xs
xsm
sm
md
lg

หลังเจรจากันมา 2 วันเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้า ‘จีนกับสหรัฐฯ’ยังคงมีจุดติดขัดสำคัญๆ ที่ตกลงกันไม่ได้

เผยแพร่:   โดย: กอร์ดอน วัตส์

<i>รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สตีฟ มนูชิน (ที่2จากซ้าย) และรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ วิลเบอร์ รอสส์ (ที่3จากซ้าย) เดินออกจากโรงแรมที่พักของพวกเขาในกรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ (4 พ.ค.) ภายหลังเสร็จสิ้นเจรจาทางการค้ากับฝ่ายจีนมาเป็นเวลา 2 วัน โดยที่ดูจะไม่มีความคืบหน้าอย่างสลักสำคัญอะไร</i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Major sticking points remain after US-China trade talks
By Gordon Watts
04/05/2018

การเจรจาคลี่คลายข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา (3-4 พ.ค.) ปักกิ่งตกลงในหลักการที่จะ “เพิ่ม” การนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ ขณะที่วอชิงตันยื่นเสนอเอกสารระบุข้อคับข้องใจและวิธีเยียวยาแก้ไขที่ตนเองเรียกร้องต้องการ ทว่าสิ่งซึ่งพวกเขาตกลงกันได้ในท้ายที่สุดดูจะมีเพียงแค่ว่าจะต้องพูดจากันต่อไปอีก

หลังจากเจรจาหารือในเรื่องการค้ากันอย่างกว้างขวางที่กรุงปักกิ่งในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ (3 -4 พ.ค.) ที่ผ่านมา ลงท้ายคณะผู้แทนของฝ่ายสหรัฐฯและฝ่ายจีนก็ดูจะเพียงแค่ตกลงกันได้ในประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง –นั่นคือจะยังคงพูดจาหารือกันต่อไป

การเจรจากันคราวนี้ซึ่งหากจะพรรณนาให้ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ก็ดูมีแต่จะต้องบรรยายว่ามันเป็นเกมเล่นไพ่โป๊กเกอร์ทางภูมิรัฐศาสตร์เกมใหญ่โดยแท้ ทว่ายังแทบไม่มีสัญญาณปรากฏให้เห็นเลยว่าฝ่ายใดคือฝ่ายที่ทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำ

จีนนั้นได้หารือในเรื่อง “การเพิ่ม” การนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯอย่างจริงจัง สำนักข่าวซินหวาของทางการจีนรายงาน

“ทั้งสองฝ่าย (ยัง) เห็นพ้องต้องกันว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่มีความหนักแน่นมั่นคงและมีเสถียรภาพ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดสำหรับทั้งสองฝ่าย และพวกเขาให้คำมั่นที่จะดำเนินการแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ ในทางเศรษฐกิจและทางการค้าที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการสนทนากันและการปรึกษาหารือกัน” กระบอกเสียงของทางการจีนกล่าวย้ำ

“(มี) การแลกเปลี่ยนทัศนะกันในประเด็นปัญหาต่างๆ (เป็นต้นว่า) การเพิ่มสินค้าส่งออกของสหรัฐฯเข้าสู่ประเทศจีน, การค้าในภาคบริการระดับทวิภาคี, การลงทุนในทั้งสองทาง, การคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา, (และ) การแก้ไขคลี่คลายประเด็นปัญหาทั้งด้านภาษีศุลกากรและทั้งด้านที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร” รายงานของซินหวากล่าวต่อ

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงมี “ความแตกต่างกันอย่างมากมาย” ในประเด็นปัญหาใหญ่ๆ หลังจากที่ฝ่ายสหรัฐฯได้เสนอร่างเอกสารฉบับหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “Balancing the Trade Relationship” (การทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าบังเกิดความสมดุล) ซึ่งสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับความเดือดร้อนคับข้องใจของวอชิงตันรวมทั้งหนทางแก้ไขเยียวยาที่ฝ่ายนี้เรียกร้องต้องการ เพื่อจัดการกับการที่สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีน ซึ่งกำลังพุ่งพรวดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ตามรายงานของบลูมเบิร์ก จุดสำคัญๆ ที่ระบุเอาไว้ในเอกสารของสหรัฐฯฉบับดังกล่าว มีอาทิเช่น:

**สหรัฐฯต้องการให้จีนตัดลดการที่สหรัฐฯขาดดุลการค้าจีนลงมาให้ได้อย่างน้อย 200,000 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2020 จากระดับของเมื่อปี 2018

**จีนต้องยุติโดยทันทีสำหรับมาตรการให้ความอุดหนุนต่างๆ ตลอดจนความสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งก่อให้เกิดศักยภาพอันล้นเกินในบรรดาอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของแผนการ “เมดอินไชน่า 2025” (Made in China 2025)

