xs
xsm
sm
md
lg

แจ๊ก หม่า 'ผู้ก่อกวน'ไม่ใช่ 'ผู้ทำลาย'เศรษฐกิจแบบเก่าของจีน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ดั๊ก สึรุโอกะ

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

What makes Jack run?
By Doug Tsuruoka, Editor at Large
02/10/2017

“แจ๊ก หม่า” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม "อาลีบาบา" จะทำหน้าที่เป็นผู้ก่อกวน แต่ไม่ใช่ผู้ทำลายเศรษฐกิจเก่าของประเทศจีนหรอก เป็นตัวที่คอยเสริมมากกว่าที่จะคอยล้มล้าง อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของ “อาลีบาบา” อธิบายแจกแจง

เขากำลังผลักดันให้เศรษฐกิจแบบเก่าของประเทศจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่โตมโหฬาร, เข้าไปพูดจาพาทีสนิทสนมกับพวกเจ้าหน้าที่ระดับท็อปของโดนัลด์ ทรัมป์, เป็นผู้ที่พึ่งพาได้สำหรับการลงทุนในภาครัฐของจีน, และเป็นคนที่พยายามลดทอนความเสียดสีทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อ้อ ยังมีอีกอย่างหนึ่ง –เขาชื่นชอบเต้นเลียนแบบ ไมเคิล แจ๊กสัน ในงานปาร์ตี้ต่างๆ ของบริษัท

เขาคือ แจ๊ก หม่า ผู้ก่อตั้งที่แสนจะกระฉับกระเฉงของกลุ่มอาลีบาบา (Alibaba Group) ของประเทศจีน หม่าซึ่งปัจจุบันอายุ 53 ปี ใช้ชีวิตอยู่ร่วมๆ 20 ปีทีเดียวในการซิกแซ็กเลี้ยวลดเส้นทางของเขาผ่านการปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยีครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งได้เปลี่ยนโฉมแปลงร่าง อาลีบาบา ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก ทว่าขณะที่การพลิกผันหกคะเมนตีลังกาเช่นนี้กำลังสั่นสะเทือนทั้งจีนและประเทศอื่นๆ ในโลกอย่างไม่รู้จักหยุดจักหย่อน และก่อให้เกิดคำถามต่างๆ ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้นทุกที การกะเก็งคาดเดาเกี่ยวกับอนาคตของหม่าก็กำลังเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

เขากำลังกลายเป็นผู้ทรงอำนาจมากเกินไปในจีนแล้วใช่หรือไม่? เขาจะถูกตัดปีกตัดหางแล้วหรือ? เขาใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มากน้อยแค่ไหน? เขากำลังกุมบังเหียนเทคโนโลยีที่จะทำลายเศรษฐกิจแบบเก่าของจีนใช่หรือเปล่า? สิ่งที่หม่าพยายามจะทำให้สำเร็จในกรุงวอชิงตันคืออะไร? และอะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของเขาในชีวิตและในทางธุรกิจ?

พอร์เตอร์ เอริสแมน (Porter Erisman) อดีตรองประธานบริหาร (vice-president) ผู้หนึ่งของอาลีบาบา ซึ่งได้เข้าร่วมกับริษัทอี-คอมเมิร์ซแห่งนี้ตั้งแต่ตอนที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเมื่อปี 2000 ไม่นานนักหลังจาก หม่า โยกย้ายบริษัทออกจากห้องพักของตัวเขาเองในเมืองหางโจว ประเทศจีน เขาเป็นผู้ที่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

จริงๆ แล้วหม่าต้องการที่จะเป็นผู้ก่อกวนเศรษฐกิจแบบเก่าของจีนใช่หรือไม่? “ทั้งใช่และทั้งไม่ใช่” เอริสแมนบอกกับเอเชียไทมส์ เขาอธิบายว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่เยอะแยะทีเดียว –ทั้งที่เกี่ยวกับตัวหม่า และที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน

นักวิเคราะห์บางรายให้ความเห็น (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/alibaba-godsend-leaders-beijing-leading-push-reform-chinas-economy/) ว่า รัฐบาลจีนนั้นเปิดไฟเขียวให้แก่ อาลีบาบา และ เทนเซนต์ (Tencent) บริษัทโฮลดิ้งคอมพานีด้านกิจการอินเทอร์เน็ตชื่อดัง ในการทำหน้าที่สั่นคลอนพวกกิจการรุ่นเก่าทางด้านการเงิน, ค้าปลีก, และอุตสาหกรรมการผลิต โดยเป็นการดำเนินตามกระบวนการซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (creative destruction) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.investopedia.com/terms/c/creativedestruction.asp)

