xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมคนเกาหลีใต้ไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับคำขู่ของโสมแดง (และวาระที่ควรสนใจสำหรับผู้นำโสมขาวคนใหม่)

เผยแพร่:   โดย: โรเบิร์ต อี. เคลลี, นิวยอร์กไทมส์

An Agenda for South Korea’s New Leader
By Robert E. Kelly
09/05/2017

การรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป บังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดร้อนระอุระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือ กระนั้นเรื่องเกาหลีเหนือก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่ครอบงำการเลือกตั้งคราวนี้ ประชาชนโสมขาวดูเหมือนชินชากับคำขู่ของเปียงยางเสียแล้ว แต่ด้วยจุดอ่อนเปราะที่มีอยู่ เกาหลีใต้ก็มีความปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสงคราม

ปูซาน, เกาหลีใต้ – ประชาชนชาวเกาหลีใต้เลือก มุน แจอิน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของพวกเขาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางภูมิหลังของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือที่ร้อนระอุพุ่งพล่าน แต่กระนั้นเกาหลีเหนือก็ไม่ได้เป็นประเด็นครอบงำการรณรงค์หาเสียงแต่ประการใด ผู้ออกเสียงชาวเกาหลีใต้กลับโฟกัสอยู่ที่ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ, การทุจริตคอร์รัปชั่น, และปัญหาภายในประเทศอื่นๆ อย่างเช่นเรื่องคุณภาพของอากาศ ก่อนการโหวต มีผู้ออกเสียงเพียง 23% เท่านั้นที่บอกว่าเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศคือประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา

มุน ซึ่งเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนผู้มีแนวความคิดแบบกลาง-ซ้าย เข้ารับตำแหน่งภายหลังการขับไล่อดีตประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย ที่แปดเปื้อนมัวหมองจากคดีทุจริตคอร์รัปชั่นอันอื้อฉาว เขาถือเป็นพวกพิราบซึ่งโน้มเอียงที่จะเปิดเจรจากับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ การลงสมัครแข่งขันของเขา ดูเหมือนได้รับการส่งเสริมสนับสนุนมากที่สุดจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดจาแข็งกร้าวใส่ระบอบปกครองเกาหลีเหนือ ซึ่งถูกมองกันอย่างกว้างขวางในแดนโสมขาวว่าเป็นการคุยโวโอ้อวดที่มีอันตรายมาก

การที่คนเกาหลีใต้มีท่าทีสงบจิตสงบใจต่อการคุกคามของเกาหลีเหนือเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สร้างความฉงนฉงายให้แก่ชาวตะวันตก แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าชาวโสมขาวนั้นพำนักอาศัยอยู่กับการยั่วยุท้าทายของเปียงยางมาหลายทศวรรษแล้ว ยิ่งในระยะหลังๆ มานี้ การท้าทายอยู่ในรูปลักษณ์ของโครงการอาวุธนิวเคลียร์ด้วยซ้ำ ชาวเกาหลีใต้วัยหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังมองว่า การข่มขู่คุกคามจากโสมแดงนั้นเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของชีวิต อันที่จริงแล้วเกาหลีใต้มีความอ่อนเปราะอย่างมากหากต้องเผชิญการโจมตีแบบสร้างความหายนะจากเกาหลีเหนือ เป็นต้นว่าย่านชานเมืองที่อยู่ตอนเหนือสุดของกรุงโซลนั้น เริ่มต้นตรงพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากเขตปลอดทหาร (ที่คั่นระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้) เพียงแค่ 20 ไมล์ (ราว 32 กิโลเมตรเศษๆ) เรื่องนี้ดูจะเป็นการหนุนเสริมความรู้สึกซึ่งมีอยู่ในแดนโสมขาวที่ว่า เกาหลีใต้ควรต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสงครามขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว การที่คณะบริหารของประธานาธิบดีมุนจะโหมโรงเริ่มต้นพูดจาหารือกับเปียงยางนั้น ควรที่จะกระทำด้วยความระแวดระวังตัว เมื่อพิจารณาจากความเป็นมาในอดีตแล้ว การมีปฏิสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือเป็นสิ่งที่เกิดผลทั้งดีและทั้งร้าย หากไม่ถึงกับย่ำแย่ไปเลย และการพูดจารอบใหม่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมได้ก็ต้องเริ่มต้นจากจุดยืนแห่งความเข้มแข็ง เป็นเรื่องสำคัญระดับเป็นตายทีเดียวที่มุนจะต้องดำเนินนโยบายต่างๆ ที่เป็นการลดทอนจุดอ่อนเปราะไม่อาจทนทานการโจมตีได้ทั้งหลายของเกาหลีใต้ ขณะเดียวกับที่คอยติดตามความเป็นไปได้ที่จะเปิดการเจรจาหารือ ปักกิ่งและวอชิงตันคือกุญแจสำคัญสำหรับการทำดีลใดๆ ก็ตามทีกับโสมแดง ทว่าโซลก็สามารถทำอะไรได้มากมายด้วยตนเอง

