xs
xsm
sm
md
lg

ทำเนียบขาวแก้ตัวพัลวันป้องทรัมป์ หลังสื่อแฉรู้นานแล้ว “ที่ปรึกษาความมั่นคง” ทำผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

<i>ไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว (กลาง) เดินทางมาถึงสถานที่แถลงข่าวร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ณ ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันจันทร์ (13 ก.พ.)  วันเดียวกับที่เขายื่นใบลาออกจากตำแหน่งตามที่ถูกทรัมป์เรียกร้อง </i>
เอเจนซีส์ - “ทำเนียบขาว” ดิ้นปกป้อง “ประธานาธิบดี” จากเรื่องอื้อฉาว “ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ” ดอดคุยกับ “ทูตรัสเซีย” เรื่องผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชันให้แดนหมีขาวทั้งที่ยังไม่หมดสมัยของโอบามา หลังถูกสื่อแฉ “ทรัมป์” รู้ปัญหานี้มาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว แต่ไม่ยอมทำอะไร ซ้ำปล่อยให้ “รองประธานาธิบดีเพนซ์” ตระเวนออกสื่อปกป้องคนผิด

หลังจากก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวพยายามสร้างภาพว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดให้ไมเคิล ฟลินน์ ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติไปเสีย สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า ฟลินน์บิดเบือนข้อมูลทำให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ เข้าใจผิด เกี่ยวกับสิ่งที่เขาพูดคุยกับเซียร์เกย์ คิสลัค เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำวอชิงตันเมื่อปลายปีที่แล้ว หรือก็คือก่อนที่คณะบริหารชุดใหม่ของทรัมป์จะเข้าปฏิบัติหน้าที่

ทว่า ในที่สุดเมื่อวันอังคาร (14 ก.พ.) ทำเนียบขาวต้องออกมายอมรับว่า ทรัมป์ รู้เรื่องพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของฟลินน์ตั้งแต่เมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว แต่กลับปล่อยให้เพนซ์ออกโรงปกป้องและยืนยันความบริสุทธิ์ของที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ

ฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงในวันอังคารว่า จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้คือ รายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9) ซึ่งฟลินน์ยอมรับครั้งแรกผ่านโฆษกส่วนตัวว่า ไม่แน่ใจ 100% ว่า ไม่ได้คุยกับคิสลัคเรื่องมาตรการแซงก์ชัน

สอดคล้องกับที่มาร์ก ลอตเตอร์ โฆษกประจำตัวรองประธานาธิบดี แถลงเมื่อวันอังคาร (14) ว่า เพนซ์เพิ่งรู้ความจริงในวันพฤหัสบดี (9) จากรายงานของสื่อ

ทั้งนี้ การพูดคุยระหว่างฟลินน์กับคิสลัคซึ่งเป็นการสนทนาทางโทรศัพท์ เกิดขึ้นขณะที่คณะบริหารของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ออกมาตรการลงโทษรอบใหม่เมื่อวันที่ 29 ธันวาคมปีที่แล้ว จากกรณีที่รัสเซียพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งของอเมริกาเพื่อสนับสนุนทรัมป์

เจ้าหน้าที่วงในที่ได้เห็นข้อมูลการถอดเทปสนทนาเผยว่า ฟลินส์บอกกับคิสลัคว่า ถ้ารัสเซียไม่ตอบโต้มาตรการกล่าวของโอบามา ซึ่งมีการสั่งขับเจ้าหน้าที่การทูตของรัสเซีย 35 คนที่สงสัยว่าเป็นสายลับ รวมทั้งมีมาตรการลงโทษหน่วยงานสายลับของรัสเซียด้วย เมื่อคณะบริหารชุดใหม่ของทรัมป์เข้ารับตำแหน่งแล้ว การเจรจาเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซีย ก็อาจง่ายดายขึ้น การหารือดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิด “กฎหมายโลแกน” ที่ห้ามพลเมืองอเมริกันเจรจากับรัฐบาลต่างชาติเกี่ยวกับข้อพิพาทหรือความขัดแย้งที่ประเทศนั้นๆ มีกับสหรัฐฯ
<i>ภาพจากแฟ้มถ่ายเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2017 ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ (ซ้าย) พูดคุยโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย  โดยที่ ไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ (ขวาสุด) ก็ได้รับความไว้วางใจให้อยู่ในห้องด้วย </i>
แรกเริ่มเลยนั้น ฟลินน์ พลโทเกษียณอายุที่เป็นอดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลาโหม แถลงปฏิเสธว่า ไม่ได้คุยกับคิสลัคเรื่องมาตรการแซงก์ชัน

อย่างไรก็ตาม วันจันทร์ที่ผ่านมา (13) ฟลินน์ถูกขอให้ลาออก หลังจากทำเนียบขาวสอบสวนนานหลายสัปดาห์ซึ่งแม้ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดกฎหมาย แต่ก็เห็นว่าความไว้วางใจได้ถูก “บ่อนทำลาย” เสียหายแล้ว