แต่เอริสแมนคิดว่า การเปรียบเทียบกระบวนการทำลายอย่างสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจีน โดยมุ่งที่จะตีความหมายไปตามตัวอักษรของวลีนี้นั้น จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ เขาชี้ว่าจีนนั้นเพิ่งสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและการบริโภคสมัยใหม่จากที่ไม่มีอะไรเลยในเวลาไม่ถึง 50 ปีมานี้เอง โครงสร้างทางเศรษฐกิจของแดนมังกรจึงมีความเยาว์วัยกว่าและมีการตั้งป้อมคอยปกป้องตนเองน้อยกว่าในสหรัฐฯ

ตัวอย่างเช่น ในด้านการค้าปลีก เอริสแมนบอกว่าจีนไม่ได้มีปัญหาแบบที่โมเดลห้างสรรพสินค้า เมซี่ส์ (Macy’s department store) ของยุคทศวรรษ 1930 ปะทะกับมหาอำนาจออนไลน์ ของอะเมซอน (Amazon) และ เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) ภาคค้าปลีกของจีนนั้นค่อนข้างก้าวหน้าไปไกลกว่า มีการต่อเชื่อมออนไลน์อย่างดี และมีโครงสร้างล้าสมัยคอยกีดขวางเส้นทางเดินน้อยกว่ามาก

“อี-คอมเมิร์ซในสหรัฐฯเป็นสิ่งที่ให้ผลในทางทำลายสูงมาก ทว่าในประเทศจีนแล้วมันกลับเป็นตัวเสริมมากกว่าเป็นตัวทำลาย” เป็นความเห็นของเอริสแมน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Six Billion Shoppers” ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าด้วยผลกระทบของอี-คอมเมิร์ซที่กำลังมีต่อโลกกำลังพัฒนา

“จีนนั้นแตกต่างออกไปจากสหรัฐฯ เพราะจีนไม่เคยมีโอกาสที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าปลีกแบบกายภาพอันสลับซับซ้อนขึ้นมาจริงๆ ธุรกิจการค้าปลีกแบบประเพณี (ซึ่งมีอยู่ในอเมริกา) นั้น ไม่ได้เคยหยั่งรากในแดนมังกร” เขากล่าวต่อ “อี-คอมเมิร์ซในจีนจึงเป็นส่วนที่คอยเสริมและเป็นส่วนที่สร้างสรรค์” ตามทัศนะของเอริสแมนแล้ว หม่ายังมุ่งหาทางทำให้อาลีบาบากลายเป็นทรัพยากรด้านการสร้างสรรค์สำหรับพวกโรงงานอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการของประเทศชาติอีกด้วย และทำ “สิ่งที่ถูกต้องให้แก่เศรษฐกิจของประเทศจีน”

ในเวลาเดียวกัน เอริสแมนชี้ว่า หม่า “ชมชอบเสมอที่จะท้าทายภาวะสถานะเดิมภาวะอย่างเคยๆ ย่ำอยู่กับที่”

“แจ๊กคือนักก่อกวน –โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณดูที่ด้านการธนาคารและการเงิน เขากำลังเดินย่องเข้าไปอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อคุณพูดในเรื่องเกี่ยวกับกรอบความคิดของเขา ผมแน่ใจเลยว่าเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นของเขาก็คือการก่อกวนการธนาคารและการเงินในประเทศจีนด้วยวิธีที่ใหญ่โตมโหฬารมากๆ” เป็นความเห็นของ เอริสแมน ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีที่ชนะรางวัลมาแล้ว เรื่อง “Crocodile in the Yangtze: The Alibaba Story” (จระเข้ในแม่น้ำแยงซีเกียง: เรื่องราวของอาลีบาบา) โดยอิงอยู่กับประสบการณ์ของเขาที่เคยอยู่ในบริษัทของหม่าในช่วงที่กำลังเริ่มก่อร่างสร้างตัว

