xs
xsm
sm
md
lg

นโยบาย 'อเมริกาอันดับแรก'ของ'ทรัมป์' กลับทำให้สหรัฐฯตามหลังจีนและรัสเซีย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ไมเคิล ที. แคลร์

America Third, Donald Trump Is Giving the Phrase “Multipolar World” New Meaning
By Michael T. Klare
14/02/2017

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่านโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯควรต้องเดินตามหลักการง่ายๆ เพียงข้อเดียว นั่นคือ “อเมริกามาเป็นอันดับแรก” ทว่าเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาก็กำลังทำให้สหรัฐฯตกเป็นรองในทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก และถูก 2 คู่แข่งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือ จีนและรัสเซีย แซงหน้าขึ้นไปเป็นอันดับแรก และอันดับสองตามลำดับ ส่วนอเมริกากลับถูกทอดทิ้งเอาไว้ในอันดับสาม

ถ้าหากวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังจะมีแง่หนึ่งมุมใดที่พอเรียกได้ว่ามีความคล้องจองต่อเนื่องสม่ำเสมอแล้ว แง่มุมดังกล่าวก็จะต้องเป็นนี่เลย – นโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯควรที่จะต้องยึดมั่นเดินตามหลักการง่ายๆ เพียงข้อเดียวที่ว่า “อเมริกามาเป็นอันดับแรก” (America First) โดยที่ผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งยวดทั้งหลายของประเทศนี้ต้องให้ความสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศอื่นๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น

“เราจะถือว่าผลประโยชน์ของอเมริกาต้องเป็นอันดับแรกอยู่เสมอ” เขากล่าวเช่นนี้ในคำปราศรัยประกาศชัยชนะของเขา ในชั่วโมงต้นๆ ของวันที่ 9 พฤศจิกายน 2016

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป มันจะมีแต่เพียงว่า อเมริกามาเป็นอันดับแรก, อเมริกามาเป็นอันดับแรก” เขากล่าวยืนยันเช่นนี้อีกในคำปราศรัยเนื่องในวาระสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 มกราคม 2017

อย่างไรก็ดี นับแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเขากระทำในเวทีระหว่างประเทศ กลับกลายเป็นการวางผลประโยชน์ของอเมริกาเอาไว้ข้างหลังพวกชาติที่เป็นคู่แข่งขันรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ได้แก่ จีนกับรัสเซีย ดังนั้นหากจะพูดกันให้ถูกต้องแม่นยำแล้ว สูตรทางนโยบายที่เขากำลังใช้ชี้นำอยู่ จึงควรที่จะเปลี่ยนชื่อฉลากเสียใหม่ โดยควรที่จะเรียกมันว่า “อเมริกามาเป็นอันดับสาม” (America Third)

เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำโวหารอันองอาจหาญกล้าที่ป่าวร้องต่อสาธารณชนตลอดระยะเวลา 19 เดือนที่ผ่านมา มันไม่มีทางเลยที่จะจินตนาการไปได้ว่า ช่วงเวลาแห่งการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์จะกลับกลายเป็นการให้คุณให้ประโยชน์แก่พวกคู่แข่งขันชั้นนำของอเมริกาไปได้ ตลอดระยะเวลาแห่งการรณรงค์หาเสียงนี้ เขาวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างรุนแรงในเรื่องการใช้การปฏิบัติทางการค้า “ชนิดที่มุ่งปล้นชิงกำจัดคู่แข่งขัน” พร้อมกับยืนยันว่าแดนมังกรได้ฉวยใช้ประโยชน์จากการที่อเมริกามีการบังคับใช้นโยบายต่างๆ อย่างอ่อนแอปวกเปียก มาควักไส้ควักพุงเอาอวัยวะชิ้นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจอเมริกันออกไปหมด และกำจัดเข่นฆ่าตำแหน่งงานในอเมริกาเป็นจำนวนล้านๆ ตำแหน่ง “เงินทองที่พวกเขาดูดซับออกไปจากสหรัฐฯนั้นได้ถูกนำไปใช้สร้างประเทศจีนขึ้นมาใหม่” เขาพูดเช่นนี้กับพวกผู้สื่อข่าวจากนิวยอร์กไทมส์โดยที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดแน่นอนชัดเจนอะไรเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ขณะที่ เขาแสดงการยกย่องชมเชยความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เขาก็วิจารณ์โจมตีการที่แดนหมีขาวสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์อันก้าวหน้าล้ำสมัย “พวกเขาเดินหน้าไปกันใหญ่กับโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา” เขาเน้นย้ำเรื่องนี้ระหว่างการโต้วาทีถ่ายทอดสดทางทีวีระหว่าง 2 ตัวเก็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรอบที่ 2 กับ ฮิลลารี คลินตัน และระบุว่า “แย่มาก!”

หากวินิจฉัยเอาจากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเหล่านี้ คุณก็คงต้องจินตนาการไปเลยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องเดินเข้าสู่ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ของทำเนียบขาว พร้อมด้วยพิมพ์เขียวทางยุทธศาสตร์สำหรับการลิดรอนอำนาจอิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของคู่แข่งสำคัญของอเมริกาที่มีศักยภาพจะกลายเป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ 2 รายนี้ อาจจะสันนิษฐานเอาไว้ก่อนด้วยซ้ำว่า นี่จะต้องส่งผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนร่างแปลงโฉมอย่างรุนแรง ต่อยุทธศาสตร์ซึ่งคิดค้นขึ้นมาโดยคณะบริหารของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เพื่อวัตถุประสงค์เช่นนี้เหมือนกัน --อันได้แก่ ความพยายามแบบเดินไปพร้อมๆ กัน 2 ด้าน โดยด้านหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มกำลังของกองทหารนาโต้ในยุโรปตะวันออก และอีกด้านหนึ่งคือการ “ปรับสมดุล” (rebalancing) ทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ให้เน้นหนักมาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยุทธศาสตร์ของโอบามานี้ยังมีวิสัยทัศน์ในเรื่องการใช้พวกข้อตกลงรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ --ซึ่งได้แก่ ข้อตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนภาคพื้นแอตแลนติก (Transatlantic Trade and Investment Partnership) และข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) –เพื่อเป็นการหนุนเสริมมาตรการทางทหารเหล่านี้อีกด้วย ทว่าทรัมป์นั้นได้แสดงออกให้ทราบกันอย่างชัดเจนเลยว่าตัวเขานั้นรังเกียจหยามเหยียดทั้งนาโต้ และทีพีพี ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะสันนิษฐานว่า เขาจะมายังทำเนียบขาวพร้อมกับแผนการที่เป็นทางเลือกใหม่ ในการตอกย้ำยืนยันความเป็นหนึ่งของอเมริกาบนกระดานหมากรุกทางยุทธศาสตร์ของโลก

