xs
xsm
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: ทำไมสหรัฐฯและญี่ปุ่นจึงยังไม่เคย ‘สอย’ ขีปนาวุธเกาหลีเหนือขณะทะยานอยู่กลางเวหา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

<i>เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ “ฮวาซอง-12” ในวันศุกร์ (15 ก.ย.)  (ภาพที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวทางการเกาหลีเหนือในวันเสาร์ 16 ก.ย.) </i>
เอเอฟพี/MGRออนไลน์ - ขีปนาวุธลูกล่าสุดของเกาหลีเหนือเคลื่อนผ่านเหนือญี่ปุ่น ทำให้เกิดเสียงไซเรนแผดคำรามโหยหวน และกระตุ้นให้มีการส่งสัญญาณเตือนภัยบอกล่าวประชาชนเร่งรีบหาสถานที่หลบซ่อนพักพิงเป็นการชั่วคราว –ทว่าทั้งโตเกียวและวอชิงตันต่างไม่ได้พยายามที่จะสอยจรวดโสมแดงลูกนี้ให้ตกลงมาเลย

การทดสอบของเกาหลีเหนือครั้งนี้มีขึ้น หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคมจรวดโสมแดงอีกลูกหนึ่งก็ทะยานผ่านข้ามเหนือเกาะฮอกไกโดมาแล้ว ในคราวนั้นก็เช่นกัน ไม่ได้มีการใช้สมรรถนะการสกัดกั้นขีปนาวุธของญี่ปุ่นและสหรัฐฯซึ่งมีการคุยโวโอ่อวดเอาไว้อย่างมากมายแต่อย่างใด

เวลานี้จึงมีบางผู้บางคนในสหรัฐฯ แสดงความสงสัยข้องใจว่าทำไมระบบอาวุธสุดไฮเทคล้ำสมัยเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกนำออกมาใช้กันบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือกำลังเร่งรัดมุ่งไปสู่เป้าหมายของเขา ซึ่งก็คือการสร้างขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสามารถเข้าโจมตีสหรัฐฯได้

“ในการยิงจรวดครั้งต่อไปของเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจรวดที่จะบินข้ามญี่ปุ่นผู้เป็นพันธมิตรของเรา ผมขอคาดหวังว่าเราจะสอยมันร่วงลงมา เพื่อเป็นการส่งข้อความถึงฝ่ายเกาหลีเหนือ และถึงผู้คนในอื่นๆ อย่างเช่นในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังหวังพึ่งพาเราอยู่” ดานา โรห์ราบาเชอร์ ส.ส.พรรครีพับลิกันผู้หนึ่ง บอกกับพวกสมาชิกรัฐสภาด้วยกันในสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ถ้าหากเราไม่ได้สาธิตให้เห็นว่าเราพร้อมที่จะใช้กำลัง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่พวกเขาจะเชื่อว่าเราจะทำเช่นนั้นแน่ๆ” เขากล่าวย้ำ

กองบัญชาการกองทหารภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯยืนยันว่า จรวดที่โสมแดงยิงเมื่อวันศุกร์ (15 ก.ย.) ที่ผ่านมานี้ เป็นขีปนาวุธนำวิถีพิสัยปานกลาง (intermediate-range ballistic missile หรือ IRBM) และกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า จรวดลูกนี้น่าจะเคลื่อนที่เป็นระยะทางประมาณ 3,700 กิโลเมตรทีเดียว รวมทั้งพุ่งทะยานขึ้นไปได้สูงสุดที่ระดับความสูง 770 กิโลเมตร

ขีปนาวุธลูกนี้ซึ่งตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงถือเป็นจรวดลูกซึ่งเคลื่อนที่ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่เกาหลีเหนือเคยทำการทดสอบมา

อีแวนส์ เรอเวียร์ และ โจนาธาน พอลแลค แห่งสถาบันบรูกกิ้งส์ หน่วยงานคลังสมองชื่อดังในกรุงวอชิงตัน เขียนเอาไว้รายงานชิ้นหนึ่งว่า วอชิงตันควรที่จะประกาศออกมาให้ชัดๆ ว่า ขีปนาวุธใดๆ ก็ตามที่เกาหลีเหนือยิงออกมาในอนาคต หากมุ่งหน้าหรือบินอยู่เหนือดินแดนสหรัฐฯหรือดินแดนพันธมิตรของสหรัฐฯแล้ว จะถูกถือว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง ซึ่งจะ “ถูกจัดการด้วยสมรรถนะด้านการป้องกันของสหรัฐฯและของพันธมิตรอย่างเต็มที่ครบเครื่อง”
<i>คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ขณะชมการยิงขีปนาวุธฮวาซอง-12 (ภาพที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวทางการเกาหลีเหนือในวันเสาร์ 16 ก.ย.) </i>
ทำไมยังไม่มีการสอยให้ร่วงกันบ้างเลย