เวลานี้เกาหลีใต้ใช้จ่ายเงินด้านงบประมาณกลาโหม คิดเป็นเพียงเท่ากับ 2.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเท่านั้น เพื่อเสริมสร้างจุดยืนในการเจรจาต่อรองของโซลให้แข็งแกร่ง ผู้เขียนเห็นว่ามุนสามารถแสดงท่าทีว่าจะใช้งบประมาณมากขึ้นในด้านการเตรียมพร้อมทางทหาร ทั้งนี้ การป้องกันฝ่ายพลเรือน (การตระเตรียมประชากรพลเรือนให้พร้อมรับมือกับการที่เกาหลีเหนือจะทำการโจมตีเขตชุมชนเมือง), การปรับปรุงเงินเดือนค่าตอบแทนที่จ่ายให้ทหารเกณฑ์, การข่าวกรองที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม, ระบบป้องกันขีปนาวุธที่สร้างขึ้นเองในเกาหลีใต้, และการป้องกันทางไซเบอร์ที่เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม เหล่านี้จะช่วยปิดจุดอ่อนเปราะทางการทหารของโสมขาวได้มาก

ผู้เขียนเห็นว่า เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นสามารถที่จะทำงานร่วมกันเพิ่มขึ้นได้อีกมากมายเพื่อแสดงความเป็นแนวร่วมหนึ่งเดียวกัน การร่วมไม้ร่วมมือดังกล่าวถูกบั่นทอนลงเป็นอันมากจากความตึงเครียดที่ยังคงปะทุไม่ขาดสายสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ของการที่ญี่ปุ่นเข้าปกครองเกาหลีเป็นอาณานิคมในอดีต การที่เกาหลีใต้มีความความวิตกห่วงใยในทางประวัติศาสตร์ต่อญี่ปุ่นนั้นมีรากเหง้าอันถูกต้องชอบธรรมทีเดียว ทว่าก็มักมีการขยายความให้ใหญ่โตเกินเลยไปมาก อย่างเช่น การที่สื่อโสมขาวมีการเสนอความเห็นกันอยู่เป็นประจำว่าญี่ปุ่นกำลังกลับมาเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารอีกแล้วโดยวางแผนการเล็งอยู่ที่เอเชีย –ขณะที่ไม่มีการยอมรับกันอย่างเหมาะสมเพียงพอว่า ญี่ปุ่นในยุคใหม่นี้เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม และมีศักยภาพที่จะผูกโยงเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านเกาหลีเหนือ

โซลกับโตเกียวควรทำความตกลงกันว่าจะต้องหลีกเลี่ยงไม่แยกกันไปทำดีลกับเกาหลีเหนือ รวมทั้งต้องปฏิเสธไม่ยอมให้เปียงยางพยายามนำเอาพวกเขาทั้งสองมาตบตีกันเอง มุนและฐานเสียงปีกซ้ายของเขาแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อข้อตกลงระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเพื่อร่วมมือแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันในด้านข่าวกรอง ซึ่งได้มีการลงนามกันไปเมื่อเร็วๆ นี้ แต่เขาควรที่จะพิจารณาว่าเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์จากข้อตกลงฉบับนี้มากยิ่งกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ขณะเดียวกันความร่วมมือกันทางทหารในบริเวณน่านฟ้าและน่านน้ำที่อยู่ประชิดติดกัน ถ้าหากทำได้ก็จะถือเป็นเรื่องวิเศษมากทีเดียว

ในความคิดของผู้เขียนแล้ว เพื่อปรับปรุงฐานะจุดยืนของเกาหลีใต้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก โซลกับวอชิงตันจำเป็นที่จะต้องโน้มน้าวชักชวนปักกิ่งให้ลดการทำการค้ากับเปียงยาง เกาหลีเหนือนั้นต้องพึ่งพาอาศัยจีนในเรื่องทรัพยากรต่างๆ และเรื่องช่องทางการเข้าถึงเศรษฐกิจโลก หากสามารถตัดเกาหลีเหนือออกไปจากสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะชะลอโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของโสมแดง ขณะที่การตัดลดการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยสู่เกาหลีเหนือก็จะเป็นการสร้างแรงบีบคั้นต่อชนชั้นนำของระบอบปกครองนี้