อย่างไรก็ตาม อย่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำให้เป็นที่กระจ่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเขานั้น เรื่องลำดับต้นๆ ไม่ได้มีเรื่องการเดินหน้าผลักดันฐานะของอเมริกาให้อยู่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจอิทธิพลในทางยุทธศาสตร์ระดับโลก ตรงกันข้าม ดังที่ระบุเอาไว้ในสรุปความว่าด้วย “นโยบายการต่างประเทศอเมริกามาเป็นอันดับแรก” (America First Foreign Policy) ของเขาซึ่งโพสต์อยู่ในเว็บไซต์ทำเนียบขาว วัตถุประสงค์สำคัญที่สุดของเขาคือการกำจัดกวาดล้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “ลัทธิก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง” (radical Islamic terrorism) และการเร่งรัดปรับปรุงดุลการค้ากับต่างประเทศของอเมริกา วัตถุประสงค์เหล่านี้ควรมีความสำคัญแค่ไหนเพียงใดภายในแผนการใหญ่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง? เรื่องนี้กำลังกลายเป็นหัวข้อซึ่งมีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างมากมาย แต่แทบไม่มีใครตั้งข้อสังเกตขึ้นมาเลยว่า ทรัมป์ได้ละเลยทอดทิ้งไม่มีหลงเหลือแนวคิดใดๆ เอาไว้เลย ในเรื่องที่ว่าสหรัฐฯจำเป็นต้องเข้าเกี่ยวข้องมีปฏิสัมพันธ์ในการต่อสู้ระดับทั่วโลกเพื่อช่วงชิงอำนาจและความมั่งคั่งกับ 2 ชาติคู่แข่งซึ่งมีศักยภาพที่จะทำการชิงชัยด้วยความดุดัน โดยที่แต่ละชาติเหล่านี้ต่างก็มีแผนการของตัวเองในการบรรลุถึง “ความยิ่งใหญ่”

และก็ไม่เพียงเฉพาะแค่ทรัมป์ดูเหมือนจะละเลยทอดทิ้งสนามแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อันใหญ่โตยิ่งกว่าเรื่องอื่นๆ เป็นไหนๆ ให้แก่เหล่าคู่แข่งรายสำคัญๆ ของอเมริกาเท่านั้น เขายังดูเหมือนกำลังทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอำนาจของเขาเพื่อช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้คู่แข่งเหล่านี้สามารถก้าวคืบหน้าไปได้ท่ามกลางการสูญเสียแพ้พ่ายของสหรัฐอเมริกา เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์แรกๆ แห่งวาระการดำรงประธานาธิบดีของทรัมป์ เขาก็ได้ดำเนินจังหวะก้าวจำนวนมากทีเดียวซึ่งกลายเป็นการช่วยให้ทั้งจีนและรัสเซียคืบหน้าไปแบบวิ่งฉิว ขณะที่ปล่อยให้สหรัฐฯหมุนคว้างอยู่กับที่

นโยบายการต่างประเทศทรัมป์ทำให้ “จีนมาเป็นอันดับแรก”

ในแนวทางการรับมือกับจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น เขาแทบจะโฟกัสเน้นหนักเฉพาะเพียงประเด็นปัญหาเรื่องการค้าเท่านั้น โดยเขาระบุว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดของเขาคือการสู้รบกับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่างๆ ซึ่งเปิดทางให้พวกคนจีนสามารถมั่งคั่งร่ำรวยจากความเสียเปรียบของอเมริกันชน ด้วยเหตุนี้จึงแทบไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย สำหรับการที่เขาเลือกเสนอชื่อ โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ (Robert Lighthizer) ซึ่งเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอ้เกี่ยวกับความประพฤติทางด้านการค้าของแดนมังกร ให้ขึ้นนั่งตำแหน่งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US trade representative) ทั้งนี้ ไลท์ไฮเซอร์ได้เคยแถลงต่อรัฐสภาอเมริกันเมื่อปี 2010 ว่า “ดูเหมือนจะเป็นที่ชัดเจนว่าวิกฤตของภาคอุตสาหกรรมการผลิตสหรัฐฯนั้น มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการค้าที่เราทำอยู่กับประเทศจีน” ทว่าขณะที่การค้าอาจจะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน การที่ทรัมป์แสดงความรักปักใจอย่างเหนียวแน่นอยู่กับประเด็นปัญหานี้เพียงอย่างเดียว ก็ทำให้เขาทอดทิ้งปล่อยปละแง่มุมทางด้านการเมือง, เศรษฐกิจ, การทูต, และการทหาร ซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่านักหนาต่อการแข่งขันระหว่างอเมริกากับจีนเพื่อช่วงชิงอำนาจและอิทธิพลในโลก จากการที่เขาละเลยทิ้งขว้างแง่มุมเหล่านี้ไปเป็นส่วนใหญ่ ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่เขานั่งอยู่ในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว ทรัมป์ก็ได้ปล่อยให้จีนสามารถทำคะแนนเป็นฝ่ายได้เปรียบขึ้นมาในแนวรบจำนวนมากเสียแล้ว