ทั้งสหรัฐฯและญี่ปุ่นต่างอวดอ้างว่า พวกเขามีขีดความสามารถในการยิงทำลายขีปนาวุธที่กำลังพุ่งเข้ามา ทว่าเจ้าหน้าที่หลายรายกล่าวว่าจรวดลูกที่ทำให้ต้องมีการเปิดไซเรนเตือนภัยดังสนั่นเมื่อวันศุกร์ (15) นี้ ยังไม่ได้เข้าข่ายที่จะต้องสอยให้ร่วง

ถ้าสหรัฐฯกับเหล่าชาติพันธมิตร “วินิจฉัยออกมาว่ามันเป็นภัยคุกคามโดยตรง เราก็จะยิงมันให้ตกลงมา” พ.อ.ร็อบ แมนนิ่ง โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯกล่าวยืนยัน พร้อมกับย้ำว่าอเมริกามีอาวุธทรงสมรรถนะมากมายอยู่ในคลังแสง

สำหรับญี่ปุ่นนั้น พวกเขาเองมีทั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธรุ่น “แพทริออต” เวอร์ชั่นนำสมัยที่ซื้อหาจากสหรัฐฯ ซึ่งสามารถที่จะหยุดยั้งขีปนาวุธที่อยู่ในความสูงค่อนข้างต่ำ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีขีปนาวุธ เอสเอ็ม-3 ที่พัฒนาร่วมกับสหรัฐฯ ซึ่งสามารถสอยขีปนาวุธนำวิถีตั้งแต่พิสัยใกล้ไปจนถึงพิสัยปานกลาง

เป็นที่รู้กันว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่ใช่สมบูรณ์พร้อมไร้ข้อบกพร่อง ทว่าเพนตากอน (กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) ได้เคยสาธิตให้เห็นหลายครั้งแล้วว่า มันสามารถยิงใส่เป้าหมายที่เป็นขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีป (ICBM) และพิสัยปานกลางได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม บรูซ คลิงเนอร์ นักวิจัยอาวุโสแห่งมูลนิธิเฮอริเทจ ฟาวน์เดชั่น หน่วยงานคลังสมองชื่อดังอีกแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ชี้ว่าตอนที่ขีปนาวุธซึ่งเกาหลีเหนือยิงผ่านเหนือญี่ปุ่นนั้น มันเคลื่อนที่อยู่ในความสูงระดับเกินกว่าสมรรถนะของระบบป้องกันขีปนาวุธใดๆ ซึ่งประจำอยู่ในญี่ปุ่นจะสามารถยิงถึง รวมทั้ง เอสเอ็ม-3 ด้วย

นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังมีรัฐธรรมนูญฉบับนิยมสันติ ซึ่งจำกัดให้ใช้การปฏิบัติการทางทหารเพียงเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น

เรื่องหลังนี้ ฮิเดชิ ทาเกซาดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือและด้านกลาโหม ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยทากูโชกุ ในกรุงโตเกียว อธิบายเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นจะเข้าสกัดกั้นขีปนาวุธได้ ก็ต่อเมื่อมันเข้ามายังเขตน่านฟ้าเหนือดินแดนของญี่ปุ่น หรือมีวัตถุต่างๆ ตกลงมาใส่ดินแดนของญี่ปุ่นเท่านั้น

ขีปนาวุธที่โสมแดงยิงออกมาในช่วงหลังๆ นี้ บินข้ามเหนือญี่ปุ่นในระดับที่สูงมาก และไม่ได้มีอะไรตกลงมาสู่พื้นดินด้วย

“ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ได้ออกคำสั่งให้เข้าทำลาย” ทาเกซาดะ บอก

มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ด้วยว่า ถึงแม้ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีต่อต้านขีปนาวุธที่ดีใช้ได้ทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะสามารถใช้คุ้มครองป้องกันทั่วทั้งหมู่เกาะญี่ปุ่นอย่างครบครัน