ทางด้านหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้เสนอรายงานข่าวอีกชิ้นหนึ่งเมื่อวันอังคาร (14) ระบุว่า หน่วยงานด้านข่าวกรองและการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯได้ดักฟังและบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ ที่แสดงให้เห็นว่า สมาชิกทีมหาเสียงและผู้ช่วยหลายคนของทรัมป์มีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองรัสเซียหลายครั้งในช่วงเวลาหนึ่งปีก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

หลังจากพบหลักฐานว่า มอสโกพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งดังกล่าว หน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐฯ จึงพยายามตรวจสอบว่า ทีมหาเสียงของทรัมป์ร่วมมือกับมอสโกเพื่อเจาะระบบข้อมูล รวมทั้งในการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นิวยอร์ก ไทมส์เสริมว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ไม่พบหลักฐานการสมรู้ร่วมคิดระหว่างทีมงานทรัมป์กับรัสเซีย

ทางด้านทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันอังคาร (14)ว่า ทรัมป์ไม่ได้สั่งให้ฟลินน์ไปหารือกับทูตรัสเซียเรื่องความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการแซงก์ชันรัสเซีย

ขณะที่สไปเซอร์แจงว่า เมื่อได้รับการเตือนจากกระทรวงยุติธรรมในวันที่ 26 มกราคมว่า ฟลินน์อาจให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องการพูดคุยกับทูตรัสเซีย ทรัมป์รู้สึกตามสัญชาติญาณว่า ฟลินน์ไม่น่าที่จะทำผิดได้ แต่ก็สั่งการให้สอบสวนซึ่งได้ข้อสรุปว่า การกระทำของฟลินน์ไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่เป็นปัญหาด้านความไว้วางใจ ทรัมป์จึงตัดสินใจขอให้ฟลินน์ลาออกเมื่อวันจันทร์ (13)

นอกจากนั้น ทำเนียบขาวยังยืนยันด้วยว่า สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ)เคยซักถามฟลินน์เกี่ยวกับเรื่องการหารือทางโทรศัพท์กับทูตรัสเซีย หลังจากที่ฟลินน์เข้ารับตำแหน่งไม่นาน

ทั้งนี้ สตีเฟน วลาเด็ค ศาสตราจารย์นิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส ชี้ว่า ฟลินน์อาจเจอข้อหาหนักกว่าละเมิดกฎหมายโลแกน หากพบว่าเขาให้ข้อมูลเท็จกับเอฟบีไอ

สไปเซอร์สำทับว่า ทรัมป์จะประกาศแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงคนใหม่ภายในสัปดาห์นี้ โดยที่สื่อหลายกระแสบอกว่าตัวเก็งสำคัญได้แก่อดีตนายพล 3 คน คือ คีธ เคลล็อก, เดวิด เพเทรอัส อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) และโรเบิร์ต ฮาร์วาร์ด
<i>ชัค ชูเมอร์ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯจากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต  ในฐานะผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา กล่าวเรียกร้องที่อาคารรัฐสภาในวันอังคาร (14 ก.พ.) ให้ดำเนินการสอบสวนคดีอาญาในกรณีการลาออกของไมเคิล ฟลินน์ </i>
ทำเนียบขาวยังยืนยันว่า แม้ชื่นชมประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่ทรัมป์แข็งกร้าวอย่างไม่น่าเชื่อกับรัสเซีย อีกทั้งประกาศอย่างชัดเจนว่า หวังว่า มอสโกจะยุติความรุนแรงในยูเครนและคืนไครเมียให้ยูเครน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของทำเนียบขาวดูเหมือนไม่สามารถบรรเทาความกังวลของรัฐสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับอิทธิพลของรัสเซียในระบบการเมืองอเมริกา โดยขณะนี้ ทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น

อดัม ชิฟฟ์ สมาชิกคณะกรรมาธิการข่าวกรองสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเดโมแครต โจมตีว่า ทรัมป์ออกมาจัดการเรื่องนี้หลังจากถูกสื่อแฉ ไม่ใช่เพราะกังวลเกี่ยวกับการกระทำผิดของฟลินน์

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในสภาสูง เรียกร้องให้สอบสวนข้อหาอาญาจากกรณีการลาออกของฟลินน์

สมาชิกชั้นนำของรีพับลิกันสองคนคือ บ็อบ คอร์เกอร์ และจอห์น คอร์นิน เผยว่า คณะกรรมาธิการข่าวกรองจะสอบสวนเรื่องที่ฟลินน์ติดต่อกับรัสเซีย

ด้านวุฒิสมาชิกจอห์น แม็กเคน จากรีพับลิกัน ชี้ว่า การลาออกของฟลินน์ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของคณะบริหารของทรัมป์ต่อรัสเซีย

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...