สภาพเช่นนี้ปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจนในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ณ เวทีการประชุมเสวนาของ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum) ที่ ดาวอส, สวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ไม่มีผู้แทนระดับอาวุโสใดๆ จากคณะบริหารทรัมป์ซึ่งกำลังจะเข้าปกครองสหรัฐอเมริกาอยู่รอมร่อแล้วไปปรากฏตัวที่นั่นแม้แต่คนเดียว ทางประเทศจีนผู้ที่ไปเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนนั้นถึงกับคือตัวประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเอง และถือเป็นการไปปรากฏตัวบนเวทีแห่งนี้เป็นครั้งแรกของประมุขแห่งรัฐจากแดนมังกรอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ในการกล่าวปราศรัยสำคัญต่อที่ประชุมดาวอส สีได้กล่าวประณาม (โดยไม่ได้มีการระบุชื่อใดๆ) พวกที่กำลังแสวงหาทางหันหลังถอยออกมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ สียังวาดภาพจีนในฐานะที่เป็นประเทศตัวอย่างรายใหม่ของโลกในเรื่องการค้าเสรีและลัทธิสากลนิยม “ต้องปฏิเสธไม่เอาลัทธิกีดกันการค้า” เขาเน้นย้ำในการกล่าวปราศรัย “มันเหมือนกับคุณกำลังขังตัวเองเอาไว้ในห้องมืดๆ ลมและฝนถูกกันเอาไว้ไม่ให้เข้ามาก็จริงอยู่ แต่แสงสว่างและอากาศก็เข้ามาไม่ได้เช่นเดียวกัน” สำหรับบรรดาซีอีโอ, เหล่าคนดัง, และเจ้าหน้าที่รัฐบาลรวมราวๆ 1,250 คนซึ่งอยู่ในห้องรับฟังเขากล่าวปราศรัยนั้น จำนวนมากทีเดียวรู้สึกว่าการไปปรากฏตัวของเขาและการแสดงความคิดเห็นของเขา ดูเหมือนกับเป็นตัวแทนแห่งการปรับเปลี่ยนอันสับสนแทบจะเข้าใจไม่ได้ในดุลแห่งอิทธิพลทางการเมืองของโลก โดยที่วอชิงตันยอมถอยห่างออกจากฐานะอันทรงความสำคัญที่สุดซึ่งตนเองได้เคยครอบครองมาอย่างยาวนานบนเวทีโลก

อีก 6 วันถัดมา ในวันจันทร์ที่ 23 มกราคม ซึ่งคือวันแรกของวันทำงานปกติ (ที่มิใช่เสาร์อาทิตย์) นับตั้งแต่ที่เขารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีทรัมป์ก็กระทำสิ่งที่ดูเหมือนกับช่วยยืนยันความเห็นแบบเย้ยหยันของผู้นำจีน ด้วยการลงนามในคำสั่งประกาศเจตนารมณ์ของเขาที่จะถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ดังนั้นจึงเท่ากับการทอดทิ้งบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐฯในความพยายามที่จะขยายการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล จากทัศนะมุมมองของทรัมป์แล้ว ข้อตกลงการค้าที่มี 12 ชาติเข้าร่วม (ในนี้มีญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, มาเลเซีย, และเวียดนามรวมอยู่แล้ว ขณะที่ระมัดระวังกีดกันจีนออกไป) ฉบับนี้ จะสร้างความเสียหายต่อพวกคนงานอเมริกันและโรงงานอุตสาหกรรมอเมริกัน เพราะช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้ชาติผู้ร่วมลงนามรายอื่นๆ ในการส่งออกเข้าสู่สหรัฐฯ (อันเป็นทัศนะที่พวกแนวความคิดทางปีกซ้ายในอเมริกาบางส่วนก็เห็นเช่นนั้นเหมือนกัน) อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้คนจำนวนมากในแวดวงวอชิงตันมองข้อตกลงฉบับนี้ว่า เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนความพยายามของอเมริกันในการจำกัดอิทธิพลบารมีของปักกิ่ง ด้วยวิธีการเพิ่มทวีการค้าในระหว่างรัฐที่หมายมุ่งเข้าเป็นสมาชิกของทีพีพีด้วยกันเองและทิ้งจีนเอาไว้ให้เคว้งคว้างอยู่ข้างนอก มาถึงตอนนี้จีนจึงกลับมีโอกาสอันยอดเยี่ยมที่จะจัดระเบียบทางการค้าในภูมิภาคเอเชียเสียใหม่ หรือกระทั่งอาจจะสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการค้าในภูมิภาคเอเชียเสียใหม่ ให้มาอยู่ในทิศทางที่ตนพึงประสงค์

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระทำเช่นนี้จะถูกมองว่าคือการที่จีนได้ชัยชนะอย่างใหญ่โตมโหฬาร” นี่เป็นความเห็นของ ไมเคิล ฟรอแมน (Michael Froman) ผู้แทนการค้าซึ่งเข้าเจรจาทำข้อตกลงทีพีพีในยุคของประธานาธิบดีโอบามา “สำหรับคณะบริหารทรัมป์นั้น หลังจากที่เที่ยวพูดว่าจะต้องเล่นบทโหดกับจีนอะไรทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว การกระทำอย่างแรกสุดของพวกเขา ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็คือการยื่นกุญแจสำคัญให้แก่จีน และบอกว่าเรากำลังถอนตัวออกจากฐานะความเป็นผู้นำในภูมิภาคของเราเช่นนี้ คือการสร้างความเสียหายในทางยุทธศาสตร์ระดับโลก”

จากการที่สหรัฐฯถอนตัวออกจากทีพีพี และทำให้ทีพีพีล่มสลายลงแล้วเช่นนี้ คือการเปิดโอกาสอันกว้างขวางให้แก่จีน ในบรรดาสิ่งต่างๆ ซึ่งแดนมังกรสามารถกระทำได้ก็มีดังเช่น คาดหมายกันว่าจีนจะกระตุ้นส่งเสริมเหล่าประเทศเอเชียให้เข้าร่วมกันตนในการจัดทำข้อตกลงการค้าอีกฉบับหนึ่งที่เป็นทางเลือกแทนทีพีพี ซึ่งได้แก่ ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) โดยที่ RCEP ซึ่งจะประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิกสมาคมอาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, และอินเดีย (แต่ไม่มีสหรัฐฯ) ตั้งจุดมุ่งหมายที่จะลดกำแพงกีดกันการค้าลงมา – ทว่าจะไม่มีข้อกำหนดในด้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคุ้มครองสิทธิแรงงานแบบที่รวมเอาไว้ในข้อตกลงทีพีพี