การประเมินของเอริสแมนนี้ ประกบเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะทีเดียวกับคำให้สัมภาษณ์บลูมเบิ ร์ก (Bloomberg) เมื่อเร็วๆ นี้ของ แจ๊ก หม่า เอง โดยที่ หม่า ถูกถามเกี่ยวกับบทบาทที่อาลีบาบากำลังแสดงอยู่ในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน และการทำศึกกับพวกผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เอาแต่ตั้งป้อมปกป้องตนเองไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

“เรากำลังผลักดันเรื่องนั้นอยู่ และนี่เองคือเหตุผลที่ทำไมพวกแบงก์จำนวนมากในประเทศจีนจึงไม่ชอบเราเลย เรานะไม่จำเป็นที่จะต้องมีความสนอกสนใจในการเข้าซื้อพวกแบงก์เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงพวกเขาหรอก แต่เนื่องจากเรากำลังวิ่งไล่พวกเขาไปจนทั่วต่างหาก พวกเขาจำเป็นที่จะต้องทำการปฏิรูป” เขากล่าว

แจ๊ก หม่า ใกล้ชิดกับ สี จิ้นผิง?

เอริสแมนบอกว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดของอาลีบาบาเสมอมา คือความเป็นไปได้ที่อำนาจซึ่งเติบโตขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ของบริษัทจะกลายเป็นการเชื้อเชิญให้รัฐบาลของจีนเข้ามา “สวมกอดรัดแน่นจนหายใจไม่ออก” ช่วงเวลาเช่นนั้นมาถึงหรือยัง? เอริสแมนบอกว่าเขาเองก็ไม่ทราบ

“คำขวัญของแจ๊กคือ ‘จงเป็นคู่รักของรัฐบาล แต่อย่าได้แต่งงานด้วย’” เอริสแมนปล่อยมุก

แต่เขากล่าวด้วยว่า เมื่อดูกันในแง่ดีแล้ว ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเจ้าหน้าที่จีนยินยอมให้หม่า “กลายเป็นหน้าตาของภาคบริษัทธุรกิจจีน” พวกเขายังมองหม่าว่าเป็นเอกอัครราชทูตชั้นดีในการเป็นตัวแทนของจีนในต่างประเทศ เอริสแมนยังชี้ด้วยว่า สี จิ้นผิงนั้นเป็นเลขาธิการพรรคสาขามณฑลเจ้อเจียง ทางภาคตะวันออกของจีน ในตอนที่หม่ากำลังสร้างบริษัทของเขาขึ้นในเมืองหางโจว เมืองเอกของมณฑลนี้ และเชื่อได้ว่าทั้งคู่มี “ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน”

เขาเคยได้ยินมาว่า สี โทรศัพท์ถึง หม่า อยู่เป็นระยะๆ เพื่อขอทราบทัศนะมุมมองของเขาในประเด็นปัญหาสำคัญๆ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องการคาดเดาของแต่ละคนว่า การจับคู่เต้นวอลซ์แห่งอำนาจของเขากับคณะผู้นำจีนจะยังคงดำเนินต่อไป หรือว่ามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

แล้วหม่าถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเป็นผู้นำหน้ากระแสแนวโน้ม อย่างที่มีบางคนยกย่องชมเชยเขาหรือเปล่า? “ถ้าคุณพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงที่ว่า เขาเป็นคนที่เริ่มต้นบริษัทของเขาในห้องพักของตัวเอง แล้วเวลานี้มันมีมูลค่า 450,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯแล้ว คำตอบก็ต้องเป็นว่า ใช่ครับ” เอริสแมนกล่าว “แจ๊กเป็นคนที่ผมจะต้องบอกว่าอยู่ในประเภทของผู้มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้ประกอบการแห่งยุคสมัยของเขา –แบบเดียวกับ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร็ก และ สตีฟ จ็อบส์”

เมื่อพูดกันถึงที่สุดแล้ว หม่ากำลังพยายามที่จะจะทำอะไร? “เขาวัดความสำเร็จของเขาในแง่มุมของผลกระทบที่เขาก่อให้เกิดแก่สังคมและเศรษฐกิจ นี่คือสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นสำหรับตัวเขา” เอริสแมนบอก “เขายังชอบที่จะอยู่ในตำแหน่งของผู้นำ เขายังชอบที่จะเป็นคนซึ่งกำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในปริมาณใหญ่โตมโหฬารที่สุด –ดังนั้นในแง่นี้แล้ว แจ๊กก็เป็นคนที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างมากๆ”

