xs
xsm
sm
md
lg

‘แจ๊ก หม่า’เอาเงินออกมากองแล้วแต่ยังคงล้มเหลวซื้อ ‘มันนี่แกรม’ ไม่สำเร็จ

เผยแพร่:   โดย: กอร์ดอน วัตส์

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Ma showed them the money but failed to grab MoneyGram
By Gordon Watts
04/01/2017

บริษัท แอนต์ ไฟแนนเชียล ของ แจ๊ก หม่า ยื่นข้อเสนอเข้าเทคโอเวอร์ มันนี่แกรม กิจการโอนเงินระหว่างประเทศสัญชาติอเมริกัน เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะเป็นการแต่งงานซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาทางธุรกิจของอภิมหาเศรษฐีชาวจีนผู้นี้ และเหมาะเหม็งกับความมุ่งมั่นที่จะขยายตัวไปทั่วโลกของกลุ่มอาลีบาบา กรุ๊ป ของเขา ถึงแม้ดีลนี้มีอันล้มเลิกไปเนื่องจากไม่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานผู้คุมกฎของสหรัฐฯ แต่ แจ๊ก หม่า ก็ดูไม่ได้ถอยหลังจากโต๊ะเจรจาโดยที่ไม่ได้เหลือทิ้งลู่ทางความหวังสู่ความสำเร็จ

ปกติแล้ว แจ๊ก หม่า สามารถคว้าเอาสิ่งที่เขาต้องการมาไว้ในครอบครองอยู่เสมอ ทว่าไม่ใช่ในคราวนี้ มันเป็นความเพลี่ยงพล้ำที่นานๆ เกิดขึ้นสักครั้งหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการระดับอภิมหาเศรษฐีผู้นี้ เมื่อเขาต้องมองดูดีลมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์ที่เขายื่นเสนอซื้อ มันนี่แกรม (MoneyGram) มีอันพังพินาศไป หลังจากทางหน่วยงานผู้คุมกฎที่กำกับดูแลการลงทุนของต่างชาติในสหรัฐฯ สกัดขัดขวางความพยายามครั้งนี้

การเทคโอเวอร์ต้องล้มครืนลงหลังจากที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่แล้วระหว่าง แอนต์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิเซส (Ant Financial Services) บริษัทออนไลน์ที่จัดตั้งขึ้นโดย หม่า ผู้มีฐานะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา กรุ๊ป กับ มันนี่แกรม ยักษ์ใหญ่กิจการโอนเงินซึ่งตั้งฐานอยู่ที่เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา

หม่าจำเป็นต้องยกเลิกความพยายามของเขา ภายหลังล้มเหลวไม่ได้รับ “การอนุมัติรับรองธุรกรรมนี้จากคณะกรรมาธิการว่าด้วยการลงทุนของต่างประเทศ (Committee on Foreign Investment) ของสหรัฐฯ ถึงแม้ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขคลี่คลายความกังวลห่วงใย (ของคณะกรรมาธิการ)”

ทางด้าน สกอตต์ เคนเนดี (Scott Kennedy) ผู้อำนวยการของโครงการว่าด้วยธุรกิจและเศรษฐกิจการเมืองของจีน ณ ศูนย์กลางเพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Center for Strategic and International Studies) ในกรุงวอชิงตัน กล่าวให้ความเห็นกับ บีบีซี ว่า “ประเทศจีนไม่ได้มีชื่อเสียงเกียรติคุณในเรื่องให้ความพิทักษ์คุ้มครองอย่างเต็มเปี่ยมต่อความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนตัว” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ HTTP://WWW.BBC.COM/NEWS/BUSINESS-42549537)

“อาจจะพูดได้ว่าอาลีบาบาเข้าข่ายกลายเป็นความอิหลักอิเหลื่อสองจิตสองใจ เนื่องจากการเป็นบริษัทจากประเทศจีน ... มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะขจัดเรื่องอย่างนี้ออกไปได้” เขากล่าวต่อ

สิ่งที่น่าประหลาดใจอยู่ที่ว่า ตัวหม่าเองมองไม่เห็นว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในสหรัฐฯได้เปลี่ยนแปลงไปนับจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว ด้วยคำมั่นสัญญา “อเมริกามาเป็นอันดับแรก” (America First) ของเขา

เมื่อปีที่แล้ว หม่ากับทรัมป์ได้พบปะหารือกัน และกลายเป็นแรงบันดาลใจตลอดจนเป็นพลังขับดันเบื้องหลังการที่มหายักษ์อี-คอมเมอร์ซของจีนรายนี้ให้สัญญาต่อทรัมป์ว่า เขาจะสร้างตำแหน่งงานเป็นล้านๆ ตำแหน่งขึ้นในอเมริกา แล้วมาถึงตอนนี้ มันกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?

เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาอยู่เสมอ หม่าจะเดินจากไปพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง ถึงอย่างไรเขาก็กำลังอยู่ในฐานะตำแหน่งอันยากยิ่งที่จะพบเห็นได้อยู่แล้ว ด้วยการเป็นผู้บริหารบริษัทจีนซึ่งมีโปรไฟล์ในระดับโลก

อาลีบาบานั้นมีมูลค่าตามราคาตลาดรวมประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์ ขาดเหลือบวกลบจากนี้ไม่เท่าไร หลังจากจดทะเบียนเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แนสแดค (Nasdaq) ในนครนิวยอร์ก เมื่อ 4 ปีก่อน

เวลาใกล้เคียงกันนั้น แอนต์ ก็ถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะที่เป็นการรีแบรนด์ จากที่เมื่อตอนเริ่มก่อร่างสร้างตัว เคยใช้ชื่อบริษัทตามชื่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์หลัก ว่า อาลีเพย์ (Alipay) มาถึงเวลานี้ แอนต์ได้รับการพิจารณาว่าเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน (ฟินเทค) ซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้ตามการคำนวณของ เพนชั่น พาร์ตเนอร์ส (Pension Partners) กิจการที่ปรึกษาด้านการลงทุนซึ่งตั้งฐานอยู่ในนิวยอร์ก

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า แอนต์ มีมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ อาลีเพย์ ก็กลายเป็นเว็บไซต์อภิยักษ์ด้านการชำระเงินทางออนไลน์ในประเทศจีน โดยที่มียูสเซอร์มากกว่า 500 ล้านราย

แน่นอนล่ะ ณ ยอดบนสุดของมหาพิระมิดธุรกิจที่หม่าสร้างขึ้นมานี้ อาลีบาบาพร้อมด้วยกิจการและผลิตภัณฑ์หลักๆ ในเครือ อย่าง แอนต์ และ อาลีเพย์ กำลังทำให้เกิดแสงขรึมขลังของความมีเครดิตสูงสุดระดับ AAA

กระนั้น กลุ่มธุรกิจนี้ยังคงต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันอันดุเดือดเข้มข้นจากตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะกับปรปักษ์รายสำคัญที่สุดอย่าง เทนเซนต์ (Tencent) ผู้มีฐานะเป็นเครือกิจการระดับมหายักษ์รายหนึ่งเช่นเดียวกัน โดยตามการคำนวณมูลค่าของ แฟคต์เซต (FactSet) บริษัทข้อมูลและซอฟต์แวร์ทางการเงินในสหรัฐฯ เทนเซนต์มีมูลค่าถึงราว 522,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าอาลีบาบามากทีเดียว

เทนเซนต์ บริหารโดย โพนี่ หม่า (Pony Ma) ซึ่งไม่ได้เป็นเครือญาติใกล้ๆ อะไรกับ แจ๊ก หม่า กลุ่มธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ตหลายหลากกลุ่มนี้ มีกิจการทั้งเว็บไซต์เพื่อการช็อปปิ้ง, กิจการด้านเกมออนไลน์ โดยที่มีเกมฮิตฮอตหลายเรื่องเป็นต้นว่า Honor of Kings, และธุรกิจด้านนันทนาการ นอกจากนั้นกลุ่มเทนเซนต์ยังเป็นผู้ดำเนินงาน วีแชต วอลเลต (WeChat Wallet) คู่แข่งรายสำคัญรายหนึ่งของอาลีเพย์

ย้อนกลับมาที่ แจ๊ก หม่า กันใหม่ เขาจะเป็นคนแรกทีเดียวซึ่งยอมรับว่าอาลีบาบากำลังถูกบีบคั้นให้ต้องขยายตัวสู่ระดับโลกเพื่อที่จะสามารถเติบโตต่อไปได้ หลังจากที่ได้พยายามติดต่อทำข้อตกลงหุ้นส่วนจนสำเร็จแล้วทั้งในอินเดีย, ไทย, เกาหลีใต้, และฝรั่งเศส ในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้