ต่อมาในวันที่ 28 มีนาคม จากการสนทนาทางโทรศัพท์ซึ่งยุติลงอย่างกะทันหัน ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยิ่งบ่อนทำลายฐานะอันสูงเด่นในทางภูมิรัฐศาสตร์ของอเมริกาในเอเชียให้เสียหายมากขึ้นอีก ด้วยการตำหนิด่าว่านายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ แห่งออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นพันธมิตรอย่างเหนียวแน่นของอเมริกานับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งเวลานี้ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพทางทหารของสหรัฐฯหลายต่อหลายแห่ง ทั้งนี้ตามรายงานข่าวหลายๆ ชิ้นของสื่อมวลชน ในระหว่างการพูดคุยทางไกลคราวนี้ ทรัมป์ได้ตอบโต้อย่างกราดเกรี้ยว เมื่อเทิร์นบูลล์ขอร้องให้เขารักษาคำสัญญาที่ประธานาธิบดีโอบามาเคยให้เอาไว้ในเรื่องการรับผู้ลี้ภัยจำนวนราว 1,250 คน (จำนวนมากทีเดียวเป็นผู้ลี้ภัยจากอิรัก) ซึ่งกำลังถูกออสเตรเลียคุมขังเอาไว้ในศูนย์กักกันบนเกาะห่างไกลออกไปภายใต้สภาพเงื่อนไขอันเลวร้ายมาก “ผมไม่ต้องการคนเหล่านี้” มีรายงานว่าทรัมป์ตะโกนเช่นนี้ก่อนที่จะวางหูโครมใส่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย น้ำเสียงแห่งการแสดงความดูหมิ่นของการสนทนาโทรศัพท์คราวนี้ กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาอย่างกว้างขวางในออสเตรเลีย โดยมีรายงานว่าผู้คนจำนวนมากในแดนจิงโจ้กำลังตั้งถามว่า มันมีคุณค่ามีความหมายอะไร สำหรับการที่ออสเตรเลียมีการคบหาสมาคมอย่างใกล้ชิดสนิทสนมกับสหรัฐฯ

เหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ มองเห็นกันว่าการที่เขาเอ็ดตะโรปฏิเสธใส่เทิร์นบูลล์ คือการทำให้จีนได้ประโยชน์ “ทรัมป์กำลังสร้างความเสียหายอย่างไม่จำเป็นให้แก่ความไว้วางใจกันอย่างลึกซึ้งซึ่งผูกพันพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดรายหนึ่งของอเมริกาเอาไว้” เป็นความเห็นของศาสตราจารย์ รอรี เมดคาล์ฟ (Rory Medcalf) คณบดีของวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติ (National Security College) ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) ในกรุงแคนเบอร์รา “จีนและฝ่ายอื่นๆ ซึ่งกำลังปรารถนาที่จะโยกคลอนความเป็นพันธมิตรอันแข็งแกร่งที่สุดในแปซิฟิกนี้ จะมองเห็นโอกาสแล้วล่ะในจังหวะเวลาขณะนี้”

ทรัมป์, จีน, และการต่อสู้เพื่อภูมิอากาศของโลก

อย่างไรก็ดี บางทีของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดซึ่งทรัมป์มอบให้แก่จีน เห็นจะได้แก่แรงขับดันของเขาที่จะทำลายล้างแผนการริเริ่มต่างๆ ในเรื่องพลังงานสะอาดของคณะบริหารโอบามา รวมทั้งคำมั่นสัญญาข้อผูกพันต่างๆ ซึ่งคณะบริหารโอบามาให้ไว้ด้วยการลงนามในข้อตกลงภูมิอากาศกรุงปารีส จากความพยายามที่จะหมุนเวลาให้ถอยหลังกลับในเรื่องการปฏิบัติการด้านภูมิอากาศทั้งหลาย และจากการนำเอาประดาผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ามาดำรงตำแหน่งทำหน้าที่ในคณะบริหารของเขา ทรัมป์ก็กำลังเปิดประตูให้แก่จีนสำหรับการก้าวผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำของโลก ทั้งในด้านเทคโนโลยีสีเขียว (ขณะเดียวกับก็กำลังสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ เป็นล้านๆ ตำแหน่งให้แก่พวกคนงานชาวจีน) และทั้งในความพยายามระหว่างประเทศเพื่อชะลอภาวะโลกร้อน

เราควรต้องระลึกว่า พลังขับดันที่ทำให้ประธานาธิบดีโอบามาพยายามไล่ติดตามวิ่งให้ทันความก้าวหน้าในด้านพลังงานสะอาดนั้น มิได้มาจากความห่วงใจเกี่ยวกับความวิบัติเสียหายต่างๆ ในอนาคตซึ่งจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเนื่องจากความปรารถนาที่จะทำให้มั่นใจว่าอเมริกาจะยังคงมีอำนาจอิทธิพลเหนือกว่าใครๆ ในสิ่งที่เขามองเห็นว่าคือการแข่งขันกันของทั่วโลกที่จะเป็นนายของเทคโนโลยีสีเขียวด้านต่างๆ ในอนาคต อันเป็นการแข่งขันซึ่งหวาดเกรงกันว่าจีนน่าจะกลายเป็นผู้ชนะ ทั้งนี้เมื่อปี 2013 โอบามาชี้ว่า จวบจนกระทั่งในช่วงเวลาใกล้ๆ ตอนนั้น ไม่ใช่สหรัฐฯเลย แต่ประเทศอื่นๆ ต่างหาก คือผู้ที่มีฐานะ “ครอบงำตลาดพลังงานสะอาด และตำแหน่งงานที่มาพร้อมกับพลังงานดังกล่าว (ทว่า) เรากำลังเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์เช่นนี้แล้ว ... ตราบเท่าที่พวกประเทศอย่างประเทศจีน ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ไม่หยุดหย่อนในเรื่องพลังงานสะอาด เราก็ต้องทำเช่นนั้นด้วย”

เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอเมริกายังคงเป็นอันดับแรกในการแข่งขันด้านพลังงานสะอาด โอบามาได้จัดสรรเงินออกไปเป็นจำนวนมหึมาทีเดียวเข้าไปในการพัฒนาและในการนำเอาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาใช้งาน รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ระดับก้าวหน้า และเครื่องมืออุปกรณ์เก็บกักพลังงานไฟฟ้า เขายังเข้าฉวยคว้าบทบาทความเป็นผู้นำในการขับดันทางการทูตเพื่อให้ข้อตกลงปารีสเป็นที่ยอมรับ โดยได้พบปะพบหน้าพูดจากันกับสี จิ้นผิง และกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ตลอดจนผู้นำคนอื่นๆ พิจารณาจากทัศนะมุมมองระดับระหว่างประเทศแล้ว ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ช่วยทำให้สหรัฐฯมีรัศมีเรืองรองมีออร่าของมหาอำนาจระดับโลกที่รู้แจ้งเห็นจริง และมุ่งมองไปยังอนาคต

โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมีจุดมุ่งหมายที่จะหันหลังให้กับทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ เขาให้ความสนใจกับการประจ๋อประแจ๋ประดาเพื่อนมิตรของเขาในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล มากกว่าการพิทักษ์ป้องกันพิภพแห่งนี้ให้พ้นจากความวิบัติ เขาจึงแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกในการควักไส้ควักพุงอวัยวะสำคัญในแผนการพลังงานสะอาดของโอบามาออกมา และถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส “สหรัฐฯจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในเส้นทางแห่งนโยบายภูมิอากาศของตน” นี่เป็นคำยืนยันของ ไมรอน อีเบลล์ (Myron Ebell) ผู้ปฏิเสธไม่ยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ซึ่งเป็นหัวหน้าดูแลสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency หรือ EPA) ในคณะกรรมการรับมอบอำนาจของทรัมป์ “ทรัมป์พูดเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเขาจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส เขาจะกระทำเรื่องนี้ด้วยการออกเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร ... หรือไม่เขาอาจจะทำเรื่องนี้โดยเป็นส่วนหนึ่งของแพกเกจมาตรการที่ใหญ่โตครอบคลุมยิ่งกว่านั้นเสียอีก” อีเบลล์บอกกับพวกผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 30 มกราคม

ไม่ว่าทรัมป์และผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของเขา ซึ่งก็คือ สกอตต์ พรูอิตต์ (Scott Pruitt) อดีตอัยการใหญ่ของมลรัฐโอคลาโฮมา ประสบความสำเร็จหรือไม่ในการถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่างที่โอบามาทำมาจนสำเร็จ แต่ที่แน่นอนก็คือคณะบริหารชุดใหม่ของเขาได้ยินยอมหยิบยกฐานะความเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อภูมิอากาศของโลกไปให้แก่จีนเรียบร้อยแล้ว โดยที่ปักกิ่งแสดงความปีติยินดีมากที่จะได้เป็นจุดสนใจเช่นนี้ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เซี่ย เจิ้นหวา (Xie Zhenhua) หัวหน้าคณะเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของแดนมังกร ได้ออกมาแถลงยืนยันว่าประเทศของเขามีความตั้งใจที่จะก้าวออกมายืนข้างหน้าสุดในประเด็นปัญหาภูมิอากาศ “จีนมีความสามารถที่จะเข้ารับบทบาทเป็นผู้นำในการสู้รบกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก” เขากล่าวเช่นนี้กับผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่

ในเวลาเดียวกับที่กำลังได้รับการยอมรับนับถือจากนานาประเทศในฐานะที่เป็นผู้นำคนใหม่ในแวดวงนี้ จีนยังกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อฉวยคว้าฐานะการเป็นประเทศสำคัญอันดับแรกในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวใหม่ๆ ตลอดจนการนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมาใช้งาน เพื่อให้เป็นที่มั่นใจว่า ในอนาคตพวกเขาจะมีฐานะครอบงำตลาดโลกในด้านนี้ ซึ่งเป็นที่คาดหมายกันว่าจะมีอัตราเติบโตขยายตัวอย่างพุ่งพรวดในช่วงหลายๆ ทศวรรษต่อจากนี้ไป โดยที่เมื่อวันที่ 5 มกราคม สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ (National Energy Administration ) ของแดนมังกร ได้ประกาศแผนการที่จะใช้จ่ายงบประมาณราว 360,000 ล้านดอลลาร์ในเรื่องระบบต่างๆ ทางด้านพลังงานหมุนเวียนในช่วงระหว่างปี 2016 ถึง 2020 แผนการนี้คาดหมายกันว่าน่าจะสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ได้ 13 ล้านตำแหน่ง ถึงแม้ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการใช้จ่าย แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสัดส่วนจำนวนมากจะถูกจัดสรรอุทิศให้แก่การติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและจากพลังงานแสงอาทิตย์ อันเป็นพื้นที่ซึ่งจีนมีความได้เปรียบอย่างสำคัญเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกอยู่แล้ว