แต่หม่าก็ทราบถึงวิธีการในการสร้างสายสัมพันธ์ และขัดเกลาขยายความผูกพันในระดับส่วนตัว เอริสแมนบอกว่า เพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของ หม่า คือ เจอร์รี หยาง ผู้ร่วมก่อตั้งยาฮู รวมทั้ง หม่า เป็นเพลเยอร์ที่กระตือรือร้นเสมอมาในแวดวงแห่งอำนาจระดับโลกอย่างเช่น คลินตัน โกลบอล อินนิชิเอทีฟ (Clinton Global Initiative)

“แจ๊กน่าที่จะเรียกได้ว่าเป็น ซีอีโอชาวจีนที่มีความรอบรู้ความเข้าใจในด้านนานาชาติมากที่สุดเมื่ออยู่ในแวดวงเช่นนั้น” เอริสแมนกล่าว

แล้วเรื่องที่เขาชอบเลียนแบบท่าเต้นของ ไมเคิล แจ๊กสัน ล่ะ? เอริสแมนอธิบายว่า หม่า ซึ่งพ่อแม่ของเขาเป็นนักดนตรีพื้นบ้านและนักเล่านิทานแบบประเพณีในเมืองจีน เป็นคนที่ชอบแสดงออกมากกว่าธรรมดานิดๆ หน่อยๆ “เขาเป็นนักแสดงที่มีฝีมือคนหนึ่งจริงๆ นะ” เอริสแมนบอก

ดั๊ก สึรุโอกะ เป็นเป็นบรรณาธิการประจำกองบรรณาธิการ (Editor-at-Large) ของเอเชียไทมส์

หมายเหตุผู้แปล

เอเชียไทมส์ยังได้เผยแพร่เรื่อง The Jack and Donald show: Jack Ma meets Donald Trump ซึ่ง ดั๊ก สึรุโอกะ บรรณาธิการประจำกองบรรณาธิการของเอเชียไทมส์ เขียนขึ้นแยกเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ แจ๊ก หม่า และอิงอาศัยการสนทนาบอกเล่าของ พอร์เตอร์ เอริสแมน เช่นเดียวกัน จึงขอเก็บความนำเสนอต่อเนื่องไปที่นี้:

The Jack & Donald Show: เมื่อ ‘แจ๊ก หม่า’ เจอะ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

แจ๊ก หม่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครืออาลีบาบาสร้างกระแสกระเพื่อมครั้งใหญ่เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ด้วยการเป็นตัวกลางประสานให้เกิดการประชุมระดับสูงครั้งสำคัญในกรุงวอชิงตัน ระหว่างเหล่าจอมยุทธ์วงการอุตสาหกรรมจีนและสหรัฐอเมริกา

การประชุมดังกล่าวซึ่งจัดกันในวันที่ 18 กรกฏาคม บังเกิดขึ้นมาหลังจากที่เมื่อหลายเดือนก่อนหน้า หม่าได้มีโอกาสสนทนาชื่นมื่นกับว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ช่วงที่พบปะเมื่อเดือนมกราคม ทรัมป์ยังไม่ได้สาบานตัวเข้ารับตำแหน่ง) ในมหานครนิวยอร์กในประเด็นว่าด้วยการช่วยสร้างตำแหน่งงานจำนวนหนึ่งล้านตำแหน่งให้แก่คนอเมริกัน ด้วยการที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดเล็กอเมริกัน ตลอดจนเกษตรกรในสหรัฐฯ ขายสินค้าแก่ผู้บริโภคจีนและอาเซียนผ่านแพล็ตฟอร์มขอ งอาลีบาบา

วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คณะบริหารทรัมป์ ได้เข้าร่วมในการประชุมระดับสูงระหว่างเหล่าจอมยุทธ์วงการอุตสาหกรรมจีนและสหรัฐอเมริกา ครั้งสำคัญนี้ด้วย ในเวลาเดียวกัน ประดาซีอีโอจากธุรกิจใหญ่ยักษ์ของโลกก็เข้าร่วมประชุมอย่างพรึ่บพรั่บ อาทิ สตีเฟน ชวาร์ซแมน ผู้ก่อตั้งกลุ่มแบล็กสโตน เจมี่ ดิมอน แห่งเจพีมอร์แกน เชส และเทียน กั๋วลี่ ประธานแบงก์ออฟไชน่า