แต่การที่ หม่า มีความสนอกสนใจที่จะทำดีลมันนี่แกรม ก็เพราะมันสอดคล้องเหมาะเจาะกับปรัชญาของเขาในเรื่องการรุกขยายไปด้วยกันทั้งธุรกิจออนไลน์และธุรกิจออฟไลน์ เขาเคยใช้เทคนิควิธีการทางอี-คอมเมิร์ซนี้มาแล้ว เมื่อครั้งที่เขาจัดตั้งเครือข่ายร้านลูกผสม เหอหม่า เซียนเซิง (Hema Xiansheng) ในปี 2015

เหอหม่า เป็นห้างซูเปอร์มาร์เกตที่มีร้านอาหารปรุงสดอยู่ด้วย ตั้งอยู่ในอาคารก่ออิฐถือปูนตามแบบฉบับร้านค้าเดิมๆ ทั้งหลาย ซึ่งพวกนักช็อปสามารถเดินเข้าไปซื้อหาและนั่งรับประทานอาหารที่ปรุงแล้ว แต่ขณะเดียวกันบรรดาลูกค้าออนไลน์ก็สามารถดูและสั่งซื้อโดยที่มีบริการดิลิเวอรีอันว่องไว

เมื่อคุณสาวเท้าเข้าไปห้างนี้สักสาขาหนึ่งในประเทศจีน คุณก็จะเกิดความตระหนักอย่างรวดเร็วว่ามันเป็นการผสมกันระหว่างซูเปอร์มาร์เก็ตกับศูนย์คลังสินค้าที่มีสายพานยาวเหนือศีรษะคอยลำเลียงผลิตภัณฑ์เข้าๆ ออกๆ ไม่ได้หยุดหย่อน

บางทีหม่าอาจจะมีไอเดียนี้อยู่ในใจตอนที่เขาเดินหน้าเพื่อเข้าเทคโอเวอร์มันนี่แกรม ซึ่งมีเครือข่ายช่องทางให้บริการ 350,000 แห่งในประเทศและดินแดนต่างๆ กว่า 200 แห่ง และมีบัญชีธุรกรรมหลายพันล้านบัญชี

แอนต์ กับ อาลีเพย์ เป็นเพลเยอร์ทางออนไลน์แท้ๆ ซึ่งแทบไม่ได้มีการขยายตัวออกไปภายนอกประเทศจีน การนำเอาเครือข่ายระดับโลกแห่งหนึ่งมาเชื่อมโยง เข้ากับกองทัพของเอเยนต์ระดับท้องถิ่นกองทัพนี้ ย่อมมีความเหมาะเหม็งเข้ากันได้ดีในแนวความคิดแบบจากออนไลน์สู่ออฟไลน์เช่นนี้

เป็นความโชคร้ายสำหรับหม่า ประเด็นปัญหาความมั่นคงแห่งชาติคืออุปสรรคที่แก้ไขไม่ตก ในความเห็นของคณะกรรมาธิการเพื่อว่าด้วยการลงทุนของต่างประเทศ ทว่าถึงแม้ดีลเทคโอเวอร์อาจจะปิดฉากล้มหายตายจากไปแล้ว แต่เวลานี้ แอนต์ กับ มันนี่แกรม ก็ยังคงวางแผนการที่จะทำงานด้วยกันในแผนริเริ่มด้านต่างๆ เกี่ยวกับการส่งเงินและการชำระเงินทางระบบดิจิตอล

“พวกบริษัทเทคโนโลยีนั้นเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี และกำลังวิวัฒนาการแนวทางวิธีของพวกเขา พวกเขากำลังทำสิ่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างมีชีวิตชีวายิ่ง พวกเขากำลังจับมือผูกพันธมิตรทางยุทธศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” เจเรมี ชอย (Jeremy Choy) หัวหน้าฝ่ายดูแลเรื่องการควบรวมกิจการ ของ ไชน่า เรนาซองส์ (China Renaissance) บอกกับโทรทัศน์ บลูมเบิร์ก เทเลวิชั่น (Bloomberg Television) “เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ ของแนวทางวิธีนี้แล้ว มันจะไม่ได้เป็นเรื่องการค้นหาเป้าหมายและการเข้าไปซื้อ 100 เปอร์เซ็นต์ กันตรงๆ อย่างนั้นหรอก”

สำหรับหม่าแล้ว แม้กระทั่งในเวลาประสบความปราชัย เขาก็ยังคงพยายามที่จะเหลืออะไรทิ้งเอาไว้บนโต๊ะ ซึ่งมีลู่ทางโอกาสของความสำเร็จต่อไปในอนาคต


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...