พิจารณาจากทัศนะมุมมองในทางเศรษฐกิจแล้ว ผลกระทบต่อเนื่องของแรงขับเคลื่อนเช่นนี้เป็นสิ่งซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดายทีเดียว พวกผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากต่างเชื่อว่า อุปสงค์ความต้องการในน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างอื่นๆ จะเริ่มต้นลดหดลงในระยะหลายๆ ปีต่อจากนี้ไป ขณะที่พวกผู้บริโภคเพิ่มความนิยมชมชอบในพลังงานสะอาดเหนือกว่าประดาเชื้อเพลิงซึ่งปล่อยไอเสียคาร์บอน หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้ว อุปสงค์ในพลังงานหมุนเวียนชนิดต่างๆ จะต้องทะยานขึ้นทะลุฟ้า ตามรายงานการคาดการณ์ล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ในกรุงปารีส อุปสงค์ในกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมจะเติบโตในอัตรา 440% ในช่วงระหว่างปี 2014 ถึงปี 2040 และความต้องการในกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะขยายตัวเกินกว่า 1,100% พิจารณาจากความหิวกระหายพลังงานอย่างมากมายมหาศาลของโลกแล้ว อัตราเติบโตขยายตัวในระดับนี้ย่อมสามารถที่จะปั๊มเงินกันเป็นหลักล้านล้านดอลลาร์ให้แก่ธุรกิจใหม่เหล่านี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่าทีต่อต้านสีเขียวของคณะบริหารทรัมป์ คือการมอบของขวัญอันดีเลิศยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษให้แก่ประเทศจีน และจะต้องทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนอย่างมโหฬารในเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยของทั่วโลก

นโยบายการต่างประเทศทรัมป์ทำให้ “รัสเซียมาเป็นอันดับสอง”

ถ้าหากประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนตัดสินใจที่จะทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจที่มีฐานะเป็นผู้นำของโลกแล้ว เขาก็ยังดูเหมือนตั้งอกตั้งใจอย่างแปลกประหลาดที่จะยกระดับฐานะของรัสเซียให้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สอง จากการที่ทรัมป์ขับเคลื่อนอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน เพื่อให้ได้ความช่วยเหลือจากมอสโกในการสู้รบกับกลุ่มไอซิส (ISIS อีกชื่อย่อหนึ่งของกลุ่ม “รัฐอิสลาม” หรือไอเอส ซึ่งมีผู้นิยมใช้กัน -ผู้แปล) เขาดูเหมือนมีความยินดีที่จะขจัดกวาดล้างกำแพงใดๆ ก็ตามทีที่ขวางกั้นการรณรงค์ต่อสู้อย่างชนิดเปิดเผยไม่มีกระมิดกระเมี้ยนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในการจัดตั้งเขตอิทธิพล (sphere of influence) ของรัสเซียขึ้นในดินแดนของอดีตสหภาพโซเวียตตลอดจนพื้นที่อื่นๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตกอยู่ใต้การบงการของมอสโก

ตั้งแต่ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียในปี 2000 วลาดิมีร์ ปูติน ไม่เคยปกปิดเป็นความลับเลยเกี่ยวกับความมุ่งมาตรปรารถนาอันแรงกล้าของเขาที่จะฟื้นฟูความรุ่งเรืองในอดีตของรัสเซียขึ้นมาใหม่ และในการพลิกกลับสถานการณ์ซึ่งเขาและพวกนักวิเคราะห์ชาวรัสเซียผู้มีความคิดแนวเดียวกันมองเห็นว่า เป็นการที่องค์การนาโต้บุกรุกล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ความมั่นคงปลอดภัยอันชอบธรรมของรัสเซียในยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ความปรารถนาเช่นนี้เองนำไปสู่เหตุการณ์ในปี 2014 ซึ่งรัสเซียเข้าผนวกแหลมไครเมีย และเข้าแทรกแซงอย่างโจ่งแจ้งไร้การปิดบังอำพรางอะไรในยูเครนตะวันออก อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม สำหรับพวกรัฐริมทะเลบอลติก อันได้แก่เอสโตเนีย, ลัตเวีย, และ ลิทัวเนีย และพวกชาติยุโรปตะวันออกที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในกำมือของมอสโก ความเคลื่อนไหวเช่นนี้คือการก่อให้เกิดความหวาดกลัวครั้งใหม่ว่ารัสเซียกำลังมุ่งที่จะล้มล้างทำลายความเป็นเอกราชของพวกเขา ในระยะหลังๆ มานี้ ปูตินยังแสวงหาหนทางสถาปนาสายสัมพันธ์แบบที่อดีตสหภาพโซเวียตมีอยู่กับตะวันออกกลางขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง โดยที่น่าสังเกตที่สุดก็คือ การก่อรูปความผูกพันนี้โดยผ่านการเข้าไปแทรกแซงทางทหารในซีเรีย

ประธานาธิบดีโอบามานั้นใช้วิธีรวมกำลังกับเหล่าชาติพันธมิตรนาโต้ของอเมริกา ในความพยายามแสวงหาหนทางลิดรอนสกัดกั้นแผนการของปูติน ทั้งด้วยการประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรลงโทษรัสเซียอย่างเข้มงวดกวดขัน และทั้งด้วยการเพิ่มพูนเสริมมาตรการการป้องกันในบรรดารัฐสมาชิกนาโต้ที่เป็นแนวหน้าประชิดกับแดนหมีขาว เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ณ การประชุมซัมมิตของนาโต้ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ โอบามาและเหล่าผู้นำของอังกฤษ, แคนาดา, และเยอรมนี ได้ตกลงเห็นพ้องกันที่จะเพิ่มกำลังทหารหลายกองพันเข้าไปยังโปแลนด์และอีก 3 รัฐบอลติก โดยถือเป็นมาตรการป้องปรามประการหนึ่ง เผื่อรับมือกับการที่รัสเซียอาจจะเข้าโจมตีประเทศเหล่านี้ในอนาคตข้างหน้า ทั้งนี้ถ้าหากฮิลลารี คลินตัน เป็นผู้ที่ชนะการเลือกตั้งได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอเมริกันแล้ว เป็นที่คาดหมายกันว่าเธอจะเพิ่มทวีแรงกดดันต่อมอสโกมากขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม สำหรับทรัมป์แล้ว ดูเหมือนเขาจะมองเห็นว่า การที่ปูตินกระทำการบุกรุกล่วงล้ำทั้งในยุโรปและที่อื่นๆ นั้น แทบไม่ได้ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องอันสลักสำคัญอะไรนักหนา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งซึ่งจะได้มาจากการชักชวนให้ปูตินยอมร่วมมือด้วยในการสู้รบกับ “รัฐอิสลาม” “ผมคิดว่ามันจะต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ถ้าเราสามารถเข้ากันได้กับรัสเซีย เพราะเราสามารถที่จะสู้รบกับไอซิสร่วมกัน” เขาประกาศเช่นนี้ระหว่างการโต้วาทีชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนัดที่สองในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว สำหรับนาโต้และพวกประเทศยุโรปนั้น ทรัมป์แสดงท่าทีว่าแทบไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกเขาเลยในการที่พวกเขาวิตกกังวลเกี่ยวกับมอสโก อีกทั้งแทบไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความโน้มเอียงที่จะเพิ่มคุณูปการของอเมริกาในการป้องกันคุ้มครองพวกเขา ไม่เพียงเขาจะระบุว่านาโต้กลายเป็นองค์การที่ “ล้าสมัย” เสียแล้วเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วเท่านั้น เขายังยืนยันว่านาโต้ไม่ได้ทำอะไรอย่างเพียงพอในการต่อสู่กับการก่อการร้าย เขากล่าวย้ำว่า มัน “ไม่เป็นธรรมต่อเราเลย ในทางเศรษฐกิจ” เพราะ “จริงๆ แล้วนาโต้ช่วยเหลือพวกเขา (ชาติยุโรป) มากกว่าที่ช่วยเหลือสหรัฐฯ ทว่าเรา (สหรัฐฯ) กลับต้องร่วมออกค่าใช้จ่ายอย่างไม่ได้สัดส่วนกันเลย”

