xs
xsm
sm
md
lg

กระแสต้าน'คำสั่งทรัมป์'แผ่ลามต่อ 4มลรัฐ-900นักการทูต-บ.ไฮเทค-เลขาฯUN 'ร่วมจวก'

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

<i>มาอูรา ฮีลลีย์ อัยการสูงสุดมลรัฐแมสซาชูเซตส์ แถลงข่าวที่เมืองบอสตัน ในวันอังคาร (31 ม.ค.) ว่า รัฐของเธอจะเข้าร่วมในการฟ้องร้องคัดค้านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งห้ามผู้ลี้ภัยและนักเดินทางจาก 7 ประเทศมุสลิม  ทั้งนี้มีอย่างน้อย 4 มลรัฐแล้วซึ่งประกาศดำเนินการทางกฎหมายเพื่อต่อสู้กับคำสั่งที่พวกเขาเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญสหรัฐฯนี้  ขณะที่อัยการสูงสุดของมลรัฐอย่างน้อย 16 รัฐที่บอกว่าจะต่อสู้คัดค้านเช่นกัน </i>
เอเจนซีส์ – กระแสประท้วงต่อต้านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแบนผู้ลี้ภัยและนักเดินทางจาก 7 ชาติมุสลิม ยังคงเชี่ยวกรากทั้งจากภายในและภายนอกอเมริกา ถึงแม้ทรัมป์และผู้ช่วยพยายามออกมาตอบโต้ดุเดือดเลือดพล่านก็ตาม โดยในวันอังคาร(31 ม.ค.) มี 4 มลรัฐกับอีก 1 เมืองใหญ่ยื่นฟ้องศาลเพื่อล้มล้างคำสั่งนี้ ขณะที่นักการทูตอเมริกัน 900 คนทำบันทึกคัดค้าน และเลขาธิการใหญ่ยูเอ็นก็จวกยับว่า เป็นมาตรการมืดบอด อย่างไรก็ดี โพลจากสองสำนักชี้อเมริกันชนที่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้มีมากกว่าผู้คัดค้าน

ถึงแม้ประมุขคนใหม่ของสหรัฐฯ พยายามปกป้องนโยบายที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งกันอย่างหนักหน่วงของตน รวมทั้งกำราบฝ่ายต่อต้านอย่างแข็งกร้าว ดังเช่นการสั่งปลด แซลลี่ เยตส์ จากตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรียุติธรรมเมื่อคืนวันจันทร์ (30 ม.ค.) หลังจากเธอได้แจ้งเจ้าหน้าที่กระทรวง ไม่ให้ปกป้องแก้ต่างให้แก่คำสั่งของทรัมป์ เนื่องจากมีแนวโน้มขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ต่อมาในวันอังคาร (31 ม.ค.) ทรัมป์ทวิตโจมตีว่า พรรคเดโมแครตเตะถ่วงการอนุมัติการแต่งตั้งสมาชิกคณะรัฐมนตรีที่เหลือของตน

อย่างไรก็ตาม คำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามบังคับใช้ทันทีเมื่อวันศุกร์ (27 ม.ค.) ก็ยังคงถูกประท้วงคัดค้านอย่างเป็นกระแสใหญ่ ทั้งนี้สาระสำคัญในคำสั่งดังกล่าวคือ ห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิมเดินทางเข้าอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน และไม่มีกำหนดสำหรับผู้ลี้ภัยจากซีเรีย รวมทั้งงดรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเข้าประเทศอย่างน้อย 120 วัน

หลังจากมีประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะชาติมุสลิม พากันประท้วง เนื่องจากมองว่าคำสั่งนี้ของทรัมป์มีเจตนาที่จะห้ามชาวมุสลิมเข้าอเมริกา ทางด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่คนใหม่ของยูเอ็น ก็ออกมาวิจารณ์อย่างรุนแรงในวันอังคาร (31) ว่า คำสั่งแบนของทรัมป์เป็นมาตรการ “มืดบอด” ที่มีแนวโน้มช่วยส่งเสริมโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มลัทธิสุดโต่งมากกว่ารับมือกับภัยคุกคามจากการก่อการร้าย

ส่วนภายในอเมริกาเอง ผู้พิพากษาศาลสหรัฐฯในหลายๆ ท้องที่ ออกคำสั่งฉุกเฉินอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยหรือนักเดินทางจากประเทศที่มีรายชื่อถูกแบน พำนักในอเมริกาชั่วคราว ขณะที่อัยการสูงสุดจาก 16 รัฐ ซึ่งรวมถึงแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ประกาศต่อสู้กับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ

ในวันอังคาร (31) รัฐแมสซาชูเสตส์ นิวยอร์ก เวอร์จิเนีย พร้อมใจกันดำเนินการทางกฎหมายเพื่อต่อต้านคำสั่งนี้ ซึ่งน่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญเนื่องจากเป็นการเลือกปฏิบัติโดยอิงกับถิ่นกำเนิดและศาสนา โดยทั้งสามมลรัฐประกาศให้การสนับสนุนการฟ้องร้องของบรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้

