับความใส่ใจเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ประชาคมชาว LGBT, ไปจนถึงชนกลุ่มน้อยชาวจีนและชาวอินเดียผู้ต้องใช้ชีวิตภายใต้การครอบงำทางการเมืองของชาวมาเลย์มายาวนานหลายสิบปีแล้ว, ตลอดจนกลุ่มคนที่เสียเปรียบในทางเศรษฐกิจทั้งหลาย

ตัน จินเจีย ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยววัย 24 ปี บอกว่าเขาเกือบจะไม่ไปเลือกตั้งอยู่แล้วเนื่องจากไม่อยากลงคะแนนให้มหาเธร์ เขาเชื่อว่าสำหรับเวลานี้ชาวมาเลเซียควรต้องอดทนและลดความคาดหวังของพวกเขา

“การที่รัฐบาลใหม่จะนำพามาเลเซียกลับเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องนั้น จะทำกันอย่างไรในทางปฏิบัติ หรือจะต้องใช้เวลานานขนาดไหน” เขาชี้ พร้อมกับกล่าวว่า “เรื่องพวกนี้ยังไม่มีความแน่นอนอะไรเลย แต่เราก็ควรต้องมีความหวังเอาไว้ว่านี่เป็นสิ่งที่จะต้องมาถึงเพื่อที่จะก้าวผ่านไป”

“มันย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่าพวกเราชาวมาเลเซียจริงๆ แล้วต้องการอะไรกันแน่ จะยังคงต่อสู้ดิ้นรนภายในระบอบปกครองที่ครองอำนาจอยู่ หรือจะลงคะแนนให้แก่ความหวัง” ตันกล่าว ขณะที่บอกว่าสำหรับตัวเขาเองนั้นต้องการเห็นขั้นตอนต่างๆ ที่ไปสู่การลดค่าครองชีพและการลดราคาที่อยู่อาศัย

ลงมือทำเลย

รัฐบาลใหม่จะทำอะไรเพื่อตอบสนองความคาดหวังได้แค่ไหนนั้น ปัจจัยที่มีน้ำหนักเป็นอันมากก็คือ มหาเธร์จะสามารถทำงานร่วมกับ อันวาร์ อิบรอฮิม ได้ดีเพียงใด

อันวาร์คือรองนายกรัฐมนตรีของมหาเธร์ จวบจนกระทั่งเกิดการแตกหักกันอย่างน่าตื่นใจ ซึ่งได้เห็นนายกรัฐมนตรีผู้นี้ปลดและจำคุกลูกศิษย์ในอุปถัมภ์ของเขาคนนี้ในปี 1998

ในเวลาต่อมา อันวาร์สามารถรวบรวมฝ่ายค้านให้สามัคคีกันต่อสู้กับ BN จวบจนกระทั่งรัฐบาลนาจิบจำคุกเขาอีกครั้งเมื่อปี 2015

มหาเธร์เป็นผู้ผลักดันเดินเครื่องจนกระทั่งอันวาร์ได้รับอิสรภาพเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รวมทั้งยังส่งสัญญาณว่าเขาจะลงจากเวทีในท้ายที่สุดเพื่อเปิดทางให้อันวาร์ ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่มีผลให้ผู้ออกเสียงวัยหนุ่มสาวจำนวนมากยอมหันมาลงคะแนนโหวตหนุนหลังมหาเธร์

อย่างไรก็ดี ตัวอันวาร์เองเวลานี้ก็มีอายุ 70 ปีแล้ว และยอมรับหลังจากได้รับการปล่อยตัวว่า เขาจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีใช้สมาร์ทโฟน

ดังนั้นคนหนุ่มสาวของมาเลเซียจึงไม่ควรที่จะนั่งเฉยๆ และรอให้เกิดความเปลี่ยนแปลง นี่เป็นความคิดของ ฟาห์มิ เรซา ผู้เป็นทั้งอาร์ตทิสต์ด้านกราฟฟิกและนักเคลื่อนไหว

ฟาห์มิ ผู้มีผมยาวประบ่าและสวมหมวกเบเร่ต์สีดำเป็นสัญลักษณ์ กลายเป็นฮีโร่ของผู้คนจำนวนมาก ด้วยผลงานภาพการ์ตูนที่วาดให้นาจิบกลายเป็นตัวตลกท่าทางชั่วร้าย ภาพนี้แพร่ระบาดออกไปอย่างกว้างขวาง และก็ทำให้เขาถูกตั้งข้อหาความผิดฐานละเมิดกฎหมายอาชญากรรมทางมัลติมีเดีย

“อย่ารอคอยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง” เขากล่าว

“ความเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามทีที่คุณต้องการ ... ทำมันเดี๋ยวนี้เลย”

(เก็บความจากเรื่อง For young Malaysians, electing a 92-year-old was no easy call ของสำนักข่าวเอเอฟพี)
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...