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ทรัมป์ก็ได้ประพฤติปฏิบัติตนเสมือนกับว่ารัสเซียคือผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯอย่างแน่นอน ส่วนพวกมหาอำนาจนาโต้คือเหล่าอดีตคนรักซึ่งหมดเสน่หาอาลัยไปเสียแล้ว ใช่ครับ เป็นความจริงที่เขาพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ก่อนหน้าผู้นำต่างประเทศคนอื่นใดทั้งสิ้น ทว่าเขายังคงปิดปากเงียบเมื่อตอนที่เธอพูดแถลงถึงความจำเป็นที่จะต้องธำรงรักษาการกดดันต่อมอสโกโดยผ่านการลงโทษคว่ำบาตรเอาไว้ต่อไป ในจังหวะเวลานั้นมันทำให้เธอแลดูเหมือนกับแขกผู้มาเยือนซึ่งไม่ค่อยเป็นที่ยินดีต้อนรับเอาเสียเลย

เวลาต่อมา เขาได้พูดจาทางโทรศัพท์อย่างยืดยาวกับปูติน จากเนื้อหาในการสนทนากันของพวกเขาเท่าที่มีการเผยแพร่ออกมานั้น ทั้งคู่พยายามหลีกเลี่ยงพวกหัวข้ออันชวนกระอักกระอ่วน อย่างเช่นเรื่องไครเมีย และกรณีอื้อฉาวรัสเซียแฮกข้อมูลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ผ่านมา และหันมาหารือกันในเรื่องการเพิ่มความร่วมมือประสานงานกันในการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ขณะที่ทีมงานของทรัมป์แทบไม่ได้รายงานข่าวว่าพวกเขาพูดคุยว่าอย่างไรกันบ้างอย่างเฉพาะเจาะจง ทางพวกเจ้าหน้าที่รัสเซียกลับเผยแพร่เรื่องที่สนทนากันอย่างสนุกสนานชนิดพรั่งพรู “ผู้นำทั้งสองเน้นว่าการใช้ความพยายามร่วมกันในการสู้รบกับภัยคุกคามที่สำคัญที่สุด ซึ่งได้แก่การก่อการร้ายระหว่างประเทศ คือเรื่องที่มีความสำคัญลำดับสูงสุด” นี่คือส่วนหนึ่งในรายงานของฝ่ายรัสเซียเกี่ยวกับสิ่งที่ปูตินกับทรัมป์พูดจากัน

ตามรายงานของสื่อมวลชนรัสเซีย ทรัมป์กับปูตินตกลงกันในการพูดจาทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่จะจัดการพบปะหารือระดับสูงในระหว่างพวกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับอาวุโสของพวกเขา เพื่อช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้แก่การร่วมมือประสานงานกันในสงครามต่อต้านไอซิส สิ่งที่ปรากฏอยู่ในรายงานอันมากมายเหล่านี้ด้วยก็คือ ข่าวลือคาดเดากะเก็งกันที่ว่าผู้นำทั้งสองกำลังเดินหน้าเข้าสู่ “การทำความเข้าใจกันในเชิงแนวความคิด” ซึ่งวอชิงตันจะยินยอมให้มอสโกมี “พื้นที่อิทธิพล” ในอดีตสหภาพโซเวียต เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ฝ่ายรัสเซียให้ความร่วมมือในการสู้รบกับกลุ่มไอซิส ไม่ว่าทรัมป์จะเห็นพ้องกับแผนการทำนองนี้ใดๆ หรือไม่ก็ตามที เหตุการณ์ต่างๆ ที่ติดตามมาก็ดูเหมือนกำลังเริ่มต้นส่อเค้าราวกับว่าเขาให้ความเห็นชอบแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการที่มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่ารัสเซียกำลังเล่นบทแข็งกร้าวขึ้นมากในยูเครนตะวันออกในระยะไม่กี่สัปดาห์หลังๆ มานี้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่ทรัมป์อ้าแขนต้อนรับรัสเซียในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนอันชอบธรรมรายหนึ่งในการปฏิบัติการต่อต้านไอซิส จึงกำลังกลายเป็นการมอบสิ่งซึ่งปูตินเที่ยวเสาะแสวงหายิ่งกว่าสิ่งใดๆ อันได้แก่ การได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นรายหนึ่ง ที่มีฐานะเสมอเท่าเทียมกับสหรัฐฯและจีนบนเวทีฆโลก --ถึงแม้ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า เขาเป็นประธานาธิบดีของรัฐพึ่งพาน้ำมันที่ทรุดโทรมเต็มทีแล้ว โดยที่ระบบเศรษฐกิจก็อ่อนลงลงจนมีขนาดเท่ากับอิตาลีเท่านั้น

