xs
xsm
sm
md
lg

สื่อแฉอีก! “ทรัมป์” เคยขอให้อดีต ผอ.FBI เลิกตรวจสอบความสัมพันธ์ “ฟลินน์-รัสเซีย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) และ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ)
รอยเตอร์ - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยขอให้ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ยุติการสอบสวนกรณีความสัมพันธ์ระหว่าง ไมเคิล ฟลินน์ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ กับรัสเซีย หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สรายงานเมื่อวานนี้ (16 พ.ค.) โดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวซึ่งเคยเห็นบันทึกข้อความที่ โคมีย์ เขียนเอาไว้

ทำเนียบขาวต้องเผชิญกระแสวิจารณ์รุนแรงตลอดทั้งสัปดาห์ หลังจากที่ ทรัมป์ สั่งปลด โคมีย์ แบบสายฟ้าแลบ และยังถูกแฉว่าเอา “ข่าวกรองลับสุดยอด” เกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ไปเปิดเผยต่อ เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศแดนหมีขาว

เรื่องบันทึกข้อความของ โคมีย์ ซึ่งนิวยอร์กไทม์สได้นำมาตีแผ่เป็นเจ้าแรกสร้างความหวั่นวิตกต่อสภาคองเกรส และก่อให้เกิดคำถามว่า ทรัมป์ พยายามใช้อำนาจแทรกแซงการสอบสวนของเอฟบีไอหรือไม่

ทำเนียบขาวออกมาแถลงปฏิเสธเรื่องนี้ทันควัน โดยอ้างว่ารายงานของนิวยอร์กไทม์สมีเนื้อหา “ไม่ตรงกับบทสนทนาที่แท้จริงระหว่างประธานาธิบดีกับ โคมีย์”

โคมีย์ ได้เขียนบันทึกข้อความนี้ขึ้นหลังจากเข้าพบ ทรัมป์ ที่ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) โดยการพบปะดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ ฟลินน์ ถูกสั่งปลดเมื่อวันที่ 14 ก.พ. โทษฐานไม่แจ้งรายละเอียดของบทสนทนาระหว่างเขากับเอกอัครราชทูตรัสเซีย เซียร์เก คิลส์ยัก เมื่อปีที่แล้วให้รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ รับทราบ

แหล่งข่าวที่ทราบเนื้อหาของบันทึกข้อความเผยว่า ทรัมป์ ได้พูดกับโคมีย์ ว่า “ผมหวังว่าคุณจะไม่สืบสาวราวเรื่องอะไรอีก”

ทรัมป์ ยังประณามพวกที่นำข้อมูลของรัฐไปเปิดเผยต่อสื่อมวลชน และขอให้เอฟบีไอพิจารณาลงโทษสื่อที่เผยแพร่ความลับของรัฐบาล

สมาชิกสภาคองเกรสต่างแสดงความกังวลกับข้อครหาที่ ทรัมป์ เผชิญ

“บันทึกข้อความคือหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีความพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และสมควรแต่งตั้งอัยการพิเศษที่มีความเป็นอิสระเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ทันที” ริชาร์ด บลูเมนทัล ส.ว.จากพรรคเดโมแครต ให้สัมภาษณ์
เจมส์ โคมีย์ อดีต ผอ.เอฟบีไอ (ซ้าย) และ ไมเคิล ฟลินน์ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของ ทรัมป์
นักการเมืองทั้งสายรีพับลิกันและเดโมแครตต่างเรียกร้องให้มีการเปิดเผยบันทึกข้อความฉบับนี้

เจสัน ชัฟเฟตซ์ ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยืนยันว่า ทางคณะกรรมการต้องการเห็นบันทึกข้อความดังกล่าวถ้ามันมีอยู่จริง และตนได้ส่งจดหมายถึง แอนดรูว์ แม็กเคบ รักษาการ ผอ.เอฟบีไอ โดยกำหนดเดดไลน์ 24 พ.ค. ให้เอฟบีไอต้องจัดส่ง “บันทึกข้อความ, ข้อความ, รายงานสรุป และเทปบันทึกเสียงที่มีการอ้างถึงหรือเกี่ยวข้องกับการสื่อสารใดๆ ก็ตามระหว่าง โคมีย์ กับประธานาธิบดีทรัมป์”

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างออกมาติเตียนคำพูดของ ทรัมป์ ตามที่ถูกอ้างถึงในบันทึกข้อความ

“การที่ประธานาธิบดีสั่งให้เอฟบีไอละเว้นการตรวจสอบสิ่งที่อาจถือเป็นคดีอาญา นับว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” เออร์วิน เชเรมินสกี อาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเออร์ไวน์ ระบุ

“อดีตประธานาธิบดีนิกสันก็ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะพฤติกรรมแบบนี้”

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าสิ่งที่ ทรัมป์ พูดจะถือเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมหรือไม่นั้นต้องดูที่ “เจตนา” และอาจต้องนำไปตีความร่วมกับบริบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสั่งปลด โคมีย์ เป็นต้น

คริสโตเฟอร์ สโลโบกิน อาจารย์ด้านกฎหมายอาญาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ ระบุว่า การที่ ทรัมป์ พูดว่าตน “หวังว่า” โคมีย์ จะยุติการสอบสวน ฟลินน์ แทนที่จะออกคำสั่งไปเลยตรงๆ “ทำให้สารของเขาดูอ่อนลง แต่ยังเป็นที่เข้าใจได้”

การลาออกของ ฟลินน์ มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่ากระทรวงยุติธรรมได้แจ้งเตือนไปยังทำเนียบขาวเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้นว่า ฟลินน์ เสี่ยงที่จะถูก “แบล็กเมล์” จากการพูดคุยกับทูตรัสเซียก่อนที่ ทรัมป์ จะสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 20 ม.ค.

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...