**จีนต้องเพิ่มความเข้มแข็งในการพิทักษ์คุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาและในการบังคับให้เป็นไปตามสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา

**สหรัฐฯยังมีข้อเรียกร้องข้อหนึ่งที่ว่า จีนจะต้องไม่ “คัดค้าน, ท้วงติง, หรือกระทำการตอบโต้ สำหรับการที่สหรัฐฯประกาศใช้ข้อจำกัดต่างๆ ต่อการลงทุนของจีนในภาคเทคโนโลยีอันมีความอ่อนไหวของสหรัฐฯ หรือต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีความสำคัญยิ่งยวดสำหรับความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ”


(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-05-04/here-s-what-u-s-demanded-of-china-at-the-start-of-trade-talks)

“เมื่อพิจารณาจากภาษาถ้อยคำที่เปิดเผยกันออกมาเหล่านี้แล้ว ความรู้สึกของผมก็คือ (การเจรจาคราวนี้) ไม่ได้เป็นไปด้วยดีแน่ๆ” เควิน ไหล (Kevin Lai) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสในฮ่องกง ของ ไดวา แคปิตอล มาร์เก็ตส์ (Daiwa Capital Markets) บริษัทเพื่อการลงทุนในระดับทั่วโลก บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ “ผมคิดว่าความเห็นที่แตกต่างกันอยู่นั้นยังคงใหญ่โตเอามากๆ”

คณะผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯที่นำโดยรัฐมนตรีคลัง สตีฟ มนูชิน ได้เดินทางตรงกลับกรุงวอชิงตันทันทีภายหลังยุติการหารือกับฝ่ายจีนในวันศุกร์ (4 พ.ค.) โดยไม่มีแม้กระทั่งการออกคำแถลงอะไรสักฉบับหนึ่งในกรุงปักกิ่ง

เรื่องนี้ดูเหมือนยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของการเจรจากับทีมจีนซึ่งนำร่องโดย รองนายกรัฐมนตรีหลิว เหอ ผู้เป็นคนสนิทไว้วางใจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

“เรากำลังอยู่ในกระบวนการของการเจรจากัน ซึ่งบ่งชี้ว่าสิ่งต่างๆ กำลังเคลื่อนตัวไปได้ค่อนข้างดี ทว่าเนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องกำลังพูดคุยกันอยู่ โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการจุดชนวนขึ้นภาษีศุลกากร (ตอบโต้) กันเมื่อใดก็ได้ทั้งนั้น มันจึงมีความกดดันอย่างเยอะแยะมากมาย และสิ่งต่างๆ สามารถที่จะเกิดความผิดพลาดบิดเบี้ยวได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องเพิ่มความกดดันให้มากกว่านี้อะไรนักหรอก” เดบอราห์ เอล์มส์ (Deborah Elms) ผู้อำนวยการบริหารของ ศูนย์กลางการค้าเอเชีย (Asian Trade Center) ในสิงคโปร์ กล่าวให้ความเห็นกับโทรทัศน์ช่องข่าวธุรกิจ ซีเอ็นบีซี (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cnbc.com/2018/05/04/us-china-trade-discussion-beginning-experts-dont-expect-much-yet.html)

สำหรับหัวใจของการพิพาททางการค้าคราวนี้ ซึ่งลากยาวกันมานับตั้งแต่สิ้นปีที่แล้ว ได้แก่ข้อเรียกร้องอันสำคัญยิ่งจากฝ่ายวอชิงตันรวม 2 ข้อดัวยกัน

ข้อแรกเป็นท้องเรื่องซึ่งปรากฏขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ได้แก่การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ลดการขาดดุลการค้ากับจีน ซึ่งพุ่งไปทำสถิติใหม่ที่ระดับ 375,200 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว โดยที่ในตอนแรกทีเดียวทรัมป์เรียกร้องให้ลดลงมา 100,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับอีกข้อหนึ่งก็คือ ทรัมป์ยังต้องการพุ่งเป้าหมายไปจำกัดลิดรอน “พวกเทคโนโลยีก้าวหน้า” และนโยบายอุตสาหกรรมอันสำคัญอย่างยิ่งจนถือเป็นแกนกลางแห่งนโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่าง “เมดอินไชน่า 2025” โดยที่นโยบายนี้มุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงผลักดันจีนซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกอยู่แล้ว ให้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านไฮเทค (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/even-trade-war-wont-derail-made-china-2025/)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สีบอกในการกล่าวปราศรัยกับบรรดานักวิทยาศาสตร์ของแดนมังกรว่า จีนต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมา “เพื่อรับมือกับปัญหาสำคัญๆ ต่อๆ ไปข้างหน้าในทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราควรที่จะโยนแฟนตาซีความฝันเฟื่องต่างๆ ทิ้งไปเสีย และพึ่งพาอาศัยตัวเราเอง” เขากล่าว ขณะพูดถึงภารกิจที่รอคอยอยู่ในอนาคต