“ไม่เพียงเท่านั้น ในทางเทคนิคแล้วเป็นเรื่องลำบากที่จะตัดสินว่าขีปนาวุธขณะที่กำลังบินอยู่ในขั้นต้นๆ ลูกใดสามารถที่จะเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อดินแดนของญี่ปุ่นได้หรือไม่” อากิระ คาโตะ อาจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัย เจ. เอฟ. โอเบอร์ลิน ในกรุงโตเกียว บอกกับเอเอฟพี

ญี่ปุ่นและสหรัฐฯต่างไม่ต้องการที่จะเสี่ยงด้วยการพยายามเข้าไปสกัดกั้น เว้นแต่ว่ามันกำลังกลายเป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงเท่านั้น เหตุผลสำคัญก็คือความพยายามที่ล้มเหลวมีแต่จะก่อให้เกิดความหวั่นไหวแผ่ลามไปอย่างกว้างขวาง อีกทั้งเป็นการให้ข้อมูลแก่เกาหลีเหนือในเรื่องข้อจำกัดข้อบกพร่องที่มีอยู่

“ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นมาในเวลาเข้าสกัดกั้นขีปนาวุธ มีแต่จะส่งผลทำให้เกิดความประทับใจอันไม่จำเป็นขึ้นมาว่า ศักยภาพการป้องกันขีปนาวุธของญี่ปุ่นนั้นยังคงอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอ” คาโตะบอก

อันที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นยังมีระบบป้องกันขีปนาวุธที่สำคัญมากอยู่อีกระบบหนึ่ง นั่นคือระบบเอจิส (Aegis) ที่ติดตั้งบนเรือพิฆาต และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังแสดงความต้องการให้ทั้งโตเกียวและโซลซื้อยุทโธปกรณ์สหรัฐฯเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของญี่ปุ่นด้วยแล้ว นี่อาจรวมถึงการซื้อหาระบบเอจิส เวอร์ชั่นที่ดัดแปลงให้สามารถติดตั้งและยิงสกัดจากภาคพื้นดินได้
<i>ชุดต่อต้านขีปนาวุธ “แพทริออต” เวอร์ชั่น แอดแวนเซด แคพาบิลิตี้ -3 (Patriot Advanced Capability-3 หรือ PAC-3) ซึ่งญี่ปุ่นซื้อหาจากสหรัฐฯ ถูกนำออกมาติดตั้งอยู่ที่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว เมื่อวันศุกร์ (15 ก.ย.) </i>
ยิงสกัดขณะจรวดอยู่ในช่วงทะยานขึ้น

ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ สหรัฐฯพบเห็นเกาหลีเหนือทำการเติมเชื้อเพลิงขีปนาวุธของพวกเขา 1 วันก่อนที่จะทำการยิงทดสอบในวันศุกร์ (15)

เทคโนโลยีระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯในปัจจุบันนั้น เน้นหนักที่การสอยจรวดเกาหลีเหนือในช่วงที่มันกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในช่วงกลางๆ ของเส้นทาง หรือระหว่างอยู่ในระยะ “เทอร์มินัล” (terminal stage) นั่นคือในขณะที่วงโคจรวิถีโค้งของมันอยู่ในระยะที่ดำดิ่งลงมาใส่เป้าหมายของมัน

ทว่าเพนตากอนก็ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสอยขีปนาวุธในขณะที่มันกำลังทะยานขึ้นจากฐานยิงเช่นกัน ซึ่งเป็นระยะที่เรียกกันว่า “ระยะทะยานขึ้น” (boost phase)

ขีปนาวุธในระยะนั้นยังคงบรรจุเต็มด้วยเชื้อเพลิงที่สามารถระเบิดได้ง่าย รวมทั้งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ช้ากว่าระยะเทอร์มินัล ดังนั้นจึงมีความเปราะบางยิ่งกว่าและสามารถสอยได้ด้วยการยิงขีปนาวุธอีกลูกหนึ่งจากระยะใกล้ๆ เข้าใส่

ไม่เพียงเท่านั้น กองทัพสหรัฐฯยังกำลังสำรวจหาวิธีโจมตีทางไซเบอร์ และกระทั่งความเป็นไปได้ของการติดตั้งอุปกรณ์ปล่อยแสงเลเซอร์บนโดรน เพื่อทำให้มันสามารถยิงขีปนาวุธนำวิถีให้ร่วงในระยะไม่นานภายหลังที่มันถูกยิงขึ้นมา
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...