xs
sm
md
lg

'พวกแข็งกร้าว'เตือน'ทรัมป์' ต้องบีบ'จีน'ให้หนัก หลังทำท่าอ่อนข้อยอมช่วยZTE

เผยแพร่:   โดย: กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์


(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

After ZTE tweet, hardliners warn Trump against China trade deal
By Asia Times staff
15/05/2018

ฐานเสียงบางส่วนของ 'ทรัมป์' และพวกสายแข็งกร้าวในคณะบริหารของเขา เรียกร้องให้เดินหน้ากดดันจีนหนักๆ ในการเจรจาต่อรองเรื่องการค้า หลังจากที่ประมุขทำเนียบขาวทำท่าโอนอ่อนจะยอมช่วยแซดทีอี ยักษ์ใหญ่การสื่อสารของแดนมังกรที่กำลังย่ำแย่หนักเพราะถูกสหรัฐฯลงโทษ

ข้อความซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ทางทวิตเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ (13 พ.ค.) ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสแห่งการมองโลกในแง่ดีอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ในหมู่ผู้ที่กำลังวาดหวังว่าสหรัฐฯกับจีนจะสามารถหลีกเลี่ยงสงครามการค้าระหว่างกันได้ ด้วยการเจรจาต่อรองและรอมชอมทำข้อตกลงกัน โดยที่มีบางคนบางฝ่ายระบุว่านี่คือสัญญาณบ่งบอกอันชัดเจนประการหนึ่งว่า ทรัมป์นั้นพรักพร้อมที่จะพูดจาทำดีลกับแดนมังกร

“มีความชัดเจนมากว่าทรัมป์นั้นต้องการหาทางทำข้อตกลงกับฝ่ายจีนในเรื่องว่าด้วยการค้า” เอียน เบรมเมอร์ (Ian Bremmer) ประธานบริหารของกลุ่มยูเรเชียกรุ๊ป (Eurasia Group) กล่าวในการให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก (Bloomberg) เมื่อวันจันทร์ (14 พ.ค.) “นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม (ทรัมป์) จึงส่ง (รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สตีเวน) มนูชิน พร้อมคณะผู้แทนขนาดใหญ่โตเอามากๆ (ไปเจรจากับจีนที่ปักกิ่ง) เมื่อสัปดาห์ก่อน” เขากล่าวต่อ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bloomberg.com/news/videos/2018-05-14/-very-clear-trump-wants-a-china-trade-deal-says-bremmer-video)

ทวิตของทรัมป์นั้นบ่งบอกให้ทราบว่า เขากำลังทำงานร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในความพยายามที่จะทำให้ แซดทีอี บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนในด้านสมาร์ทโฟนและการสื่อสาร ยังคงสามารถอยู่ในธุรกิจต่อไป ภายหลังวอชิงตันออกคำสั่งห้ามบรรดาบริษัทอเมริกันขายเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ให้บริษัทแห่งนี้ ซึ่งกำลังทำให้แซดทีอีตกอยู่ในอาการเป็นอัมพาต

ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งอ้างอิงว่าได้รับการเปิดเผยจากบุคคลหลายรายผู้ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเจรจาทาการค้าในกรุงปักกิ่งช่วงหลังๆ นี้ ระบุว่าเรื่องการจัดการคลี่คลายคำสั่งแบนแซดทีอี คือเงื่อนไขที่จีนเรียกร้องให้ดำเนินการก่อนแล้วจึงจะยอมเจรจาต่อรองกับฝ่ายสหรัฐฯต่อไป (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.reuters.com/article/uk-usa-china-zte/trump-working-with-chinese-president-to-help-chinas-zte-get-back-into-business-idUSKCN1IE0QI)

“ข้อความ (ที่ฝ่ายจีนส่งออกมา) ก็คือ 'เราต้องจัดการคลี่คลายเรื่องแซดทีอีก่อน แล้วเราจึงจะพูดจากันต่อไปได้' หนึ่งในบุคคลที่เปิดเผยกับรอยเตอร์กล่าว