ในการนี้ ท่านประธานบริหารกลุ่มอาลีบาบารับบทเป็นเอ็มซีของการประชุมซึ่งเห็นชัดว่าพยายามจะชโลมตัวยารักษาสารพันปัญหาเรื้อรังทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทั้งแนวทางการค้าของจีน กฎระเบียบการลงทุนทวิภาคี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา

การประชุมพบปะครั้งสำคัญซึ่งมีขึ้นหนี่งวันก่อนหน้าการเจรจาทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ยังไม่ได้มีข้อสรุปที่ชัดเจนออกมา กระนั้นก็ตาม สื่อมวลชนอเมริกันยังคงลือหึ่งคาดการณ์ไปทั่วในประเด็นว่า หม่าเตรียมการอะไรกันแน่ และเขาจะประสบความสำเร็จไหมในการเอาใจทำเนียบขาวขณะเดียวกับที่ประคองรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของฝ่ายจีน

เข้าถึงอีโก้ของพวกเผด็จการ

พอร์เตอร์ เอริสแมน อดีตรองประธานบริหารคนสำคัญรายหนึ่งของกลุ่มอาลีบาบา ซึ่งได้ชื่อว่ามีความสนิทสนม มองตาก็รู้ใจกับแจ๊ก หม่าอย่างสุดๆ กล่าวว่าตนไม่ทราบหรอกว่าท่านประธานบริหารของอาลีบาบานั้นจะชื่นมื่นปฏิสัมพันธ์หรือมีเคมีสื่อสารพิเศษใดๆ หรือไม่กับรัฐมนตรีรอสส์ หนึ่งในคีย์แมนของทรัมป์ แต่ก็เชื่อว่าสำหรับหม่าแล้ว การประสานงานกับทำเนียบขาวจะเป็นเรื่องสบายๆ ราบรื่น เพราะ “การดีลกับทรัมป์ก็ละม้ายคล้ายกับการดีลกับรัฐบาลจีนนั่นเอง”

เขาชี้ประเด็นไว้ว่า ในหลักการแล้ว จีนมีรัฐบาลเผด็จการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการใช้อำนาจ ขณะที่ในส่วนสำหรับทรัมป์นั้น หากปลอดจากการติดตามตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ก็จะเอาสไตล์เผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทำนองเดียวกันนี้ไปใช้ในสหรัฐฯ

นี่จึงเป็นการประสานและบริหารจัดการกับบุคลิกภาพของสองฝ่ายที่ละม้ายกัน “เมื่อเทียบระหว่างแจ๊ก หม่า กับใครสักคนในแบบมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แล้ว การที่หม่าจะดีลกับทรัมป์ ถือว่าง่ายดายกว่ากันเยอะ เพราะที่ประเทศจีน ผู้คนจะมีความเคยชินกับการเข้าถึงอีโก้ของพวกเผด็จการ” เอริสแมนกล่าว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจจะทำให้เรื่องง่ายขึ้น หรืออาจจะไม่ช่วยเลย ในเรื่องที่กลุ่มอาลีบาบา ลุ้นจะให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมเปิดไฟเขียวแก่ดีลเทคโอเวอร์กิจการอเมริกันที่ค้างเติ่งเนินนานหลายเดือน กล่าวคือ การส่งบริษัทในเครือของกลุ่มอาลีบาบา คือ แอนท์ ไฟแนนเชียล (Ant Financial) กำเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์เข้าไปซื้อบริษัทมันนี่แกรม อินเตอร์เนชั่นแนล (MoneyGram International) ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกันที่ให้บริการรับโอนเงิน ทั้งนี้ แม้จะเป็นดีลที่เอกชนสองฝ่ายโอเคกันด้วยดี แต่ฝ่ายกำกับดูแลมองว่ามันคือการที่บริษัทเอกชนจีนจะฉลุยเข้าสู่โครงสร้างทางการเงินของสหรัฐฯ