เลือกที่จะเป็นอันดับสาม

ถึงแม้เขาพูดอะไรตั้งมากมายในเรื่องการยึดมั่นถือผลประโยชน์ของอเมริกาต้องมาเป็นอันดับแรก แต่แล้วโดนัลด์ ทรัมป์กลับดูเหมือนกับกำลังเดินหน้าทำสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ให้แก่จีนและรัสเซีย มันอาจจะไม่ได้เป็นผลลัพธ์ของการดำเนินนโยบายอย่างมีจิตสำนึกหรอกนะครับ ทว่าเป็นเพราะเขาถูกขับดันโดยทัศนะมุมมองว่าด้วยนโยบายการต่างประเทศอเมริกาที่คับแคบมองการณ์สั้นถึงขนาดนั้น มันเพียงแค่ประกอบไปด้วย การต่อสู้กับการก่อการร้ายที่มุ่งคัดค้านลัทธิความรุนแรงอิสลาม, การขับไล่ไสส่งชาวเม็กซิกันและชาวมุสลิมให้ออกไปจากสหรัฐฯ, และการปรับปรุงฐานะดุลการค้าให้ดีขึ้น มิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันกว้างขวางยิ่งกว่านี้ ดูเหมือนไม่ได้ถูกลงทะเบียนเอาไว้บนจอเรดาร์ทางจิตใจของเขา ทั้งๆ ที่มันควรต้องมี

สภาวการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบกระเทือนเราอย่างไรบ้าง? อันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดก็คือ จีนกับรัสเซียจะรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมากมายจากแนวพิจารณาปัญหาแบบสั้นๆ แคบๆ ของทรัมป์ จนกระทั่งรู้สึกมีความกล้ามากขึ้นที่จะเสาะแสวงหาความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่บางแห่ง เป็นต้นว่าทะเลจีนใต้ หรือภูมิภาคทะเลบอลติก พื้นที่เหล่านี้อาจจะมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ หรือไม่ก็ได้รับการพิจารณาว่ากำลังแบกรับเกียรติภูมิและเครดิตความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯอยู่ ในกรณีเช่นนี้ หากประธานาธิบดีผู้นี้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเขาถูกคุกคามหรือถูกสบประมาทเป็นการส่วนตัว ในประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องซึ่งอเมริกาถือตนเองว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าใครหน้าไหนเรื่อยมาแล้ว เขาก็อาจตอบโต้อย่างทรงพลัง โดยเป็นไปได้ว่าอาจจะจุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่ขึ้นมาด้วยการแสดงท่าทีอาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ กระทั่งถ้าหากสามารถที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ไปได้ มันก็ยังน่าจะทำให้อิทธิพลบามีของอเมริกาในพื้นที่อย่างเช่น ยุโรปตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถดถอยเสื่อมโทรมลง ส่งผลทำให้มีโอกาสทางการค้าลดน้อยลง รวมทั้งเป็นไปได้ว่าอาจมีการถอยหลังในเรื่องสิทธิเสรีภาพต่างๆ (แน่ละ สภาวการณ์เช่นนี้ย่อมสามารถเกิดขึ้นมาในสหรัฐฯได้เช่นกัน) เป็นที่ชัดเจนทีเดียวว่า ถ้าหากสัปดาห์แรกๆ ในการเข้ารับตำแหน่งของเขา คือเครื่องชี้บ่งให้เห็นว่าวิสัยทัศน์แบบทรัมป์เกี่ยวกับนโยบายอเมริกาอันดับแรกของเขานั้นหมายความว่าอย่างไรแล้ว เราก็กำลังเข้าสู่ยุคซึ่งวลีที่ว่า “โลกที่ประกอบด้วยหลายขั้วอำนาจ” (multipolar world) จะต้องมีความหมายอย่างใหม่ๆ ขึ้นมา

สิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดก็คือ การที่สหรัฐฯทอดทิ้งความเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อชะลอปัญหาโลกร้อน จะมีความหมายเท่ากับการยอมแพ้การยอมสละฐานะความยอดเยี่ยมเหนือกว่าใครๆ ในด้านเทคโนโลยีในสาขาซึ่งน่าจะทรงความสำคัญเข้าครอบงำเศรษฐกิจโลกเอาไว้มากที่สุดในรอบหลายๆ ทศวรรษต่อจากนี้ไป และก็จะมีความหมายเท่ากับการเปิดโอกาสให้เกิดความวิบัติหายนะของพิภพแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล เรื่องนี้จึงควรถูกพิจารณาว่า มันคือการทรยศต่อชาวอเมริกันทั้งมวล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทรยศต่อผู้ที่ลงคะแนนเลือกเขาด้วยความเชื่อที่ว่า เขาจะทำให้เกิดความมั่นใจขึ้นมาว่าอเมริกาจะรักษาความเป็นอันดับหนึ่งในด้านการเมืองและทางเศรษฐกิจเอาไว้ต่อไป

ไมเคิล ที. แคลร์ เป็นอาจารย์ทางด้านการศึกษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก (peace and world security studies) อยู่ที่ วิทยาลัยแฮมป์เชียร์ (Hampshire College) เป็นผู้เขียนบทความให้เว็บไซต์ ทอมดิสแพตช์ (www.tomdispatch.com) อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งเป็นผู้เขียนหนังสือหลายเล่ม โดยเล่มล่าสุดคือเรื่อง The Race for What's Left นอกจากนั้นภาพยนตร์สารคดีที่สร้างขึ้นโดยอิงอาศัยหนังสือเรื่อง Blood and Oil ของเขา สามารถหาได้ที่มูลนิธิ มีเดีย เอยูเคชั่น ฟาวน์เดชั่น (Media Education Foundation) สามารถติดตามเขาทางทวิตเตอร์ได้ที่ Twitter at @mklare1.

(ข้อเขียนนี้เก็บความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษใน ทอมดิสแพตช์ http://www.tomdispatch.com/)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...