ขณะที่ตลาดการเงินต่างพากันต้อนรับข่าวนี้อย่างยินดีปรีดา แต่ก็มีปฏิกิริยาในด้านลบอย่างไม่คาดหมายจากบางภาคส่วนของฐานเสียงทางการเมืองของทรัมป์ เช่นเดียวกับพวกแนวคิดแข็งกร้าวในคณะบริหารของทรัมป์ก็แสดงความกังวลใจ

“ทำไมประธานาธิบดีของเราต้องห่วงใยเกี่ยวกับจำนวนตำแหน่งงานที่จีนจะต้องสูญเสียไป (หากแซดทีอีดำเนินงานต่อไปไม่ได้และต้องล้มครืนลง)? ทำไมจึงเป็นฝ่ายถอยก่อนในเรื่องเช่นนี้ในเวลานี้?” เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯผู้หนึ่งบอกกับ เบรตบาร์ต นิวส์ (Breitbart News) สื่อขวาจัดที่เชียร์ทรัมป์ตั้งแต่ตอนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

ความคิดเห็นจากพวกพันธมิตรของทรัมป์ที่ออกมาทางสื่อ และเว็บไซต์ แอ็กซิโอส (Axios) นำมาเน้นย้ำไว้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างมีการร่วมมือประสานงานกันเพื่อโน้มน้าวประธานาธิบดีให้รักษาจุดยืนอันแข็งกร้าวเอาไว้ในการเจรจาต่อรองทางการค้ากับจีน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.axios.com/trump-china-trade-laura-ingraham-lou-dobbs-fox-news-7bf7da29-1fd7-4fcc-bc96-2d530f2ed58e.html)

ในอดีตที่ผ่านมาทรัมป์ได้เคยกลับหลังหันมาแล้วหลายครั้ง หลังถูกผลักดันหนักจากพวกสื่อที่เป็นเพื่อนมิตร เป็นต้นว่าในประเด็นปัญหาว่าด้วยการควบคุมอาวุธปืน ไปจนถึงเรื่องผู้อพยพ

มีเหตุผลอย่างอุดมสมบูรณ์สำหรับทรัมป์ที่ปรารถนาจะหลีกเลี่ยงสงครามการค้าและประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯให้เดินหน้าอย่างสดใสในช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในปลายปีนี้ ทว่าเวลานี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนเลยว่าจีนมีความยินดีที่จะเสนออะไรให้บ้าง เพื่อเปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯสามารถที่จะถอยกลับจากการข่มขู่ขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าเข้าจากจีน และหยิบยกเอาการอ่อนข้อของปักกิ่งนี้มาชูเด่นให้เห็นว่า คือการได้ชัยชนะอย่างสำคัญแล้ว

หมายเหตุผู้แปล

ก่อนหน้านี้เมื่อ 2 พ.ค. เอเชียไทมส์ได้เคยเผยแพร่ข้อเขียนเรื่อง China has too few chips to play in high stakes tech game ของ Gordon Watts ซึ่งเสนอความคิดเห็นเรื่องความพยายามของจีนในการสู้รบปรบมือเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ โดยที่เวลานี้ท้องเรื่องสำคัญของการต่อสู้นี้ก็คือการช่วงชิงความเหนือกว่าในอุตสาหกรรมไฮเทคในอนาคต ด้วยเหตุนี้ผู้นำจีนจึงเร่งรัดเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้นจึงขอเก็บความนำมาเสนอในที่นี้:


'จีน'เสียเปรียบหนักในศึกสู้รบ'สหรัฐฯ' ชิงชัยสมรภูมิ'อุตสาหกรรมไฮเทค'
โดย กอร์ดอน วัตส์

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

China has too few chips to play in high stakes tech game
By Gordon Watts
02/05/2018