ความเห็นเช่นนี้ของเขาปรากฏออกมาหลังจากที่ทำเนียบขาวข่มขู่ที่จะขึ้นภาษีศุลกากรระลอกใหม่เอากับสินค้านำเข้าของจีนมูลค่า 150,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่ปักกิ่งได้ตอบโต้มาตรการคุกคามจะขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯก่อนหน้านี้ ด้วยบัญชีรายชื่อผลิตภัณฑ์สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯมูลค่ารวม 50,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งตกเป็นเป้าหมายที่มีหวังจะถูกปักกิ่งเล่นงานแก้เผ็ด

ขณะที่ความตึงเครียดกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ เอเชียไทมส์ได้รายงานเอาไว้ในสัปดาห์ที่แล้วว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯยังได้เริ่มเปิดฉากดำเนินการสอบสวนครั้งใหญ่ซึ่งพุ่งเป้าเล่นงาน หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่เทคสัญชาติจีน ด้วยข้อหาว่าละเมิดมาตรการแซงก์ชั่นการส่งออกไปอิหร่านของสหรัฐฯ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/china-tries-to-contain-fallout-from-sanction-busting-scandal/)

กรณีหัวเว่ยนี้เอง ยังเป็นการเดินตามก้าวคืบเมื่อเดือนที่แล้วของคณะบริหารทรัมป์ ซึ่งได้ออกคำสั่งห้ามขายเทคโนโลยีสหรัฐฯและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ของสหรัฐฯ รวมทั้งเซมิคอนดักเตอร์ด้วย ให้แก่ แซดทีอี (ZTE) กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอีกรายหนึ่ง ด้วยข้อหาความผิดแอบส่งสินค้าให้อิหร่านอย่างเดียวกันนี้แหละ

ตามรายงานของซินหวา ระหว่างการเจรจาหารือเรื่องการค้าเมื่อวันศุกร์ (4 พ.ค.) ทีมของหลิวได้หยิบยกเรื่องแซดทีอีนี้ขึ้นมาพูด และมนูชินเห็นพ้องว่าจะพูดจากับทรัมป์เกี่ยวกับประเด็นปัญหานี้

ก่อนหน้านี้ ภายหลังจากวันแรกของการเจรจาหารือ ฝ่ายสหรัฐฯแสดงท่าทีชัดเจนว่ากำลังเล็งการณ์ในแง่ดีอยู่อย่างเงียบๆ ถึงแม้ไม่ได้มีการออกคำแถลงที่ลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการใดๆ เกี่ยวกับดรามาระทึกใจที่กำลังแสดงกันอยู่ในกรุงปักกิ่งก็ตามที

“สิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังจากวันแรก (ของการเจรจา) นั้น เป็นไปในแง่บวกทีเดียว” มาร์ก คาลาเบรีย (Mark Calabria) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ กล่าวที่กรุงวอชิงตัน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-05-03/trump-team-wraps-up-day-one-of-china-talks-to-defuse-trade-spat)

“ความยุ่งยากที่มักเกิดขึ้นเสมอมาก็คือว่า เราจะได้ยินได้ฟังเกือบตลอดเวลาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปในทางบวกสวยสดงดงามจากจีน แล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าพวกเขาจะทำสิ่งเหล่านี้กันจริงๆ หรือเปล่า ดังนั้น นี่แหละจะเป็นส่วนซึ่งลำบากยากเย็น” เขากล่าวต่อ

ในอีกด้านหนึ่ง คำพูดของรัฐมนตรีคลังมนูชินในวันแรกของการเจรจา อยู่ในลักษณะที่ต้องเรียกว่า “เหนือจริง” (surreal) ทีเดียว “รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้มาอยู่ที่นี่ ขอบคุณครับ” เขากล่าวเช่นนี้จากโรงแรมที่พักของเขา เมื่อถูกถามว่าเขาเล็งการณ์ในแง่ดีหรือไม่ว่าจะสามารถสร้างความคืบหน้าให้แก่การคลี่คลายข้อพิพาททางการค้าได้

ขณะที่นาฬิกากำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ (และเวลาก็ลดน้อยลงทุกทีสำหรับการเจรจาต่อรองให้ได้ข้อตกลง เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้า) จึงเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียวที่จะติดตามว่า เขายังจะ “รู้สึกตื่นตาตื่นใจ” อยู่อีกไหม ขณะกำลังพยายามฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อทำข้อตกลงออกมาจนได้ในท้ายที่สุด


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...