xs
xsm
sm
md
lg

ปาเลสไตน์เดือดฮือประท้วงใหญ่ ทั่วโลกอัด “ทรัมป์” ยก “เยรูซาเลม” ให้ยิว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ชายชาวปาเลสไตน์ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เมืองเยรูซาเลม เฝ้าชมโทรทัศน์ซึ่งกำลังเสนอข่าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวปราศรัยจากทำเนียบขาวในวันพุธ (6 ธ.ค.) ยืนยันที่จะรับรองว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล  ถึงแม้มีเสียงทักท้วงเสียงประณามจากนานาชาติ
เอเจนซีส์ - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินหน้าประกาศรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล จุดชนวนให้ชาวปาเลสไตน์ออกมาประท้วงและประกาศลุกฮือขึ้นสู้รอบใหม่ รวมทั้งเกิดการปะทะกับทหารยิวในวันพฤหัสบดี (7 ธ.ค.) จนเกิดความหวั่นเกรงกันว่าจะเกิดการนองเลือดในภูมิภาคแถบนี้ขึ้นมาอีก

การประกาศจากทำเนียบขาวของทรัมป์เมื่อวันพุธ (6) ยังทำให้เกิดปฏิกิริยาด้านการทูตในทางลบจากแทบทุกหนแห่งทั่วโลก และยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงวันพฤหัสบดี (7) โดยที่ทั้งชาติอาหรับและประเทศมุสลิม รวมทั้งรัสเซีย พร้อมใจคัดค้านหรือกระทั่งประณามอเมริกา ส่วนทางด้านอียูและยูเอ็นก็แสดงความกังวลกับการตัดสินใจของผู้นำอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ออกมากล่าวยกย่องสรรเสริญทรัมป์ โดยบอกว่าเวลานี้ชื่อของทรัมป์จะได้ผูกพันเข้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนานของนครเยรูซาเลม พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เดินตามการนำของประมุขอเมริกัน

อิสราเอลยังได้ส่งกองทหารเพิ่มเติมหลายร้อยคนเข้าประจำการในเขตฝั่งตะวันตกแม่น้ำจอร์แดน (เวสต์แบงก์) ซึ่งเป็นดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่ทหารยิวยึดครองอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลพวงต่อเนื่องที่อาจเกิดตามมา ขณะเดียวกันก็มีการปะทะกันระหว่างชาวปาเลสไตน์กับกองกำลังความมั่นคงอิสราเอลปะทุขึ้นในหลายๆ พื้นที่

ในกาซาซิตี้ เมืองเอกของดินแดนฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์อีกผืนหนึ่งและถูกทหารยิวยึดครองเอาไว้เช่นกัน อิสมาอิล ฮานิยะ ผู้นำของกลุ่มฮามาส ได้เรียกร้องให้ชาวปาเลไสตน์ทำ “อินติฟาเฎาะฮ์” หรือการก่อการลุกฮือขึ้นสู้ รอบใหม่
  ผู้ชุมนุมชาวปาเลสไตน์ เผาธงชาติสหรัฐฯระหว่างปะทะกับทหารอิสราเอล ใกล้เมืองรามัลเลาะห์ เขตเวสต์แบงค์เมื่อวันพฤหัสบดี(7ธ.ค.) ทั้งนี้ชาวปาเลสไตน์ออกมาประท้วง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินหน้าประกาศรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
ตามเมืองใหญ่ๆ ของปาเลสไตน์ ทั้งทางฝั่งเวสต์แบงก์ อย่างเช่นที่เมือง รามัลเลาะห์, เฮบรอน, และ นาบลุส ตลอดจนในฉนวนกาซา ต่างมีประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงกัน

กองกำลังความมั่นคงอิสราเอลได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยคนที่บริเวณด่านตรวจแห่งหนึ่งบริเวณทางเข้าเมืองรามัลเลาะห์ ขณะที่สำนักงานเสี้ยวเดือนแดงของปาเลสไตน์รายงานว่า มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคนในเขตเวสต์แบงก์ ทั้งจากแก๊สน้ำตา, กระสุนยาง และกระทั่งกระสุนจริง

ที่เมืองข่านยูนิส ซึ่งอยู่ในฉนวนกาซา แหล่งข่าวการแพทย์และผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า มีชาวปาเลสไตน์ได้รับบาดเจ็บ 3 คน

ความเคลื่อนไหวแบบท้าทายมติชาวโลกของทรัมป์คราวนี้ เป็นการยุติระยะเวลา 70 ปีแห่งท่าทีอันกำกวมคลุมเครือของสหรัฐฯที่มีต่อสถานะของนครเยรูซาเลม ซึ่งทั้งชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเองต่างก็ประกาศอ้างกรรมสิทธิ์

ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวในวันพุธ (6) ว่าความเคลื่อนไหวเช่นนี้ของเขา คือการเริ่มต้น “กระบวนวิธีใหม่” ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

“ถึงเวลาแล้วที่จะต้องรับรองกันอย่างเป็นทางการว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล” เขากล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้ใช้ความสงบสุขุม และ “ส่งเสียงแห่งความอดทนอดกลั้นเพื่อเอาชนะพวกที่ป่าวร้องความเกลียดชัง”