แรงบีบคั้นในกรณีพิพาททางการค้าจากคณะบริหารโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ผู้นำจีนรีบเร่งพัฒนาส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นฐานอันสำคัญยิ่งยวดสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทค ทว่าผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เริ่มตั้งแต่ข้อเท็จจริงที่ว่าในปัจจุบันสหรัฐฯทิ้งห่างจีนไปไกลสุดกู่ในอุตสาหรรมแขนงนี้

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กำลังทุ่มวางเดิมพันอย่างเต็มที่เพื่อให้แดนมังกรก้าวขึ้นเป็นผู้นำหน้าทางด้านเทคโนโลยีในอนาคต ประมุขของประเทศและก็มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นพรรคผู้ปกครองแผ่นดินจีนในปัจจุบันด้วยผู้นี้ ประกาศเรื่องนี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งตอนช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อเขาเน้นย้ำว่าการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มมากขึ้น จะต้องกลายเป็นเรื่องที่ทรงความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ของประเทศ

พร้อมๆ กับที่การพิพาททางค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯกำลังพัฒนาเดินหน้าเข้าสู่สนามรบแห่งเทคโนโลยี แดนมังกรซึ่งเวลานี้เป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่โตอันดับ 2 ของโลก ก็ถูกบีบบังคับให้ต้องเร่งรีบปรับปรุงยกเครื่องภาคเซมิคอนดักเตอร์ หรือ ชิป ภายในประเทศ ที่ยังคงมีขนาดเล็กของตน ไม่เช่นนั้นแล้วคงต้องประสบกับการถูกผลักไสออกไปจากตลาด

และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้ว ผลต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมไฮเทคต่างๆ ของประเทศ และกับนโยบาย “เมดอินไชน่า 2025” (Made in China 2025) ซึ่งถือเป็นนโยบายเสาเอกของสี ก็คือความวิบัติหายนะ

เพื่อเน้นย้ำถึงปัญหานี้ สีได้พูดออกมาอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความท้าทายอันใหญ่โตมโหฬารเหล่านี้ ระหว่างที่เขาเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานสายการประกอบแผงวงจรรวม ของบริษัทซินซิน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอร์นิ่ง คอร์เปอเรชั่น (Xinxin Semiconductor Manufacturing Corporation) ในเมืองอู่ฮั่น (Wuhan) มณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของจีน (ดูเพิ่มเติมข่าวการไปตรวจเยี่ยมนี้ได้ที่ http://www.chinadaily.com.cn/a/201804/28/WS5ae47ed8a3105cdcf651b354.html)

“คนเราไม่ว่าจะเป็นคนรูปร่างใหญ่โตสักแค่ไหนก็ตามที เขาหรือเธอคนนั้นก็ไม่มีทางเป็นคนเข้มแข็งขึ้นมาได้ ถ้าปราศจากหัวใจที่ดีเยี่ยมและแข็งแกร่ง” เขากล่าว ซึ่งเป็นการใช้คำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านชาวเมืองพูดกันอยู่ทั่วไป มารบเร้าเรียกร้องบรรดาบริษัทเทคภายในประเทศทั้งหลายให้ใช้ความอุตสาหพยายามเพื่อทะลุทะลวงผ่าทางตันครั้งใหญ่ในเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์

ภารกิจนี้ต้องจัดให้อยู่ในระดับหนักหนาสาหัสทีเดียว เพียงแค่เหลือบมองอุตสาหกรรมแขนงนี้ในระดับโลกสักแวบหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นได้แล้วว่าแดนมังกรยังคงถูกทิ้งอยู่ล้าหลังไกลแค่ไหนเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผลิตชิป และการวิจัยพัฒนาชิป

เมื่อปีที่แล้ว รายรับของภาคเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯอยู่ในระดับเกือบๆ 250,000 ล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับภาคนี้ในจีนซึ่งทำได้อย่างน่าเศร้าเพียงแค่ 24,700 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ตามตัวเลขสถิติของ ไออีเค (IEK) (http://ieknet.iek.org.tw/) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม (Industrial Technology Research Institute) ในไต้หวัน ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของทางการไทเป

มหาอำนาจทางเทคโนโลยี

ด้วยความแตกต่างห่างไกลกันถึงขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรซ์อะไรนักหรอกที่พวกบริษัทจีนทั้งหลายต้องนำเข้าชิปจากสหรัฐฯคิดเป็นมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

ในทางกลับมา สภาวการณ์เช่นนี้ก็เผยให้เห็นความเป็นจริงของปักกิ่ง โดยที่ความเป็นจริงนี้แหละกำลังคุกคามแนวความคิดโดยภาพรวมของสี ในเรื่องการขับเคลื่อนจีนให้กลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยี และกำลังทำให้พวกบริษัท “สมาร์ท” ของแดนมังกรทั้งหลาย อย่างเช่น แซดทีอี (ZTE,), หัวเหว่ย (Huawei), และ เสี่ยวหมี่ (Xiaomi) ตกอยู่ในอันตราย

ไม่เพียงเท่านั้น แม้กระทั่งพวกยักษ์ใหญ่ออนไลน์อย่าง ไป่ตู้ (Baidu), อาลีบาบา (Alibaba), และ เทนเซนต์ (Tencent), หรือที่นิยมเรียกขานกันแบบจัดให้บริษัทเหล่านี้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันว่า BAT grouping ตลอดจน จีดี ดอท คอม (JD.com) ก็ยังอาจรู้สึกถึงอาฟเตอร์ช็อกระลอกถัดๆ มา ถ้าหากซัปปลายเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่จีนเกิดเหือดแห้งไปจริงๆ

สำหรับบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งประเทศจีน (China Aerospace Science and Technology Corporation หรือ CASC) รัฐวิสาหกิจด้านการบินและอวกาศก็จะต้องตัดลดโครงการดาวเทียมและโครงการอวกาศของตนลงอย่างมากมายสาหัสเช่นกัน

ขณะที่การวาดภาพเช่นนี้ย่อมเป็นฉากทัศน์จำลองสถานการณ์ซึ่งเป็น “ฉากทัศน์แบบวันโลกาวินาศ” (doomsday scenario) อยู่ชัดเจน กระนั้นมันก็ไม่สามารถปฏิเสธว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้อย่างสิ้นเชิง

“เมื่อพิจารณาจากช่วงห่างในด้านผู้คนที่มีความรู้ความสามารถและช่วงห่างในด้านขีดความสามารถของพวกเขาแล้ว พวกบริษัทจีนจึงมีภารกิจใหญ่โตรออยู่ข้างหน้า ทั้งในการก้าวเข้าสู่มาตรฐานอันสูงยิ่งสำหรับการเป็นผู้นำระดับโลก และความจำเป็นสำหรับเหล่าแชมเปี้ยนระดับโลกของประเทศที่จะต้องก้าวขึ้นสู่ฐานะเป็นเพลเยอร์อันดับหนึ่งหรือสองของโลกในภาคอุตสาหกรรมของพวกเขา” คริสโตเฟอร์ โธมัส (Christopher Thomas) หุ้นส่วนระดับบริหาร (principal) คนหนึ่งของบริษัทให้คำปรึกษาระดับโลก “แมคคินซีย์” (McKinsey) ในกรุงปักกิ่ง กล่าวเอาไว้เช่นนี้ในรายงานชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2015 (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mckinsey.com/featured-insights/asia-pacific/a-new-world-under-construction-china-and-semiconductors)

“ยิ่งจีนพยายามที่จะกลายเป็นอันดับหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้นเท่าใด ความพยายามของอุตสาหกรรมและรัฐบาลก็จะยิ่งกระจัดกระจายออกไปมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีบริษัทจำนวนมากขึ้นเท่าใดซึ่งพยายามจะกลายเป็นแชมเปี้ยนของจีนในภาคอุตสาหกรรมแขนงหนึ่งแขนงใด ผู้มีความรู้ความสามารถชั้นเลิศที่สุดก็จะกระจัดกระจายไปอยู่ในทีมต่างๆ มากเกินไปยิ่งขึ้นเท่านั้น” เขากล่าวต่อ