ท่านประธานแห่งอาลีบาบาเฉลียวฉลาดเชิงการเมืองเสมอ เอริสแมนกล่าว และบอกว่าในยุคที่ตนช่วยท่านประธานทำงานในจีนนั้น ทั้งสองจะตรวจสอบสอดส่องอย่างระมัดระวังมาก ว่าบริษัทที่เข้าไปแตะนั้น มีเงื่อนไขสถานภาพอะไร และเป้าหมายนโยบายของภาครัฐวางไว้ที่ไหนอย่างไร

“เราทำทุกสิ่งที่สามารถเพื่อจะเน้นให้ธุรกิจของเราเป็นไปอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายของบรรดาผู้นำในรัฐบาลจีน” เอริสแมนเล่าความหลังไว้อย่างนั้น

เอริสแมนบอกว่าหม่าให้ความสำคัญแก่สหรัฐฯ และตลาดอเมริกัน เพราะพัฒนาการต่างๆ ทั้งในส่วนของอาลีบาบาและของบริษัทอเมริกัน ล้วนมาถึงช่วงก้าวกระโดดที่สำคัญยิ่ง

สำหรับอาลีบาบา ในด้านของปริมาณและจำนวนนั้น ได้ดำเนินงานในฐานะช็อปปิ้งมอลล์ออนไลน์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่สุดของโลก เอริสแมนจึงชี้ว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่บริษัทอเมริกันจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแพล็ตฟอร์มอาลีบาบา ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยขายสินค้าทั้งปวงไปยังผู้บริโภคนับล้านในพื้นที่ชั้นในลึกๆ ของประเทศจีน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่พวกบริษัทอเมริกันไม่อาจจะเข้าถึงได้มาก่อน

เขาชี้ประเด็นด้วยว่าการขายสินค้าออนไลน์ไปยังผู้บริโภคจีนในเมืองเล็กเมืองน้อย ตลอดจนในพื้นที่ชนบทห่างไกลตัวเมืองได้คล่องๆ นั้น จะส่งผลดีต่อภาพรวมคือ การช่วยสร้างงานให้แก่สหรัฐฯได้มากขึ้น “มันไม่ใช่การสร้างงานด้านการผลิต แต่จะเป็นการสร้างงานที่เกี่ยวกับการขายสินค้าให้แก่จีน”

ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และจีนสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ตราบที่จีนยังพยายามเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกับที่ทรัมป์ก็พยายามโปรโมตส่งเสริมภาคส่งออกของสหรัฐภายใต้คำขวัญเรื่องชาตินิยม เอริสแมนอธิบายว่า หม่าเป็นผู้ที่ตระหนักดีถึงการบรรจบสอดรับผลประโยชน์ซึ่งกันและกันในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง และกระตือรือร้นที่จะดำเนินการประสานให้ความต้องการของทางสองประเทศเป็นจริงขึ้นได้อย่างชาญฉลาด โดยที่ว่าในเวลาเดียวกันก็จะอยู่ให้ห่างไกลจากการตกเป็นเป้าหมายถูกเล่นงานจากทรัมป์

เอริสแมนมีคำพรรณนาถึงลีลาของหม่าในการจีบปะเหลาะทรัมป์ ตลอดจนภาพของหม่าที่ปรากฏต่อสื่อมวลชน ณ ช็อตการเช็กแฮนด์กับทรัมป์ตรงลานด้านนอกของอาคารทรัมป์ทาวเวอร์ในนิวยอร์กเมื่อเดือนมกราคมว่า เป็น “การเข้าถึงทรัมป์อย่างชาญฉลาดด้วยชั้นเชิงของปรมาจารย์ เพราะถ้าพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว แจ๊ก หม่า และอาลีบาบาอาจต้องเผชิญจุดจบด้วยถ้อยคำบนทวิตเตอร์ของทรัมป์”

กระนั้นก็ตาม แม้หม่าจะมีท่าทีเน้นโฟกัสที่สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา แต่เอริสแมนกล่าวว่าหม่ามีวิสัยทัศน์ที่ใหญ่โตกว่านั้นหลายเท่าตัว กล่าวคือ หม่ามาดหมายให้อาลีบาบาเป็นผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซที่คุมตลาดออนไลน์ไว้อยู่มือทั้งในย่านเอเชีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา

“โมเดลธุรกิจของอาลีบาบามีความเหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนามากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว” เอริสแมนกล่าว
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...