ปักกิ่งนั้นแสดงความพรักพร้อมที่จะทำตามสัญญาข้อผูกพันในการบังคับใช้มาตรการแซงก์ชั่นฉบับต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในเวลานี้ต่อเปียงยาง ทว่าเป็นการทำแบบขอไปทีไม่ได้มีความเข้มแข็งรัดกุม เนื่องจากมีความเกรงกลัวว่าเกาหลีเหนือจะเกิดการระเบิดตูมตามออกมาจากภายใน ผู้เขียนมองว่ามุนควรทำงานกับปักกิ่งเพื่อเน้นย้ำให้คลายกังวลในเรื่องระเบียบที่จะเกิดขึ้นมาภายหลังการล่มสลายของเกาหลีเหนือ ตลอดจนเรื่องความเป็นไปได้ที่กองทหารสหรัฐฯจะเข้ามาประชิดชายแดนจีน อันเป็นสถานการณ์ซึ่งเคยกระตุ้นให้จีนตัดสินใจเข้าแทรกแซงในสงครามเกาหลีครั้งดั้งเดิมเมื่อปี 1950 มาแล้ว

พิจารณาจากความเปราะบางง่ายแก่การโจมตีของกรุงโซลแล้ว ผู้เขียนขอเสนอว่า มุนยควรที่จะกระตุ้นส่งเสริมกระบวนการกระจายการพัฒนาของประเทศให้ออกไปจากพื้นที่แถบกรุงโซล ให้คึกคักเข้มแข็งจริงจังขึ้นอีกมากๆ ปัจจุบันราว 50% ของประชากรเกาหลีใต้พำนักอาศัยกันในพื้นที่ ระเบียงโซล-คยองกี-อินชอน (Seoul-Gyeonggi-Incheon corridor) หรือก็คือประชาชน 26 ล้านคนใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แถบๆ ซึ่งอยู่ห่างเพียงแค่ราว 23 ไมล์จากเขตปลอดทหาร ถือว่าเป็นการล่าช้าล่วงเลยมานานเกินไปแล้วด้วยซ้ำสำหรับรัฐบาล ที่จะต้องเริ่มต้นระงับการเติบโตแบบไร้การควบคุมของกรุงโซลกันเสียที

ความพยายามครั้งต่างๆ ในอดีตที่จะโยกย้ายเมืองหลวงล้วนแล้วแต่ประสบความล้มเหลว ประธานาธิบดีโนห์ มูเฮียน เคยพยายามแต่ไม่ประสบผลในการโยกย้ายไปที่เมืองเซจอง (Sejong City) ซึ่งอยู่ถัดจากโซลลงไปทางใต้ราว 75 ไมล์ ถึงแม้กระทรวงทบวงกรมบางส่วนได้มีการย้ายไปอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการกระจายการพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ นอกจากนั้นยังมีมาตรการแรงจูงใจด้านภาษีและด้านกฎระเบียบต่างๆ พรักพร้อมอยู่แล้วสำหรับให้พวกเครือข่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่างเช่น ซัมซุง และ ฮุนได โยกย้ายออกจากกรุงโซล ถึงแม้ว่าจำนวนมากยังคงปักหลักอยู่ในศูนย์กลางของมหานครแห่งนี้หรือไม่ก็ในพื้นที่ประชิดติดกัน

ทั้งนี้ผู้เขียนมองว่าในเมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ได้เข้าแทรกแซงในเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากมายหนักหน่วงอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่กระทำแบบเดียวกันในเรื่องการกระตุ้นส่งเสริมให้มีการโยกย้ายกระจายฐานออกไปให้มากขึ้น?

ชาวเกาหลีใต้นั้นได้พบเห็นเจอะเจอกันมาหมดแล้วจากสิ่งที่เด็กเลี้ยงแกะแห่งเกาหลีเหนือร้องแรกแหกกระเฌอข่มขู่คุกคาม และทราบดีว่าสามารถคาดหวังอะไรได้บ้างจากผู้นำคนที่ 3 แห่งราชวงศ์คิม สิ่งที่ไม่มีใครรู้กลับเป็นเรื่องที่ว่าทรัมป์จะทวิตข้อความอะไรต่อไปจากนี้ ชาวเกาหลีใต้ไม่รู้เลยว่าทรัมป์ตระหนักหรือไม่ว่าประเทศของพวกเขามีความอ่อนเปราะที่จะถูกโจมตีมากมายขนาดไหน

แต่ถึงแม้พวกเขาจะมีความผิดแผกแตกต่างกัน เวลานี้ทรัมป์กับมุนก็จะมีโอกาสเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรกันของประเทศทั้งสองที่ดำเนินมายาวนานหลายสิบปีแล้ว

โรเบิร์ต อี. เคลลี เป็นรองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซาน (Pusan National University)

(อ่านรายละเอียดของข้อเขียนชิ้นนี้ได้ที่ https://www.nytimes.com/2017/05/09/opinion/an-agenda-for-south-koreas-new-leader.html?_r=0)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...