ถึงแม้เวลาผันผ่านมาได้ 3 ปีแล้ว สิ่งต่างๆ ก็แทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ข้อมูลตัวเลขจากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) แสดงให้เห็นว่า อินเทล (Intel), บรอดคอม(Broadcom), และ ควอลคอมม์ (Qualcomm), --เหล่าบริษัทสหรัฐฯที่เป็นซัปพลายเออร์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ยังคงมีมูลค่าทางการตลาดในระดับอย่างน้อยที่สุด 10 เท่าตัวของ เซินเจิ้น ฮุยติ้ง เทคโนโลยี (Shenzhen Huiding Technology) บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน

สำหรับโปรเซสเซอร์ (processor) ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับไฮเอนด์แล้ว พวกบริษัทอเมริกันคือผู้ที่ครอบงำวงการอยู่ในเวลานี้ ขณะที่ชิปของจีนมักถูกนำไปใช้ในพวกสินค้าโลว์เอ็นด์มากกว่า เป็นต้นว่า บัตรธนาคาร และบัตรคีย์การ์ด

“ช่วงห่างยังคงใหญ่โตมหึมาอยู่ โดยที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นหนักทั้งด้านเงินทุนและเน้นหนักทั้งด้านแรงงาน” ไต้ หมิง (Dai Ming) ผู้จัดการด้านบริหารเงินรายหนึ่งของ เหิงเซิง แอสเส็ท แมเนจเมนต์ (Hengsheng Asset Management) ในเซี่ยงไฮ้ บอกกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post) “มันเรียกร้องทั้งการลงทุนอย่างมหึมาและการสั่งสมทางเทคโนโลยี ดังนั้นในระยะสั้นแล้ว เป็นเรื่องยากสำหรับจีนที่จะไล่ตามให้ทันสหรัฐฯ” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.scmp.com/business/china-business/article/2142929/us-semiconductor-makers-dwarf-chinese-peers-market-valuation)

ในความเคลื่อนไหวเพื่อจัดการแก้ไขปัญหานี้ กองทุนเพื่อการลงทุนด้านวงจรรวมแห่งชาติ (National Integrated Circuitry Investment Fund ใช้อักษรย่อว่า NICIF) ของจีน หรือที่เรียกกันว่า “กองทุนใหญ่” (Big Fund) วางแผนจะเพิ่มขยายโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ เพื่อเพิ่มพูนการผลิตชิปและการวิจัยพัฒนาด้านชิปในประเทศจีน และด้วยการหนุนหลังจากรัฐบาลจีน กองทุน NICIF ประกาศว่าตนเองกำลังใกล้จะสามารถปิดรอบการลงทุนที่มีมูลค่า 120,000 ล้านหยวน (ราว 18,980 ล้านดอลลาร์) สำหรับกองทุนกองที่สองซึ่งจะใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

เวลานี้คำว่า “เร่งด่วน” กำลังกลายเป็นคำยอดนิยมของแวดวงผู้ทรงอำนาจในปักกิ่งไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯเริ่มต้นไต่สวนหัวเหว่ยอีกรายหนึ่ง เนื่องจากต้องสงสัยว่าละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นของอเมริกาในเรื่องห้ามการส่งออกไปยังอิหร่าน

การตัดสินเมื่อปลายเดือนเมษายนที่จะเปิดการไต่สวนหัวเหว่ยคราวนี้ บังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ภายหลังจาก แซดทีอี (ZTE) ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดเช่นนี้แหละ และถูกสั่งห้ามซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในสหรัฐฯ เป็นต้นว่า เซมิคอนดักเตอร์ เป็นเวลา 7 ปี