แต่การที่เขามุ่งมั่นแยกตัวออกมาจากฉันทามตินานาชาติในประเด็นปัญหาซึ่งอ่อนไหวถึงขนาดนี้ กลับทำให้เกิดเสียงเตือนเสียงประณามจากทั่วโลก
ผู้ชุมนุมชาวปาเลสไตน์ ปะทะกับทหารอิสราเอล ใกล้เมืองรามัลเลาะห์ เขตเวสต์แบงค์เมื่อวันพฤหัสบดี(7ธ.ค.) ทั้งนี้ชาวปาเลสไตน์ออกมาประท้วง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินหน้าประกาศรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
ประธานด้านนโยบายการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) เฟเดริกา โมเกรินี ออกมาแถลงว่า การตัดสินใจเช่นนี้ของทรัมป์ อาจทำให้ตะวันออกกลาง “ถอยหลังกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนยิ่งกว่าเก่า”

ขณะที่รัสเซียกล่าวว่า มองความเคลื่อนไหวคราวนี้ด้วย “ความกังวลเป็นอย่างยิ่ง”

ประธานาธิบดีเรเจป ตัยยิป แอร์โดอัน ของตุรกี กล่าวว่า เรื่องนี้จะทำให้ภูมิภาคแถบนี้เข้าสู่ “วงแหวนแห่งไฟ”

“เฮ้ ทรัมป์! คุณต้องการอะไรที่ทำอย่างนี้” ผู้นำตุรกีถาม “กระบวนวิธีเข้าถึงปัญหาอะไรแบบนี้ ผู้นำทางการเมืองนะเขาไม่กวนน้ำให้ขุ่นหรอก เขาหาทางทำให้มันนิ่งๆ อยู่กันอย่างสันติ”

ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาสของปาเลสไตน์ ประกาศกร้าวในคำแถลงที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า เยรูซาเลมซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทั้งชาวคริสต์ อิสลาม และยิว เป็น “เมืองหลวงตลอดกาลของรัฐปาเลสไตน์” และสำทับว่า ความเคลื่อนไหวของทรัมป์รับไม่ได้และสมควรตำหนิ อีกทั้งยังเท่ากับว่า อเมริกากำลังสละบทบาทตัวกลางการเจรจาสันติภาพที่ยึดถือมาตลอด

ทั้งนี้ การเจรจาที่มีอเมริกาเป็นตัวกลางรอบล่าสุดล่มลงเมื่อปี 2014 จากหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการขยายพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขตยึดครองเวสต์แบงก์ และการที่อิสราเอลกล่าวหาปาเลสไตน์ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง รวมทั้งไม่ยอมรับสถานะรัฐยิว

ราชสำนักซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการตัดสินใจของทรัมป์ และเตือน “ผลลัพธ์อันตราย” จากการย้ายสถานทูตอเมริกันไปยังเยรูซาเลม ซึ่งถือเป็นการถอยหลังครั้งใหญ่ของกระบวนการสันติภาพ พร้อมเรียกร้องให้คณะบริหารสหรัฐฯ กลับใจและดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับเจตจำนงของนานาชาติ

อียิปต์ที่เป็นชาติอาหรับชาติแรกที่ทำข้อตกลงสันติภาพกับอิสราเอลเมื่อปี 1979 ยืนกรานว่า จะไม่เปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของเยรูซาเลมตามทรัมป์

จอร์แดนขานรับว่า การกระทำของทรัมป์ “ไม่มีผลตามกฎหมาย” ขณะที่ประธานาธิบดีมิเชล อูนของเลบานอน ระบุว่า การตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ อันตรายและคุกคามความน่าเชื่อถือของอเมริกาในฐานะตัวกลางการเจรจาสันติภาพตะวันออกกลาง รวมทั้งยังบ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาคและโลก

ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล-ตานี รัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ วิพากษ์ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ว่า เป็นการลงโทษประหารผู้ที่แสวงหาสันติภาพ

ตุรกีโจมตีว่า แถลงการณ์ของทรัมป์ “ไร้ความรับผิดชอบ” และประธานาธิบดีเรเจป ตัยยิป แอร์โดอัน เรียกร้องให้องค์การกลุ่มความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) จัดประชุมในอิสตันบุลสัปดาห์หน้าเพื่อออกมาตรการร่วมเกี่ยวกับเยรูซาเลม

อิหร่านประณามประมุขทำเนียบขาวว่า ละเมิดมติของยูเอ็นว่าด้วยความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และว่า การดำเนินการนี้จะยั่วยุชาวมุสลิมซึ่งอาจนำไปสู่การลุกฮือครั้งใหม่

ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียต่างประณามการกระทำของทรัมป์ว่า ทำให้ความมั่นคงและเสถียรภาพโลกสั่นคลอน

ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ปฏิเสธการตัดสินใจ “ฝ่ายเดียว” ของอเมริกา พร้อมเรียกร้องให้ตะวันออกกลางอยู่ในความสงบ ด้านนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ของอังกฤษ ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เป็นผลดีต่อความพยายามผลักดันกระบวนการสันติภาพ และเยรูซาเลมควรเป็นของทั้งอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ที่จะสถาปนาขึ้นมาในอนาคต ฝ่ายเยอรมนียืนกรานว่า สถานะของเยรูซาเลมจะต้องแก้ไขบนพื้นฐานของระบบสองรัฐเท่านั้น

แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ระบุชัดเจนว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากระบบสองรัฐ และสถานะสุดท้ายของเยรูซาเลมจะต้องได้รับการสรุปจากการเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

ผู้นำองค์การโลกบาลแห่งนี้สำทับว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อสนับสนุนให้ผู้นำอิสราเอลและปาเลสไตน์กลับสู่กระบวนการเจรจาที่มีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นเตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันศุกร์ (8) ตามที่ 8 ประเทศชั้นนำ ซึ่งรวมถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี เรียกร้อง
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...