xs
sm
md
lg

'ไต้หวัน'จะติดตั้ง 'เรดาร์' ที่สามารถรับมือ 'เครื่องบินสเตลธ์' ของ 'จีน'ได้

เผยแพร่:   โดย: กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์

<i>ไต้หวันกำลังทยอยอัปเกรดฝูงเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 ของตนมาตั้งแต่ต้นปี 2017 โดยมีการติดตั้งระบบเรดาร์ที่ก้าวหน้าล้ำสมัยยิ่งขึ้น </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Taiwan to deploy radar to counter China’s stealth jets
By Asia Times staff
15/05/2018

ไทเปกำลังกระวนกระวายต้องการที่จะปรับปรุงยกระดับระบบเรดาร์ของตนเอง ซึ่งตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการเตือนภัยล่วงหน้า เมื่อต้องเผชิญกับฝูงเครื่องบินที่ใช้เทคโนโลยีกำบังตัว (สเตลธ์) อันน่าเกรงขามของจีน

กองทัพไต้หวันกำลังจะนำเอาระบบแพสซีฟเรดาร์เคลื่อนที่ (mobile passive radar systems) เข้าประจำการ เพื่อคอยตรวจจับป้องกันอากาศยานใช้เทคโนโลยีอำพรางกำบังตัว (stealth) จากจีนที่จะแอบเล็ดลอดเข้ามา หลังจากมีข่าวลือว่าปักกิ่งอาจจะจัดส่งเครื่องบินขับไล่แบบ เจ-20 (J-20) เข้ามาป้วนเปี้ยนรอบๆ เกาะแห่งนี้

ระบบเรดาร์ชนิดนี้รวม 2 ชุด ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจุงซาน (Chungshan Institute of Science and Technology) ที่สังกัดอยู่กับกระทรวงกลาโหมไต้หวัน จะถูกนำออกมาประจำการในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของปีนี้เพื่อการทดสอบเชิงปฏิบัติการ และคาดหมายว่าจะมีการผลิตและการนำเข้าประจำการกันเป็นจำนวนมากภายในปี 2020 หนังสือพิมพ์ลิเบอร์ตี้ไทมส์ (Liberty Times) ที่ตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงไทเป รายงานโดยบอกว่าเป็นคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมผู้หนึ่ง

สถาบันแห่งนี้ได้ใช้ความพยายามมาเป็นแรมปีแล้วในการนำเอาเทคโนโลยีการทหารของโลกตะวันตกมาประกอบเข้ากับระบบแพสซีฟเรดาร์เคลื่อนที่มุ่งต่อต้านอากาศยานสเตลธ์ของตน ซึ่งจะทำให้มีความสามารถในการตรวจจับ, ติดตาม, และล็อกเป้าหมายได้ตั้งแต่อยู่ในระยะไกล

ทั้งนี้กองทัพไต้หวันมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับระบบการป้องกัน ซึ่งจะประกอบด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ในทางตั้งรับ เป็นต้นว่า ระบบเรดาร์ล้ำสมัยที่ติดตั้งทางภาคพื้นดิน กับเครื่องมืออุปกรณ์ในเชิงรุก เป็นต้นว่า เครื่องบินขับไล่ไอพ่น เอฟ-16

ปัจจุบันฝูงเครื่องบิน เอฟ-16 วี รุ่นอัปเกรด ของไต้หวัน ก็มีการทยอยติดตั้ง เรดาร์ scalable agile beam radar (SABR) แบบ เอพีจี-83 (APG-83) อันก้าวหน้าที่ใช้ต่อต้านพวกเครื่องบินขับไล่สเตลธ์ ซึ่งจะทำให้เครื่องบินเหล่านี้ “มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นมากมายแบบก้าวกระโดด” โดยที่การอัปเกรดฝูงบิน เอฟ-16 ที่มีอยู่ในปัจจุบันของไต้หวันนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2017 แล้ว

เรดาร์ติดตั้งบนเครื่องบินเหล่านี้ จะติดต่อเชื่อมโยงแบบระยะไกลกับพวกระบบเรดาร์แบบจัดเรียงเฟสซึ่งติดตั้งอยู่ทางภาคพื้นดิน (land-based phased array radar systems) และ “ขยาย” ภาพตัดขวางเพื่อการตรวจจับวัตถุต่างๆ โดยไม่มีการปล่อยคลื่นรังสีออกมา ทำให้สามารถลดจุดอ่อนในเวลาที่ต้องเผชิญกับการก่อกวนทางสงครามอิเล็กทรอนกส์ ตลอดจนในเวลาเผชิญการโจมตีด้วยอาวุธปล่อยที่ตรวจสอบคลื่นเรดาร์ได้ ทั้งนี้ตามเอกสารข้อเท็จจริงย่อๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่โดยสถาบันจุงซาน

“ฝ่ายทหารจะต้องวางแผนการไว้รับมือ และติดตั้งประจำการพวกมาตรการตอบโต้เอาไว้ เพื่อจะได้ชิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน (เมื่อมีการละเมิดน่านฟ้าของไต้หวันโดยเครื่องบินรบสเตลธ์ที่มีความก้าวหน้าล้ำยุคกว่าของฝ่ายจีน)” เจ้าหน้าที่ผู้นี้บอก

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมของเกาะแห่งนี้เคยเตือนเอาไว้แล้วว่า จากการที่จีนนำเอา เจ-20 เข้าประจำการ อาจจะส่งผลในทางลดทอนพิสัยการตรวจจับของระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าของไต้หวัน หรือกระทั่งนำไปสู่การที่สมรรถนะในการเตือนภัยล่วงหน้าและการตอบโต้เร็วของกองทัพอากาศไต้หวันอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้โดยสิ้นเชิง

เชื่อกันว่า นอกเหนือจาก เจ-20 ที่จีนผลิตเอง แล้ว กองทัพอากาศแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีนยังกำลังนำเอาฝูงบิน ซูคอย ซู-35 (Sukhoi Su-35) ซึ่งนำเข้าจากรัสเซีย มาเคลือบด้วยสีดูดซับคลื่นรังสี เพื่อทำให้มันมีสภาพเหมือนกำบังอำพรางตัวได้ในระดับหนึ่ง โดยนี่เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของปักกิ่งที่จะขยายเพิ่มพูนขนาดฝูงเครื่องบินสเตลธ์ของตน ท่ามกลางแรงกดดันที่มากขึ้นเรื่อยๆ จากเกาะไต้หวัน

เมื่อวันศุกร์สัปดาห์ที่แล้ว (11 พ.ค.) ปักกิ่งยังได้จัดส่งทั้งฝูงเครื่องบินขับไล่ ซู-35 และฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด เอช-6 เค ออกมาบินวนเวียนรอบๆ ไต้หวัน ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบนี้ถูกส่งออกมาตรวจการณ์ลาดตระเวนในลักษณะเช่นนี้
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...