ปักกิ่งถูกเขย่าขวัญ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกลายเป็นการเขย่าขวัญของปักกิ่ง และถูกคณะบริหารของสีมองว่า คือความพยายามที่จะทำลายภาคไฮเทคที่กำลังบูมของแดนมังกรให้พินาศย่อยยับไป

“หลังเกิดกรณี แซดทีอี แล้ว จีนก็ได้บรรลุฉันทามติโดยพื้นฐานว่าจะต้องพัฒนาเทคโนโลยีชิปของตนเอง” จาง ลี่ลี่ (Zhang Lili) นักวิจัยที่ทำงานอยู่กับสถาบันแพนโกล (Pangoal Institution) องค์กรคลังสมองด้านนโยบายสาธารณะในปักกิ่ง กล่าวเอาไว้เช่นนี้ในบทความซึ่งเผยแพร่ทาง โกลบอลไทมส์ (Global Times) หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ในเครือของ เหรินหมินรึเป้า (People's Daily) ปากเสียงอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.globaltimes.cn/content/1100302.shtml)

“อย่างไรก็ตาม การผลิตเซมิคอนดักเตอร์นั้นมีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ต้องเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่างๆ มากกว่า 50 อุตสาหกรรม และกระบวนการต่างๆ ราว 2,000 ถึง 5,000 กระบวนการ ผู้สังเกตการณ์บางคนบอกว่าเพียงแค่ความกระตือรือร้นอย่างเดียวจะไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จ และจีนอาจจะไม่อาจสามารถบุกทะลุทะลวงผ่าทางตันต่างๆ ในด้านชิปด้วยตัวเองได้” บทความของเขาระบุ

การเสาะแสวงหาผู้ที่อาจจะมาเป็นหุ้นส่วนกัน ในขณะที่ปักกิ่งทำ “สงครามเซมิคอนดักเตอร์” ใดๆ ก็ตามทีอยู่กับวอชิงตันนั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องลำบากเช่นกัน เนื่องจากพวกเพลเยอร์รายใหญ่อื่นๆ ซึ่งได้แก่ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, และไต้หวัน คงจะลังเลไม่อยากแตกแถวแยกตัวออกมาจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตมโหฬารสามารถสร้างรายได้มากกว่า 420,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ทั้งนี้ตามการเปิดเผยของ สตาติสตา (Statista) เว็บพอร์ทัลด้านตัวเลขสถิติออนไลน์

พวกเขาจะต้องกำลังคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะตั้งสติมีความสุขุมรอบคอบ ก่อนที่จะปล่อยให้ข้อพิพาททางการค้าบานปลายขยายตัวออกไปจนกลายเป็นสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ความหวังที่ว่าสหรัฐฯกับจีนจะสามารถตกลงรอมชอมกันได้โดยเร็วนั้นก็ดูเหมือนกำลังจางหายไป เมื่อวินิจฉัยจากวาทกรรมของทั้งสองฝ่าย

“เทคโนโลยีระดับสูงคือแกนกลางแห่งความได้เปรียบในการแข่งขันของสหรัฐฯ แต่เมื่อการพัฒนาของจีนกำลังได้รับการสนใจจับตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ สหรัฐฯจึงหวาดกลัวว่าจะต้องสูญเสียความได้เปรียบของตน และอาจจะนำเอามาตรการอันเข้มงวดยิ่งขึ้นมาใช่ต่อต้านจีน” จางเขียนเอาไว้เช่นนี้ พร้อมกับบอกว่า “เราจำเป็นต้องเตรียมให้พร้อมในทางจิตใจสำหรับเรื่องนี้”

กระนั้น ในเกมไพ่โป๊กเกอร์ “สงครามเย็นทางการค้า” ที่เป็นเรื่องอุตสาหกรรมไฮเทคนี้ คงต้องบอกว่าจีนเป็นฝ่ายที่มีชิปเอาไว้ให้เล่นเอาไว้ใช้ต่อรองได้ จำนวนน้อยเอามากๆ
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...