ก่อนหน้านี้ มลรัฐวอชิงตันถือเป็นรัฐแรกที่ลุกขึ้นมาต่อต้านคำสั่งของทรัมป์ โดยอัยการสูงสุดของรัฐนี้ยื่นฟ้องเพื่อล้มล้างการแบนการเดินทางเมื่อวันจันทร์ (30)
<i>อัยการเมืองซานฟรานซิสโก, รัฐแคลิฟอร์เนีย เดนนิส เฮอร์เรรา (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ แถลงข่าวในวันอังคาร (31 ม.ค.) จะยื่นฟ้องต่อศาลคัดค้านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีมาตรการระบุว่ารัฐบาลกลางจะไม่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เมืองต่างๆ ที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพ </i>
ขณะเดียวกัน ซานฟรานซิสโกกลายเป็นเมืองแรกที่ยื่นฟ้องร้องเพื่อล้มล้างคำสั่งของทรัมป์ ซึ่งในนั้นมีมาตรการให้ระงับการอุดหนุนงบประมาณของรัฐบาลกลางแก่เมืองต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย

ไม่เพียงเท่านั้น แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องบอกกับสื่อหลายรายว่า นักการทูตจำนวนถึงราว 900 คนในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ร่วมกันลงนามใน “บันทึกคัดค้าน” ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการว่า คำสั่งแบนการเดินทางเป็นการทรยศต่อค่านิยมอเมริกัน

ส่วนบรรดาอดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงแห่งชาติตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช จนถึงโอบามา ประสานเสียงเตือนในจดหมายที่ส่งถึงสมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการส่งสาส์นผิดๆ ถึงชาวมุสลิมว่า อเมริกากำลังเปิดสงครามกับความเชื่อทางศาสนาของคนเหล่านั้น อันจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ในระยะยาว

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมยังเปิดเผยว่า บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกากลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงอัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล, เน็ตฟลิกซ์, แอร์บีเอ็นบี และทวิตเตอร์ กำลังวางกลยุทธ์ทางกฎหมายร่วมกันเพื่อท้าทายคำสั่งของทรัมป์ ซึ่งคาดว่า จะมีผลใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมนี้ซึ่งต้องว่าจ้างคนเข้าเมืองผู้มีความรู้ความชำนาญนับเป็นพันๆ คน
<i>นิโม ฮาชี ผู้ลี้ภัยชาวโซมาเลีย อุ้ม ตัสลิม ลูกสาวของเธอ ที่บริเวณบ้านของพวกเขาเมื่อวันอังคาร (31 ม.ค.)  ฮาชิซื้อโต๊ะและเก้าอี้นวมตัวใหม่เข้าอพาร์ตเมนของเธอในเมืองซอลต์เลกซิตี้  ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อวันศุกร์ (27 ม.ค.) จะได้รวมครอบครัวอยู่กับสามีของเธอครบหน้าครบตาเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี  ทว่าเขายังมาไม่ถึงบ้านและยังไม่มีโอกาสเห็นหน้าบุตรสาววัย 2 ขวบซึ่งเขาไม่เคยเจอเลย  เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในผู้คนหลายร้อยที่เจอพิษคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งห้ามผู้ลี้ภัยและนักเดินทางจาก 7 ประเทศมุสลิม โดย 1 ในนั้นได้แก่โซมาเลีย </i>
แม้แต่สมาชิกทีมงานของทรัมป์บางคนยังวิจารณ์ว่า คำสั่งดังกล่าวกว้างเกินไปและเร่งรีบบังคับใช้โดยไม่มีการปรึกษาหารือเจ้าหน้าที่สำคัญที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง

ทว่า จอห์น เคลลี่ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ยืนยันว่า ที่ปรึกษาระดับสูงของทรัมป์รับรู้เรื่องนี้ดี และสำทับว่า มีการหารือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล รวมทั้งฝ่ายอัยการด้วย

ทางด้านฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ออกมาย้ำอีกครั้งว่า คำสั่งของทรัมป์ไม่ใช่การแบนมุสลิมหรือการแบนการเดินทาง แต่เป็นระบบคัดกรองเพื่อให้อเมริกาปลอดภัย

สไปเซอร์ยังกล่าวถึงบันทึกคัดค้านของเหล่านักการทูตว่า นักการทูตเหล่านั้นควรปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ก็ลาออกไป

พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเดียวกับทรัมป์ ขานรับว่า มาตรการดังกล่าวชอบธรรมเนื่องจากช่วยสกัดผู้ที่มีแนวโน้มเป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อไม่ให้อเมริกาเจอปัญหาแบบเดียวกับฝรั่งเศสที่ถูกก่อการร้ายครั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน 2015 ในปารีส ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 130 คน

นอกจากนั้น คำสั่งนี้ยังดูเหมือนถูกอกถูกใจฐานเสียงของทรัมป์ โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยควินนิเพียคพบว่า ชาวอเมริกัน 48% สนับสนุนให้แบนการเดินทางจากภูมิภาคที่โน้มเอียงในการก่อการร้าย แม้อาจครอบคลุมถึงผู้ลี้ภัยด้วยก็ตาม

เช่นเดียวกัน ผลสำรวจของรอยเตอร์ที่จัดทำขึ้นในวันจันทร์และอังคารระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 49% เห็นด้วยกับคำสั่งของทรัมป์ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยมี 41%

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...