xs
xsm
sm
md
lg

นักวิทย์ออสซี่เผยทีมค้นหาสหรัฐฯ “มีลุ้น” เจอซาก MH370 ภายใน 1 เดือน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ยานสำรวจใต้ทะเลของบริษัท โอเชียน อินฟินิตี ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ลำที่จะใช้ติดตามค้นหาซากเครื่องบิน MH370 ของมาเลเซียแอร์ไลน์ส
เอเอฟพี - นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุจุดตกของ MH370 มีความหวังว่าจะพบซากเครื่องบินที่สูญหาย “ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” หลังได้ข้อมูลใหม่ๆ ที่ช่วยให้สามารถกำหนดพื้นที่ค้นหาได้แคบลง

ด้วยผลวิเคราะห์ข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และยานค้นหาที่ทันสมัย ปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินโบอิ้ง 777 ของมาเลเซียแอร์ไลน์สที่สูญหายไปพร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คนเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2014 ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ (22 ม.ค.) โดยมีบริษัท โอเชียน อินฟินิตี (Ocean Infinity) ของสหรัฐฯ เข้ามารับหน้าที่คลี่คลายปริศนาทางการบินครั้งใหญ่นี้

ก่อนหน้านี้ ปฏิบัติการค้นหาที่มีออสเตรเลียเป็นผู้นำได้ลงมือสำรวจน่านน้ำ 120,000 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้นานถึง 28 เดือน แต่ก็ไม่พบร่องรอยของ MH370 จนกระทั่งภารกิจถูกยกเลิกไปในเดือน ม.ค. ปี 2017

“เราหวังว่าพวกเขา (โอเชียน อินฟินิตี) จะพบซากเครื่องบินภายใน 1 เดือนแรกของการค้นหา” เดวิด กริฟฟิน นักสมุทรศาสตร์จากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO: Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation) ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี

“รัฐบาลมาเลเซียให้เวลาพวกเขา 3 เดือน และสัปดาห์แรกก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว เราคงจะได้ทราบข้อมูลบางอย่างจากพวกเขาในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า” กริฟฟิน ซึ่งเดินทางไปประชุมร่วมกับทีมงานของ โอเชียน อินฟินิตี ที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนที่แล้ว ระบุ

บริษัทเอกชนรายนี้มีแรงจูงใจเป็นค่าเหนื่อยสูงถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลมาเลเซียแล้วว่า “ถ้าหาไม่พบ ไม่รับเงิน”

ภารกิจคราวนี้ได้หลักฐานและผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเป็นตัวช่วย และจากข้อมูลที่ค้นพบใหม่ทำให้ กริฟฟิน และทีมผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจส่งเรือ “ซีเบด คอนสตรัคเตอร์” ออกไปยังจุดค้นหาแรก ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองเพิร์ทไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 2,000 กิโลเมตร

จุดดังกล่าวอยู่ค่อนมาทางเหนือของพื้นที่ค้นหาเดิม และใกล้กับ “เส้นโค้งที่ 7" (seventh arc) ซึ่งเป็นจุดที่ MH370 ส่งสัญญาณดาวเทียม “อำลา” เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหายไปจากจอเรดาร์

น่านน้ำ 25,000 ตารางกิโลเมตรทางทิศเหนือของพื้นที่ค้นเดิมถูกพูดถึงเป็นครั้งแรกเมื่อปลายปี 2016 และทีมผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมจนสามารถตีวงแคบลงมาอีก โดยอาศัยแบบจำลองการไหลของกระแสน้ำเพื่อวิเคราะห์ว่าชิ้นส่วน 3 ชิ้นของ MH370 ที่พบบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียตะวันตกในช่วงปี 2015-2016 น่าจะลอยมาจากที่ใด

อย่างไรก็ตาม กริฟฟิน ชี้ว่า การที่ไม่พบชิ้นส่วนใดๆ ลอยไปติดชายฝั่งออสเตรเลียตะวันตกเลยก็เป็นอีกหนึ่ง “ร่องรอย” ที่สำคัญเช่นกัน

แม้จะมีการพบซองผ้าเย็น (towelette) ที่มีโลโก้ของมาเลเซียแอร์ไลน์สบนชายฝั่งออสเตรเลียตะวันตก เมื่อเดือน ก.ค. ปี 2014 แต่ผู้เชี่ยวชาญก็สรุปไม่ได้ว่ามันมาจาก MH370 จริงหรือไม่

หลังตัดพื้นที่ทางเหนือและใต้ใกล้ๆ เส้นโค้งที่ 7 ซึ่งทำการค้นหาแล้วออกไป ผู้เชี่ยวชาญได้ลองวิเคราะห์พื้นที่ตรงกลาง และพบว่ามีเพียงเส้นขนานที่ 35 องศาใต้เท่านั้นที่มีกระแสน้ำไหลไปทางทิศตะวันตกสู่ทวีปแอฟริกา

พื้นที่ค้นหาซึ่งถูกบีบแคบเข้ามายังสอดคล้องกับภาพถ่ายดาวเทียมของฝรั่งเศส 4 ภาพ ซึ่งถ่ายไว้หลังจาก MH370 หายไปประมาณ 2 สัปดาห์ และปรากฏภาพสิ่งของอย่างน้อย 70 ชิ้นลอยอยู่ในทะเล

แม้จะสรุปไม่ได้ว่าของเหล่านั้นหลุดออกมาจาก MH370 หรือไม่ แต่ กริฟฟิน ชี้ว่าการมีเศษขยะชิ้นโตๆ ลอยเกลื่อนมากมายขนาดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องปกติ

“เราพบเห็นวัตถุสีขาวขนาดใหญ่หลายชิ้น บางชิ้นมีขนาดตั้ง 60 ตารางเมตร และอยู่ตรงจุดที่น่าจะพบ หากเครื่องบินตกบริเวณเส้นขนานที่ 35.6S 92.8E” กริฟฟิน กล่าว

โดรนใต้ทะเล 8 ตัวบนเรือ ซีเบด คอนสตรัคเตอร์ ติดตั้งทั้งอุปกรณ์โซนาร์และกล้องถ่ายภาพ สามารถปฏิบัติภารกิจที่ความลึกสูงสุด 6,000 เมตร และเนื่องจากเป็น “โดรนไร้สาย” จึงสามารถดำลงไปได้ลึกและเก็บข้อมูลได้ละเอียดกว่าโดรนที่ใช้ในการค้นหาครั้งก่อนๆ

อย่างไรก็ตาม กริฟฟิน เตือนว่า ต่อให้พื้นที่ค้นหาใหม่ครอบคลุมจุดตกของ MH370 แต่ชิ้นส่วนขนาดใหญ่อย่างเครื่องยนต์ก็อาจฝังลึกอยู่ใต้พื้นทะเลจนยากที่จะมองเห็นได้



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...